เก้าอี้ 1 ตัวอาจเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่ใหญ่กว่าการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ เพราะเบื้องหลังรูปทรง วัสดุ และฟังก์ชันการใช้งาน ยังมีวิธีคิดที่ทำให้สิ่งของธรรมดากลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน นี่คือสิ่งที่ Flo แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ไทย ให้ความสำคัญตลอดเส้นทาง 12 ปีที่ผ่านมา

The Momentum จึงชวนพูดคุยกับผู้บริหารถึงการเดินทางของแบรนด์ ตั้งแต่แนวคิดเบื้องหลังงานออกแบบ ไปจนถึงการสร้างพื้นที่ที่ไม่ได้มีเพียงเฟอร์นิเจอร์ให้เลือกชม แต่ยังมีมุมหนังสือที่ผ่านการคัดสรรมาอย่างตั้งใจ

ระหว่างเดินชมโชว์รูม เราชวนสำรวจไปพร้อมกันว่า การจัดวางเฟอร์นิเจอร์ การแบ่งสรรพื้นที่ และการเลือกหนังสือมารวมอยู่ในสถานที่เดียวกัน สะท้อนมุมมองของ Flo ต่อการออกแบบและการใช้ชีวิตอย่างไร รวมถึงทิศทางของแบรนด์ในวันที่ก้าวเข้าสู่ปีที่ 12

Flo กับโจทย์การออกแบบที่ต้องแตกต่างจนยากจะลอกเลียนแบบ

สำหรับ นรุตม์ ปิติทรงสวัสดิ์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ Flo เล่าว่า การออกแบบเฟอร์นิเจอร์ไม่ได้เริ่มต้นจากการคิดว่าจะทำให้ผลิตภัณฑ์มีหน้าตาอย่างไร แต่เริ่มจากการหาจุดแข็งที่ทำให้แบรนด์แตกต่างจากคู่แข่ง เขาเรียกแนวคิดนี้ว่า ‘Decisive Detail’ หรือรายละเอียดสำคัญที่กลายเป็นข้อได้เปรียบของแบรนด์ โดยต้องเป็นสิ่งที่ Flo ทำได้ถนัดและควบคุมต้นทุนได้ แต่หากคู่แข่งต้องการทำตาม อาจต้องแลกมาด้วยต้นทุนที่สูงกว่า

“เราต้องทำให้มันมีดีเทลอะไรบางอย่าง เป็นสิ่งที่เราทำได้ง่ายและควบคุมราคาได้ แต่คนอื่นทำได้ยาก หรือถ้าทำตามก็อาจมีต้นทุนแพงกว่า เราเลยต้องมีบรีฟที่ค่อนข้างแข็งแรงก่อนจะเริ่มออกแบบ”

นรุตม์เล่าย้อนไปถึงตอนทำธีสิสว่า ตนเองเลือกทำโต๊ะทำงานสำหรับออฟฟิศ เพราะมองว่าเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่มีฟังก์ชันชัดเจน ทั้งยังเชื่อมโยงกับพื้นที่ทำงานและโฮมออฟฟิศได้โดยตรง เมื่อเทียบกับโต๊ะรับประทานอาหารหรือโซฟาที่มีผู้เล่นในตลาดอยู่มาก โต๊ะทำงานจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่เหมาะสำหรับทดลองสร้างความแตกต่างผ่านงานออกแบบ

แต่การลงมือพัฒนาโต๊ะทำงานทำให้เขาเข้าใจว่า เฟอร์นิเจอร์ไม่ได้มีเพียงเรื่องของรูปทรงกลมหรือเหลี่ยมอย่างที่คิดในตอนแรก เพราะแม้แต่โต๊ะที่ดูเหมือนมีเพียงท็อปโต๊ะกับขา 4 ข้าง ก็ยังมีรายละเอียดอีกมากให้พิจารณา ตั้งแต่ความหนาของไม้ ขนาดและตำแหน่งของขา ไปจนถึงวิธีประกอบวัสดุแต่ละชิ้นเข้าด้วยกัน

