ประเทศไทยต้องเผชิญกับปัญหาอุทกภัยแทบทุกปี ทั้งความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมและภาคธุรกิจ ตลอดจนความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม
ขณะที่รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณจำนวนมากเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วม รวมถึงใช้งบกลางอีกหลายหมื่นล้านบาทเพื่อชดเชยเยียวยาผู้ประสบภัยในแต่ละปี
ตลอดปีงบประมาณ 2560-2568 ที่ผ่านมา รัฐบาลใช้เงินสำรองจ่ายเพื่อแก้ไขปัญหาและเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยสะสมกว่า 1.5 แสนล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละกว่า 1.7 หมื่นล้านบาท ขณะที่งบประมาณด้านการบริหารจัดการน้ำยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยปี 2569 มีการจัดสรรงบประมาณด้านน้ำกว่า 4.2 แสนล้านบาท และงบจัดการน้ำท่วมโดยตรงอีกกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท
ล่าสุด คณะรัฐมนตรี (ครม.) ต้องอนุมัติงบกลางเพิ่มเติมอีกกว่า 1 หมื่นล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยกว่า 1.48 ล้านครัวเรือน หลังวงเงินที่จัดสรรไว้ก่อนหน้าไม่เพียงพอต่อความต้องการ
งบจัดการน้ำเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยใช้งบประมาณจำนวนมากในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โดยครอบคลุมตั้งแต่การป้องกันน้ำท่วม การแก้ไขปัญหาภัยแล้ง การพัฒนาแหล่งน้ำ ไปจนถึงการจัดหาและกระจายน้ำให้ประชาชนและภาคเศรษฐกิจ
ในปีงบประมาณ 2569 สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้รับงบประมาณสูงถึงกว่า 4.2 แสนล้านบาท พร้อมงบจัดการน้ำท่วมโดยตรงอีกกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 37.58% ของงบประมาณทั้งหมด
การวิเคราะห์ของสำนักงบประมาณของรัฐสภา (PBO) ระบุว่า ในช่วงปีงบประมาณ 2565-2569 งบประมาณด้านการบริหารจัดการน้ำมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้น (CAGR) ประมาณ 4.9% โดยแผนงานบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำมีวงเงินอยู่ที่ประมาณ 54,100-63,401 ล้านบาทต่อปี
อย่างไรก็ตาม งบประมาณภายใต้แผนงานอื่นๆ กลับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จาก 1.4 แสนล้านบาทในปี 2567 เป็น 1.8 แสนล้านบาทในปี 2568 สะท้อนให้เห็นว่างบประมาณด้านน้ำจำนวนมากกระจายอยู่ในแผนงานของหน่วยงานต่างๆ มากกว่าการรวมศูนย์อยู่ภายใต้แผนงานบูรณาการด้านทรัพยากรน้ำโดยเฉพาะ
นอกจากนี้ งบประมาณด้านการบริหารจัดการน้ำกว่า 87.2% ยังเป็นรายจ่ายลงทุน ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและโครงการด้านน้ำ หากโครงการเหล่านี้เกิดความล่าช้า ไม่สามารถดำเนินการได้ตามแผน หรือไม่ตอบโจทย์ปัญหาในพื้นที่ ก็อาจส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพในการป้องกันน้ำท่วม การแก้ไขปัญหาภัยแล้ง และการกระจายน้ำ
ขณะเดียวกัน Rocket Media Lab เคยรวบรวมข้อมูลโครงการที่เกี่ยวข้องกับการจัดการน้ำท่วมในปีงบประมาณ 2566 โดยคัดกรองจากคำสำคัญ เช่น น้ำท่วม ประตูระบายน้ำ ผักตบชวา การซ่อมแซมทางระบายน้ำ การรับน้ำป่า และแก้มลิง พบว่ามีจำนวน 6,511 โครงการ คิดเป็นงบประมาณรวม 5.3 หมื่นล้านบาท
ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยมีการจัดสรรงบประมาณสำหรับการบริหารจัดการน้ำและการป้องกันน้ำท่วมในวงเงินสูงมาอย่างต่อเนื่อง แต่การมีงบประมาณจำนวนมากเพียงอย่างเดียวไม่ได้เป็นหลักประกันว่าปัญหาจะได้รับการแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะผลลัพธ์ยังขึ้นอยู่กับการวางแผน การประสานงานระหว่างหน่วยงาน ความเหมาะสมของโครงการ และความสามารถในการดำเนินงานให้สอดคล้องกับความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่
รัฐยังต้องจ่ายเงินเยียวยาอีกหลายหมื่นล้านบาท
นอกเหนือจากงบประมาณสำหรับการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมแล้ว รัฐบาลยังต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อชดเชยและเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในแต่ละปี โดยแหล่งเงินสำคัญส่วนหนึ่งมาจากงบกลาง ซึ่งเป็นงบประมาณที่รัฐบาลจัดเตรียมไว้สำหรับกรณีฉุกเฉิน จำเป็นเร่งด่วน หรือเหตุการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้า
สำหรับปีงบประมาณ 2569 รัฐบาลตั้งงบกลางไว้รวม 6.3 แสนล้านบาท โดยในจำนวนนี้มีงบประมาณสำหรับค่าใช้จ่ายชดใช้เงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินมากกว่า 4 พันล้านบาท ส่วนเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เป็นอีกแหล่งงบประมาณที่นำมาใช้รองรับสถานการณ์ภัยพิบัติได้ตามหลักเกณฑ์และมติอนุมัติที่เกี่ยวข้อง
เมื่อพิจารณาข้อมูลการใช้เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นสำหรับการแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยในช่วงปีงบประมาณ 2560-2568 โดยจำแนกเป็นรายปี ได้แก่ ปี 2560 จำนวน 12,500 ล้านบาท, ปี 2561 จำนวน 18,407.71 ล้านบาท, ปี 2562 จำนวน 16,061.53 ล้านบาท, ปี 2563 จำนวน 23,271.87 ล้านบาท, ปี 2564 จำนวน 2,567.32 ล้านบาท, ปี 2565 จำนวน 2,567.32 ล้านบาท, ปี 2566 จำนวน 22,953.39 ล้านบาท, ปี 2567 จำนวน 22,967.75 ล้านบาท และปี 2568 จำนวน 21,581.50 ล้านบาท
ทั้งนี้ หากพิจารณาย้อนกลับไปในปี 2555 ยังมีการอนุมัติงบกลางเพื่อรับมือกับมหาอุทกภัยสูงถึง 1.2 แสนล้านบาท
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาน้ำท่วมของไทยยังมีต้นทุนการชดเชยและเยียวยาประชาชนที่ต้องจ่ายซ้ำอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงปีงบประมาณ 2560-2568 มีการใช้เงินสำรองจ่ายเพื่อรับมือและช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยสะสมกว่า 1.5 แสนล้านบาท หรือเฉลี่ยประมาณ 1.7 หมื่นล้านบาทต่อปี
และจะเห็นได้ว่าในช่วง 3 ปีงบประมาณล่าสุด (2566-2568) มีการใช้เงินดังกล่าวรวมกันกว่า 6.7 หมื่นล้านบาท สะท้อนว่าภาระค่าใช้จ่ายจากน้ำท่วมยังอยู่ในระดับสูง แม้รัฐจะจัดสรรงบประมาณด้านการบริหารจัดการน้ำและการป้องกันภัยพิบัติอย่างต่อเนื่องก็ตาม
จึงชวนให้ตั้งคำถามว่า รัฐกำลังใช้งบประมาณเพื่อลดความเสี่ยงจากน้ำท่วมได้มากเพียงใด เมื่อเทียบกับงบประมาณที่ต้องจ่ายเพื่อเยียวยาความเสียหายซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ครม.อนุมัติงบกลางปี 70 เพิ่มอีก 1 หมื่นล้านบาท
เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2569 ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยอมรับว่า งบกลางที่กันไว้สำหรับช่วยเหลือผู้ประสบภัยจำนวนประมาณ 4.7 พันล้านบาทหมดลงแล้ว หลังฝ่ายค้านเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับงบประมาณเยียวยาที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยืนยันว่าประชาชนไม่จำเป็นต้องกังวล เนื่องจากยังมีงบกลางของปีงบประมาณ 2570 วงเงินประมาณ 9.9 หมื่นล้านบาทที่นำมาใช้รองรับความช่วยเหลือได้ตามขั้นตอนและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
