เขาว่า Gen Z อ่านหนังสือน้อยลง
เขาว่าคนรุ่นใหม่คลังศัพท์ลดจนน่าตกใจ
เขาว่าวัฒนธรรมการอ่านกำลังจะล่มสลาย
แต่ผู้เขียนสงสัยว่า จริงๆ ช่องทางการอ่านของคนรุ่นใหม่แค่เปลี่ยนไปมาก และเปลี่ยนไปเร็ว จนนักวิจัยเก็บข้อมูลไม่ทัน ส่วนสังคมก็ปรับนิยามตามได้ไม่ครอบคลุมมากกว่าหรือเปล่า
เบาะแสหนึ่งคือตัวเลขสถิติเกี่ยวกับการอ่านที่คนได้ยินกันมักไม่ค่อยนับรวมแฟนฟิกชันซึ่งอ่านได้ฟรี วรรณกรรมพับลิกโดเมนซึ่งอ่านได้ฟรี (ถ้ารู้ภาษาอังกฤษ) เว็บตูนซึ่งก็อ่านได้ฟรี (ถ้าอดทนรอได้) ไหนจะไฟล์เถื่อนอีบุ๊กมากมายที่แม้จะผิดจริยธรรม แต่ก็เป็นหลักฐานชั้นดีที่แสดงให้เห็นว่า ผู้คนยังคงพยายามอย่างมากที่จะอ่าน
สำหรับเรา สิ่งที่น่าคิดต่อยิ่งกว่าเยาวชนอ่านน้อยลง คือพวกเขาเข้าถึงบทอ่านแบบไหน เลือกอ่านอะไร และคิดอย่างไรกับสิ่งที่อ่านบ้าง เหล่านี้คือสิ่งที่ผู้เขียนไม่แน่ใจ ส่วนเรื่องที่พอได้รู้ได้เห็นมาบ้าง คือในพื้นที่รีวิวของไทยหลายแพลตฟอร์ม มีคุณสมบัติด้านหนึ่งของนิยายที่นักอ่านออนไลน์ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
ภาษาสวย ภาษาสวย และภาษาสวย
Purple Prose คืออะไร
คำบรรยายและการเลือกใช้คำ คือจุดดึงดูดด่านหน้าที่ผู้อ่านรับรู้ได้เป็นอย่างแรกๆ ในประสบการณ์การอ่าน จึงเป็นเรื่องเข้าใจได้ที่นักอ่านไม่ว่ารุ่นไหนก็จะให้น้ำหนักความสำคัญกับมันสูง ถึงขั้นใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินว่าจะไปต่อหรือพอแค่นี้
ปัญหาคือ หลายครั้งเวลาเราลอยตามกลิ่น ‘ภาษาสวย’ จากรีวิวนักอ่านรุ่นใหม่ไปตามแพลตฟอร์มต่างๆ สิ่งที่พบคือเมื่อมองพ้นจากเรื่องสำนวนภาษาไป ส่วนประกอบอื่นอย่างการวางลำดับเรื่อง การปูพื้นตัวละคร หรือแก่นเรื่อง กลับไม่ได้รับการขัดเกลาด้วยระดับความใส่ใจที่ทัดเทียมกัน
ยิ่งไปกว่านั้น ภาษาสวยแบบที่นิยมเริ่มมีหน้าตาพิมพ์เดียวกัน คือเน้นบรรยายละเอียด ศัพท์แสงสวิงสวาย เล่นโวหารภาพพจน์แพรวพราว แต่กลับอ่อนใจความและขาดความแม่นยำด้านโครงสร้างตามหลักไวยากรณ์ โลกตะวันตกเรียกสำนวนน้ำท่วมทุ่ง ผักบุ้งโหรงเหรงแบบนี้ว่า สำนวนช้ำม่วง (Purple Prose)
ผู้อ่านหลายคนอาจเคยได้ยินมาบ้างว่า สีม่วงวิวัฒน์มาเป็นสัญลักษณ์ของความหรูหราได้ก็เพราะกรรมวิธีผลิตยุ่งยากเกินเหตุ คือต้องสกัดเมือกหอยสังข์หนามชนิดหนึ่งนำมาต้มเป็นสี กว่าจะได้เม็ดสีสักกรัมอาจได้คร่าชีวิตหอยกว่า 1-1.2 หมื่นตัว ฉะนั้นในยุคโรมันโบราณ ต่อให้ได้สีม่วงมาพอย้อมผ้าปริมาณเพียงน้อยนิด ไม่พอตัดเป็นชุด ผู้คนก็ยังอยากสรรหาวิธีเย็บปักองค์ประกอบสีม่วงสักอย่างลงไปบนเสื้อผ้าอยู่ดี ผลคือบางครั้งชิ้นผ้าสีม่วงนี้อาจดูไม่กลมกลืนกับส่วนอื่นของชุด แทนที่จะสวยก็กลายเป็นดูแปลกๆ หรือไม่ก็ดูขี้อวด