“ตอนแรกเราจะคิดว่าเฟอร์นิเจอร์ก็มีแค่โต๊ะ 4 ขา แต่พอดูใกล้ๆ จะเห็นว่ามีรายละเอียดเยอะมาก ไม้หนาเท่าไร ขาใหญ่หรือเล็ก อยู่ข้างในหรือข้างนอก จะตัดกันอย่างไรให้ดูมีมิติและน่าสนใจ เพราะโต๊ะเก้าอี้มีมานานแล้ว มันเลยต้องลงลึกไปถึงการทำดีเทลให้เกิดความแตกต่าง”

ผสมไม้กับเหล็ก เปลี่ยนรายละเอียดให้เป็นเอกลักษณ์

จากโจทย์ดังกล่าว Flo เริ่มต้นด้วยการผสมผสานวัสดุอย่างไม้และเหล็กเข้าด้วยกัน พร้อมพัฒนารอยต่อให้มีเอกลักษณ์มากขึ้น โต๊ะรุ่นแรกๆ ที่เกิดจากแนวคิดนี้ยังจัดแสดงและวางจำหน่ายอยู่จนถึงปัจจุบัน นับเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนจุดเริ่มต้นของแบรนด์ได้อย่างชัดเจน

นอกจากการทดลองด้านวัสดุ นรุตม์ยังนำเทคนิคการผลิตใหม่ๆ เข้ามาใช้ ทำให้การพัฒนาเฟอร์นิเจอร์ในช่วงแรกไม่ใช่แค่การสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่ยังเป็นการทดลองเปลี่ยนวิธีทำงานของทีมช่างไปพร้อมกัน 

ความท้าทายคือช่างในโรงงานคุ้นเคยกับการผลิตเฟอร์นิเจอร์ที่เน้นเก็บรายละเอียดให้เรียบร้อย เช่น การทำสีไม้ การซ่อนสกรู หรือการไม่เปิดเผยโครงสร้างบางส่วน แต่ Flo กลับเลือกนำรายละเอียดเหล่านั้นมาเป็นองค์ประกอบหนึ่งของงานออกแบบ “ตอนนั้นมีปัญหาอยู่เหมือนกัน เพราะช่างไม่คุ้นกับการปล่อยสีไม้ให้เป็นธรรมชาติ หรือการโชว์สกรู เขาก็จะถามว่าเราจะโชว์อย่างนี้เลยเหรอ เอาเหล็กมาติดไว้ตรงนี้เลยเหรอ เราก็ต้องอธิบายให้เขาเข้าใจว่า คนรุ่นใหม่เขาชอบงานแบบนี้นะ”

แม้แต่คุณพ่อของนรุตม์ก็ยังตั้งคำถามกับเฟอร์นิเจอร์ที่มีรูปทรงเหลี่ยมและแตกต่างจากรูปแบบที่คุ้นเคย แต่เมื่อผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดและขายได้จริง การทดลองครั้งนั้นจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของ Flo

เลือกสนามที่ตัวเองถนัด แทนการแข่งขันด้วยราคา

ก่อนจะเริ่มต้น Flo อย่างจริงจัง นรุตม์เคยทดลองทำงานในธุรกิจครอบครัวประมาณ 6 เดือน โดยออกแบบเฟอร์นิเจอร์สไตล์คลาสสิกและนำไปจำหน่าย ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้เขาเห็นว่าตลาดเฟอร์นิเจอร์ที่ธุรกิจครอบครัวทำอยู่ ให้ความสำคัญกับการแข่งขันด้านราคา ความเร็วในการจัดส่ง เครดิตทางการค้า และการพัฒนาคุณภาพสินค้าให้ดีขึ้นในต้นทุนที่ต่ำลง