ต่อมาเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2569 ครม.มีมติอนุมัติกรอบวงเงินเพิ่มเติมจำนวน 10,508,876,400 บาท จากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยเพิ่มเติมอีก 1.4 ล้านครัวเรือน ตามมติ ครม.ก่อนหน้านี้ โดยให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เป็นหน่วยรับงบประมาณและดำเนินการจ่ายเงินผ่านธนาคารออมสิน
การช่วยเหลือดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่ 66 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีการประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยหรือเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน สำหรับเหตุภัยที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 15 พฤษภาคม-30 กันยายน 2569
ข้อมูลจากกรมประชาสัมพันธ์ระบุว่า ณ วันที่ 14 ตุลาคม 2569 มีผู้ประสบอุทกภัยได้รับเงินช่วยเหลือแล้ว 3.9 แสนครัวเรือน ผู้เสียชีวิต 5 ราย รวมเป็นเงิน 3,047,545,000 บาท ขณะเดียวกันยังมีงบประมาณคงเหลือสำหรับจ่ายเงินจำนวน 2,244,110,600 บาท จากวงเงินที่ได้รับอนุมัติแล้ว 5,281,655,600 บาท รวมเงินสมทบจาก กทม.อีก 10 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม จำนวนครัวเรือนที่ลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือและอยู่ระหว่างการตรวจสอบมีมากกว่ากรอบวงเงินที่ได้รับอนุมัติไว้ก่อนหน้า โดยข้อมูลระบุว่า มีผู้ลงทะเบียนและกรณีการเสียชีวิตที่ขอรับความช่วยเหลือรวม 2.09 ล้านครัวเรือน และมีผู้เสียชีวิต 5 ราย คิดเป็นวงเงินช่วยเหลือรวม 15,800,532,000 บาท จึงเป็นที่มาของการขอรับงบประมาณเพิ่มเติมอีกกว่า 10,508 ล้านบาท
ทั้งนี้ การอนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อรองรับประชาชนที่ยื่นคำขอและยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ โดยข้อมูลจากการลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐจะต้องได้รับการตรวจสอบรายชื่อและความเสียหายจากหน่วยงานท้องถิ่น เช่น เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล และ กทม. ก่อนส่งให้ ปภ.ดำเนินการจ่ายเงิน ส่วนกรณีที่มีเงื่อนไขต้องตรวจสอบเพิ่มเติมจะยังคงอยู่ในระบบเพื่อรอการพิจารณา
ขณะที่ตัวเลขเบื้องต้นจาก ปภ.ระบุว่า มีผู้ประสบภัยรวมประมาณ 2.3 ล้านครัวเรือน และรัฐบาลจ่ายเงินเยียวยาไปแล้วประมาณ 6 แสนครัวเรือน
หากพิจารณาจากยอดผู้ลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือ 2.09 ล้านครัวเรือน ซึ่งต้องใช้งบประมาณรวมกว่า 1.58 หมื่นล้านบาท จะเห็นได้ว่าภาระค่าใช้จ่ายในการเยียวยาสูงกว่าวงเงินที่ได้รับอนุมัติในรอบแรกอย่างมาก และยังมีผู้ประสบภัยอีกจำนวนมากที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบสิทธิและรอรับเงินช่วยเหลือ
นอกจากนี้ยังต้องติดตามด้วยว่า งบประมาณที่อนุมัติเพิ่มเติมจะส่งถึงมือผู้ประสบภัยได้รวดเร็วเพียงใด เพราะการอนุมัติวงเงินไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะได้รับเงินทันที โดยเฉพาะเมื่อยังมีขั้นตอนตรวจสอบรายชื่อ สิทธิ และความเสียหาย ซึ่งอาจทำให้ครัวเรือนที่เดือดร้อนต้องรอความช่วยเหลือต่อไป
มาตรการฟื้นฟู-เยียวยาอื่นๆ
นอกจากเงินเยียวยาโดยตรงแล้ว ครม.ยังเห็นชอบมาตรการฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยปี 2569 ผ่านกระทรวงการคลังและสถาบันการเงินเฉพาะกิจ โดยครอบคลุม 3 ด้านหลัก ได้แก่