ฮอเรซ (ซ้าย) จักรพรรดินีธีโอดอราแห่งไบแซนไทน์ในฉลองพระองค์สีม่วง (ขวา)
ที่มา: British Museum และ The State University of New York (SUNY)
โดยคำว่า Purple Prose มีต้นทางมาจาก ฮอเรซ (Horace) กวีโรมันผู้นำชิ้นผ้าสีม่วง (Purple Patches) ที่ว่านี้มาใช้กล่าวเชิงอุปมา ถึงคำศัพท์หรูหราฟุ่มเฟือยที่ผู้ประพันธ์ใส่ลงไปในงานเขียนเพื่อให้เกิดความสละสลวย โดยมิได้คำนึงถึงภาพรวมหรือใจความของงานเขียนที่ออกมาเลยนั่นเอง
ภาษาสวย สวยตรงไหน ใครตัดสิน
คำถามนี้ ถ้าถาม เดวิด ฮูม (David Hume) นักปรัชญายุคศตวรรษที่ 18 อาจได้คำตอบว่า “ใครก็ตามที่มีวิจารณญาณทางสุนทรียะอันแท้จริง ซึ่งเป็นสิ่งที่บ่มเพาะและฝึกฝนกันได้” แต่ถ้าไปถาม ปิแอร์ บูร์ดีเยอ (Pierre Bourdieu) นักสังคมวิทยายุคศตวรรษที่ 20 คำตอบอาจเปลี่ยนเป็น “ใครก็ตามที่มีอำนาจและทุนทางสังคมมากพอจะกำหนดมาตรฐานความงามทางภาษา”
จะเห็นได้ว่า หากอ้างอิงจากแนวคิดของฮอเรซซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ 2,000 กว่าปีก่อน เกณฑ์การพิจารณาว่างานเขียนชิ้นหนึ่งติดกับดัก Purple Prose หรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่ระดับความไพเราะของคำ หรือจำนวนวิเศษณ์และคุณศัพท์ต่อ 1 ประโยค แต่อยู่ตรงที่ว่า ภาษาสวยเหล่านั้นประดับเข้ามาอย่างสูญเปล่าหรือไม่ มีส่วนช่วยเสริมใจความ สร้างบรรยากาศ เผยตัวตน ขับเคลื่อนเรื่อง หรือขับเน้นความคิดบางอย่างให้ชัดเจนขึ้นแค่ไหน หรือดีแต่ทำให้เรื่องเยิ่นเย้อและวกวนจนบดบังสาระสำคัญ
สรุปง่ายๆ คือ ฮอเรซไม่ได้วิจารณ์ว่าผลงานที่เขียนออกมาไพเราะสละสลวยเกินไป แต่ต้องการวิพากษ์ผลงานที่ ‘เน้นลีลา ไม่เน้นสาระ’ (Style Over Substance) เพราะเขามองว่า 2 อย่างนี้ควรสำคัญเท่าๆ กัน
ที่ผ่านมามีนักประพันธ์ไม่น้อยที่เผชิญข้อวิจารณ์ทำนองนี้ หนึ่งในนั้นคือ มาร์ติน อามิส (Martin Amis) นักเขียนชาวอังกฤษ เจ้าของบทประพันธ์ต้นฉบับที่ถูกนำมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์รางวัลออสการ์ The Zone of Interest (2023) ที่เผชิญข้อครหาเดิมซ้ำๆ จากทั้ง The Guardian ในปี 2007 และ The Spectator ในปี 2023 ว่า ใช้ภาษาสวยๆ และเทคนิคแพรวพราว เพื่อกลบเกลื่อนความตื้นเขินของงานเขียน
อามิส (ซ้าย) โปสเตอร์ภาพยนตร์ The Zone of Interest (ขวา)
ที่มา: Larry D. Moore และ Kellerhouse, Inc.