นั่นเป็นสนามที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญด้านการผลิตและการบริหารต้นทุนเป็นสำคัญ ขณะที่นรุตม์มองว่าจุดแข็งของตัวเองอยู่ที่การออกแบบและการเพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์มากกว่า

“ผมรู้สึกว่าตลาดที่ธุรกิจครอบครัวทำอยู่ เขาไม่ได้แข่งกันเรื่องการออกแบบ แต่แข่งกันเรื่องราคา ความเร็วในการจัดส่ง เครดิต หรือทำสินค้าให้เหมือนเดิมแต่ราคาถูกลงและคุณภาพดีขึ้น มันเป็นเรื่องของโปรดักชันมากกว่าเรื่องดีไซน์

“ผมไม่ได้มีจุดแข็งเรื่องการเป็นวิศวกรที่จะทำให้ผลิตของได้มากขึ้นในราคาถูกลง แต่เราเก่งเรื่องการเพิ่มมูลค่ามากกว่า ผมก็เลยเลือกมาทำตลาดที่เราเชี่ยวชาญ เพื่อให้ได้ใช้จุดแข็งของตัวเอง”

การตัดสินใจสร้างแบรนด์ของตัวเองจึงไม่ใช่การทิ้งพื้นฐานจากธุรกิจครอบครัว แต่เป็นการนำองค์ความรู้ด้านการผลิตที่มีอยู่มาต่อยอดในตลาดที่เปิดโอกาสให้งานออกแบบสร้างความแตกต่างได้มากกว่า Flo เริ่มต้นในปี 2557 หลังจากนรุตม์เรียนจบในปี 2556 และทดลองทำงานอีกประมาณ 6 เดือน ก่อนจะพัฒนาแบรนด์ต่อเนื่องมาจนครบ 12 ปี

พื้นฐานนักออกแบบที่เริ่มต้นจากการเข้าใจผู้ใช้งาน

เบื้องหลังวิธีคิดของนรุตม์มาจากการเรียนด้านการออกแบบอุตสาหกรรม (Industrial Design) ซึ่งไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการสร้างรูปลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ แต่ยังครอบคลุมการวิจัย การทำความเข้าใจผู้ใช้งาน และการออกแบบให้ผลิตซ้ำในระดับอุตสาหกรรมได้จริง

โจทย์สำคัญคือการทำให้ผลิตภัณฑ์ 1 ชิ้นผลิตได้ตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักพันชิ้น โดยยังคงตอบโจทย์ด้านการออกแบบและการใช้งาน ขณะเดียวกันหลักสูตรยังผสมผสานแนวคิดด้านผู้ประกอบการ ทำให้การออกแบบต้องคำนึงถึงทั้งข้อมูล ความต้องการของลูกค้า และความเป็นไปได้ในการผลิตจริง

“คณะที่ผมเรียนจะสอนเรื่องรีเสิร์ชค่อนข้างเยอะ รวมถึงการคิดเป็นกระบวนการผลิตในเชิงอุตสาหกรรมว่า จะทำอย่างไรให้ของชิ้นหนึ่งผลิตได้มากกว่าแค่ชิ้นเดียว เป็นร้อยชิ้นหรือพันชิ้นได้ เขาไม่ได้สอนแค่ดีไซน์ แต่สอนให้เราเก็บข้อมูล เข้าใจผู้ใช้งานหรือลูกค้า และคิดถึงกระบวนการต่างๆ ด้วย จริงๆ แล้ว เขาเน้นกระบวนการคิดมากกว่า ส่วนทักษะการออกแบบ เราค่อยนำมาฝึกฝนต่อทีหลังได้”