1. มาตรการทางการเงินและสินเชื่อ สถาบันการเงินของรัฐออกมาตรการพักชำระหนี้ ลดดอกเบี้ย และขยายเวลาชำระหนี้ตามเงื่อนไข พร้อมสินเชื่อซ่อมแซมบ้านวงเงินไม่เกิน 2 ล้านบาทต่อราย สินเชื่อฉุกเฉินเพื่อเสริมสภาพคล่องไม่เกิน 5 หมื่นบาท และสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อราย นอกจากนี้ธนาคารออมสินยังมีโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) วงเงินรวม 3 หมื่นล้านบาท เพื่อช่วยผู้ประกอบการฟื้นฟูกิจการและเสริมสภาพคล่อง
2. มาตรการทางภาษี รัฐบาลให้สิทธิลดหย่อนค่าใช้จ่ายซ่อมแซมบ้านและทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องตามจริงไม่เกิน 1 แสนบาท และค่าซ่อมรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ตามจริงไม่เกิน 3 หมื่นบาทภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด พร้อมมาตรการยกเว้นอากรนำเข้าเครื่องจักรเพื่อซ่อมแซมความเสียหาย และขยายเวลายื่นหรือชำระภาษีสำหรับผู้ประสบภัยที่เข้าเกณฑ์
3. มาตรการประกันภัยและคุ้มครองความเสี่ยง รัฐบาลจัดทำประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่มครอบคลุมประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือน วงเงินสูงสุด 1 แสนบาทต่อหลังคาเรือน และประกันอุบัติเหตุกลุ่มสำหรับกรณีเสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิงจากภัยพิบัติ วงเงินคุ้มครองสูงสุด 2 ล้านบาทต่อคน โดยมีระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569-1 ตุลาคม 2570
มาตรการเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อบรรเทาภาระหนี้ ฟื้นฟูที่อยู่อาศัยและกิจการ ตลอดจนลดผลกระทบทางเศรษฐกิจหลังน้ำท่วม อย่างไรก็ตาม ควรติดตามผลการดำเนินงานและการเข้าถึงความช่วยเหลือ เพื่อให้มั่นใจว่างบประมาณและมาตรการต่างๆ ช่วยประชาชนได้อย่างทั่วถึงและไม่ซ้ำซ้อนกัน
เยียวยาน้ำท่วมเป็นสิ่งจำเป็น แต่รัฐต้องทบทวนการใช้งบประมาณ
เมื่อพิจารณาภาพรวมตั้งแต่งบประมาณด้านการบริหารจัดการน้ำ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงงบกลางสำหรับแก้ไขสถานการณ์และเยียวยาผู้ประสบภัย จะเห็นได้ว่าประเทศไทยต้องใช้ทรัพยากรทางการคลังจำนวนมากเพื่อรับมือกับอุทกภัย
ทั้งนี้ รัฐควรเปิดเผยข้อมูลการจัดสรรงบประมาณและผลการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้ว่าแต่ละโครงการใช้งบประมาณเท่าใด ดำเนินการแล้วเสร็จหรือไม่ และช่วยลดความเสี่ยงจากน้ำท่วมได้จริงเพียงใด รวมถึงควรมีการประเมินความคุ้มค่าของโครงการและทบทวนโครงการที่ซ้ำซ้อนหรือไม่สอดคล้องกับสภาพปัญหาในพื้นที่
การเยียวยาประชาชนหลังเกิดน้ำท่วมเป็นสิ่งที่รัฐต้องดำเนินการ แต่ไม่ควรเป็นมาตรการหลักที่ต้องพึ่งพาซ้ำทุกปีจนกลายเป็นภาระงบประมาณประจำของประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการใช้งบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การลงทุนเชิงป้องกันที่มีเป้าหมายชัดเจน วัดผลได้ และดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
อ้างอิง:
– https://rocketmedialab.co/centralbudget-flood-2025/
– https://secretary.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/535580
– https://secretary.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/552981
– https://web.parliament.go.th/view/82/PBO
Tags: การฟื้นฟูหลังน้ำท่วม, งบประมาณภาครัฐ, การบริหารจัดการน้ำ, งบจัดการน้ำ, งบประมาณปี 2569, งบประมาณปี 2570, เงินเยียวยาน้ำท่วม, ผู้ประสบอุทกภัย, ภัยพิบัติ, สทนช., น้ำท่วม, สำนักงบประมาณของรัฐสภา, งบกลาง, PBO