ทั้งหมดที่ว่ามานี้ คือคำวิจารณ์ซึ่งตั้งอยู่บนฐานคิดว่า ลีลาคือเปลือกนอก ขณะที่สาระเป็นเนื้อในและแน่นอน เนื้อในมักถูกจัดลำดับความสำคัญให้อยู่เหนือกว่า แต่ในความเป็นจริง เราจะลอกปอกลีลาและสาระแยกจากกันทีละชั้นเหมือนหัวหอมได้อย่างนั้นจริงๆ ใช่ไหม
เดาว่าผู้อ่านหลายคนคงชักจะเหม็นเบื่อ ถ้าผู้เขียนเอ่ยชื่อนักเขียน วลาดิมีร์ นาโบคอฟ (Vladimir Nabokov) และนิยาย Lolita (1955) ขึ้นมาอีก แต่มันคือผลงานที่แสดงให้เห็นอย่างประจักษ์ชัดว่า ลีลากับสาระไม่ใช่ชั้นของหัวหอม แต่คือไหมคนละเส้นที่ทอเป็นผ้าเนื้อเดียวกัน ฮัมเบิร์ต ฮัมเบิร์ต เป็นฮัมเบิร์ต ฮัมเบิร์ตได้ ไม่ใช่แค่เพราะเขาล่วงละเมิดทางเพศเด็ก แต่เพราะเขาล่อลวง โน้มน้าว และตบตาคนอ่านให้เข้าข้างตัวเองด้วยภาษาสวยไปพร้อมๆ กัน
ภาษาสวย สวยแบบไหน มีสวยแบบอื่นไหม
ในเมื่อมีคำว่า ‘ภาษาสวย’ เกิดขึ้น มั่นใจได้เลยว่า คงจะต้องมีมาตรฐานความงามบางอย่างที่กำกับความหมายของมันอยู่ ไม่ต่างจากความงามของคน
“บรรยายละเอียด ศัพท์แสงสวิงสวาย เล่นโวหารภาพพจน์แพรวพราว”
นั่นก็คือความงามแบบหนึ่ง นับเป็นข้อดี มิใช่ข้อด้อย มีที่ทางให้ใช้ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องช้ำม่วง ที่ผู้เขียนอยากรู้ต่อคือ หากนี่คือความงามตามขนบในสายตาของนักอ่านรุ่นใหม่ ใต้ร่มของคำว่าภาษาสวยนั้นมีพื้นที่ให้ความงามแบบอื่นแค่ไหน
ทื่อๆ เนิบๆ แบบ อานนี แอร์โนซ์ (Annie Ernaux) พอจะสวยเทียบสำนวนลุ่มลึกคดเคี้ยวของ มาร์แซล พรุสต์ (Marcel Proust) ได้ไหม
ห้วนกระชับแบบ ชาติ กอบจิตติ จะถือว่าสวยสู้สำนวนพรั่งพรูพลิ้วไหวแบบ วีรพร นิติประภา ได้หรือเปล่า
อ้างอิง:
– https://www.eminentediting.com/post/purple-prose
– https://contempanthro.sac.or.th/03-pierre-bourdieu.html
Tags: ภาษา, การอ่าน, การเขียน, Wisdom, Purple Prose, สำนวนช้ำม่วง, นักอ่าน, ศิลปะการใช้ภาษา, วรรณศิลป์, วรรณกรรม