พื้นฐานดังกล่าวทำให้นรุตม์มองการออกแบบเป็นกระบวนการแก้ปัญหามากกว่าการสร้างผลิตภัณฑ์ให้มีรูปลักษณ์สวยงามเพียงอย่างเดียว ตั้งแต่การทำความเข้าใจโจทย์ การค้นหาความแตกต่าง ไปจนถึงการพัฒนารายละเอียดให้กลายเป็นมูลค่าของผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นวิธีคิดที่ Flo นำมาใช้ต่อเนื่องตลอดเส้นทาง 12 ปีที่ผ่านมา

โรงงานของตัวเอง ข้อได้เปรียบที่มาพร้อมความท้าทาย

การมีโรงงานเป็นของตัวเองช่วยให้ Flo ควบคุมต้นทุนและคุณภาพได้ดีขึ้น เพราะจัดหาวัสดุได้เอง และมีความเชี่ยวชาญทั้งงานเหล็ก งานไม้ และงานหุ้ม ซึ่งปกติมักแยกผลิตกันคนละโรงงาน ทำให้การผสมผสานวัสดุหรือพัฒนารายละเอียดพิเศษมีต้นทุนสูงกว่า

“โรงงานเราทำได้ทั้งเหล็ก ไม้ และงานหุ้ม ทำให้การผสมผสานวัสดุหรือทำดีเทลแปลกๆ เราทำได้ในต้นทุนที่ดีกว่า ที่สำคัญคือโรงงานทำมานานกว่า 30 ปี ทักษะอยู่ในตัวช่าง ทำให้งานที่ออกมาค่อนข้างประณีต ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบเวลาที่เราต้องการเพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์”

อย่างไรก็ตาม แม้การมีโรงงานอาจเป็นแต้มต่อที่ดี แต่ Flo ยังเผชิญความท้าทายในการหาช่างฝีมือรุ่นใหม่มาสืบทอดความรู้ เนื่องจากคนรุ่นใหม่สนใจทำงานช่างน้อยลง ขณะที่แรงงานใหม่ส่วนหนึ่งก็ทำงานอยู่ได้ไม่นาน

“ถ้ามองในมุมดีไซเนอร์ โรงงานมีแต่ข้อดี แต่ถ้ามองในมุมธุรกิจ เราก็มีต้นทุนคงที่ที่ต้องจ่ายทุกเดือน รวมถึงเรื่องช่างฝีมือที่หายากขึ้น ช่างรุ่นแรกๆ บางคนอายุ 60 ปีแล้ว การถ่ายทอดความรู้ไปสู่คนรุ่นใหม่จึงเป็นความท้าทาย เราต้องรักษาสมดุลระหว่างการทำงานออกแบบกับการบริหารโรงงานให้ดี”

ช่วงแรกเขาเริ่มจากการทำโปรเจกต์จบ โดยขอความช่วยเหลือจากช่างอย่างถ่อมตัว พร้อมนำภาพวาด โมเดลสามมิติ และ Mock-Up มาอธิบายให้เห็นภาพว่าต้องการผลิตชิ้นงานออกมาอย่างไร แทนที่จะบอกเพียงว่าต้องการให้ทำอะไร

เมื่อเริ่มผลิตสินค้าเพื่อจำหน่ายจริง ความกังวลของช่างก็เพิ่มขึ้น เพราะไม่ต้องการทำงานผิดพลาด นรุตม์จึงต้องลงมือทดลองไปพร้อมกัน เพื่อให้เห็นว่าสิ่งที่คิดสามารถทำได้จริง “แรกๆ เราต้องเข้าไปคุยกับเขาดีๆ ทำให้เขาเห็นว่าเรามีแบบ มีโมเดล มีของให้ดู ไม่ได้เดินเข้าไปชี้นิ้วสั่ง พอเริ่มทำงานขายจริง ช่างก็จะกลัวว่าทำแล้วจะผิดหรือเปล่า เราก็ต้องเข้าไปบอกว่า ‘พี่ มันทำได้ ลองดูนะ เชื่อผม’ แล้วพอมันทำได้จริง เขาก็เริ่มกล้าลองกับเรามากขึ้น”

“หน้าที่ผมคือเอาสิ่งที่เราทำไปขายให้ได้ พอขายได้จริง ช่างก็เห็นว่าสิ่งที่เขาช่วยเราทำมันเวิร์ก หลังจากนั้นก็คุยกันง่ายขึ้น แต่กว่าจะทำให้เขาเชื่อในตัวผมก็ใช้เวลาประมาณ 1-2 ปีเหมือนกัน”

บริหารทีมดีไซเนอร์ด้วยความเข้าใจ

ในวันที่ Flo เติบโตขึ้น นรุตม์เริ่มขยับบทบาทจากการลงมือออกแบบด้วยตัวเองแทบทั้งหมด มาเป็นผู้กำกับทิศทางงานออกแบบและทำงานร่วมกับทีมดีไซเนอร์มากขึ้น เพราะภาระด้านการบริหารทำให้เขามีเวลาลงมือทำงานออกแบบเองน้อยลง สิ่งหนึ่งที่เขาถ่ายทอดให้ทีมเสมอ คือวิธีทำงานร่วมกับช่างฝีมือในโรงงาน ซึ่งต้องอาศัยทั้งความเข้าใจและการสื่อสารที่ดี

“ผมจะบอกน้องๆ ว่า เวลาเข้าไปคุยกับช่างต้องมีความสุภาพนะ เราสั่งเขาไม่ได้ ต้องพูดดีๆ และเราต้องรู้รายละเอียดของแบบตัวเองชัดเจนพอที่จะทำให้เขาทำงานง่ายขึ้น ถ้าช่างต้องมานั่งคิดต่อเองว่าจะประกอบอย่างไร ทำตรงไหนก่อนหลัง จะเกิดปัญหาในการทำงานได้”

สำหรับนรุตม์ การออกแบบจึงไม่ได้จบแค่การคิดรูปทรงหรือแนวคิดให้สวยงาม แต่ต้องลงรายละเอียดให้มากพอที่ช่างจะนำไปผลิตได้จริง ทีมดีไซเนอร์อาจต้องทำแบบให้เห็นขั้นตอนอย่างชัดเจน ทำภาพจำลองในสัดส่วน 1:1 หรือพิมพ์ภาพออกมาเพื่อให้ช่างเห็นรูปทรงและรายละเอียดที่ต้องการ ช่วยลดความคลาดเคลื่อนและทำให้การทำงานร่วมกันราบรื่นขึ้น

ขณะเดียวกัน ผลงานที่ออกแบบแล้วขายได้จริงก็ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับทีมและช่างฝีมือ เมื่อช่างเห็นว่างานของดีไซเนอร์คนไหนนำไปผลิตและจำหน่ายได้ ก็จะเริ่มยอมรับในความสามารถและเปิดรับแนวคิดใหม่ๆ มากขึ้น การทำงานจึงไม่ใช่เพียงการส่งแบบให้โรงงานผลิต แต่เป็นการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกัน

จากนักออกแบบที่ได้ทำสิ่งที่รัก

สู่ผู้ประกอบการที่ต้องเรียนรู้รอบด้าน

นรุตม์มองว่าตัวเองเป็นคนที่ทำงานได้หลากหลาย ตั้งแต่การถ่ายภาพ ออกแบบกราฟิก ทำวิดีโอ ออกแบบผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการขาย แม้จะไม่ได้เก่งที่สุดในทุกด้าน แต่การได้ทำสิ่งที่ตัวเองชอบ ทำให้เขาสนุกกับการทำงานออกแบบอย่างต่อเนื่อง

“ผมรู้สึกว่าตัวเองเจอสิ่งที่ชอบเร็วมาก ดีไซน์เป็นสิ่งที่ทำแล้วมีความสุข ผมชอบไปดูงานแฟร์ เดินทางไปดูงานออกแบบ อ่านหนังสือเกี่ยวกับดีไซน์ ดูการทำงานของช่างและโรงงาน ผมอยู่กับสิ่งเหล่านี้ได้นานมาก รู้สึกว่านี่คือสิ่งที่ใช่สำหรับเรา”

อย่างไรก็ตาม การทำ Flo ทำให้เขาต้องก้าวออกจากบทบาทนักออกแบบมาสู่การเป็นผู้ประกอบการ ซึ่งมีความซับซ้อนมากกว่าการออกแบบผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว เพราะยังต้องดูแลทั้งการซื้อขาย การเงิน การบริหารคน การตลาด การเจรจากับลูกค้า การจัดส่ง และการควบคุมคุณภาพ

“ถ้ามองตัวเองในฐานะดีไซเนอร์ ผมก็เป็นดีไซเนอร์ที่มีความรู้เรื่องธุรกิจ แต่ถ้าเป็นนักธุรกิจ ผมก็ไม่ใช่นักธุรกิจแบบเพียวๆ เพราะมีพื้นฐานมาจากงานดีไซน์ บางเรื่องที่นักธุรกิจทำได้ง่ายมาก ผมอาจทำไม่ได้”

เมื่อถามว่าระหว่างการเป็นนักออกแบบกับผู้ประกอบการ บทบาทไหนยากกว่ากัน นรุตม์ยอมรับว่าการเป็นผู้ประกอบการยากกว่ามาก เพราะต้องเชื่อมโยงความรู้หลายด้านเข้าด้วยกัน อีกทั้งการบริหารธุรกิจไม่ได้เป็นสิ่งที่เขารู้สึกหลงใหลเท่ากับงานออกแบบ แต่เมื่อเลือกเดินบนเส้นทางนี้แล้ว เขาก็ต้องเรียนรู้และพัฒนาตัวเองต่อไป

“ผมรู้สึกว่าการเป็นผู้ประกอบการยากกว่าเยอะ เพราะต้องประสานความรู้หลายอย่างเข้าด้วยกัน มันอาจไม่ใช่สิ่งที่เกิดมาเพื่อทำ ไม่ใช่สิ่งที่เป็นจิตวิญญาณของเรา แต่ในเมื่อเรามาทำตรงนี้แล้ว ระหว่างทางผมก็ต้องเรียนรู้เพิ่มเติม”

ต่อยอดความรู้จากงานไม้สู่การบริหารธุรกิจ

พร้อมรักษาพื้นที่ให้งานดีไซน์ยังเป็นหัวใจของ Flo

หลังเรียนจบด้านสถาปัตยกรรมในปี 2556 นรุตม์ต่อยอดความรู้ด้านงานไม้ที่ฝรั่งเศสในปี 2558 ก่อนเรียนปริญญาโทด้านดีไซน์ที่สวิตเซอร์แลนด์ และศึกษาการบริหารธุรกิจควบคู่กับการทำงาน เพราะเขาเชื่อว่า หากต้องการทำสิ่งที่รักไปตลอดชีวิต ก็ต้องเรียนรู้ที่จะทำให้ธุรกิจอยู่รอดได้ด้วย

“เรารู้ว่าเราชอบดีไซน์มากกว่า แต่ถ้าอยากทำดีไซน์ไปตลอดชีวิต เราก็จำเป็นต้องมีธุรกิจ เลยรู้สึกว่า โอเค งั้นเราจะเรียนรู้ที่จะทำสิ่งนี้ด้วย แล้วก็จะทำให้ดี”

แม้ปัจจุบันจะมีภาระบริหารมากขึ้น แต่นรุตม์ยังคงมีส่วนร่วมกับงานออกแบบ ทั้งการกำกับทิศทางและพูดคุยกับทีม รวมถึงการคัดเลือกหนังสือศิลปะและงานออกแบบมาจำหน่ายใน Flobookstore เพื่อให้ตัวเองยังใกล้ชิดกับสิ่งที่รัก

“ถ้าผมต้องกลายเป็นคนทำธุรกิจเต็มตัวจนไม่ได้ทำงานดีไซน์เลย ผมว่าผมคงไม่ทำ ผมยังต้องได้วาด ได้ออกแบบ ได้กำกับ หรือได้คุยกับน้องๆ เรื่องแบบอยู่บ้าง เพราะดีไซน์ยังเป็นพาร์ตสำคัญมากๆ ของแบรนด์

“บางวันประชุมทั้งวัน ความคิดสร้างสรรค์ก็แทบไม่เหลือแล้ว เวลาที่เราจะได้โฟกัสกับงานออกแบบเต็มๆ 8 ชั่วโมง ก็อาจถูกแบ่งไปให้เรื่องอื่นถึง 7 ชั่วโมงเหมือนกัน ตอนนี้ผมก็ยังอยู่ในช่วงบริหารจัดการว่าจะบาลานซ์มันยังไง ซึ่งค่อนข้างยาก แต่ก็สนุกกับการเรียนรู้ไปเรื่อยๆ”

คุณค่าของเฟอร์นิเจอร์ไม่ได้อยู่แค่ดีไซน์

สำหรับนรุตม์ เฟอร์นิเจอร์ชิ้นหนึ่งอาจมีคุณค่ามากกว่าการใช้งานได้หลายมิติ ตั้งแต่เรื่องราวเบื้องหลังการออกแบบของชิ้นงานระดับคลาสสิก ไปจนถึงความทรงจำส่วนตัวของคนที่เป็นเจ้าของ

เฟอร์นิเจอร์บางชิ้นมีคุณค่าเพราะเป็นผลงานที่สร้างประวัติศาสตร์ให้วงการออกแบบ มีเอกลักษณ์และเรื่องราวที่ทำให้คนรักงานดีไซน์รู้สึกเชื่อมโยงกับชิ้นงาน ขณะเดียวกัน เฟอร์นิเจอร์ธรรมดาๆ ก็อาจมีความหมายจากช่วงเวลาที่ได้มาครอบครอง เช่น โต๊ะที่ซื้อด้วยกันในวันขึ้นบ้านใหม่ หรือเก้าอี้ตัวเดิมที่สมาชิกในครอบครัวเคยนั่งอยู่เสมอ

“มันอาจไม่ต้องเป็นเรื่องความสวยงามก็ได้ แต่มีความทรงจำอยู่ที่เก้าอี้หรือโต๊ะตัวนั้น ตรงนี้พ่อนั่ง ตรงนี้คนนั้นคนนี้นั่ง”

นอกจากเรื่องราวและความทรงจำแล้ว เฟอร์นิเจอร์ยังสะท้อนรสนิยมและตัวตนของเจ้าของ แนวคิดนี้เชื่อมโยงกับวิธีออกแบบของ Flo ที่นรุตม์มองว่า ไม่จำเป็นต้องเริ่มจาก Pain Point ใหญ่ หรือนวัตกรรมใหม่เสมอไป แต่คือการเข้าใจความต้องการของลูกค้าอย่างละเอียด จากประสบการณ์ที่ทำงานกับลูกค้ากลุ่มเดิมมานานกว่า 10 ปี

“ถ้าถามว่าเริ่มจาก Pain Point ไหม ก็เริ่มจากตรงนี้แหละ แต่ Pain Point มีหลายแบบ ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นเรื่องใหญ่ว่านั่งไม่สบาย หรือเราต้องเปลี่ยนระบบการออกแบบทั้งหมด สำหรับลูกค้าของ Flo โจทย์อาจเป็นเรื่องใกล้ตัว เช่น เก้าอี้ที่ต้องอยู่ในงบประมาณ รูปทรงที่เข้ากับบ้านและงานอินทีเรีย วัสดุหรือสีที่เลือกได้ รวมถึงระยะเวลาจัดส่ง เพราะหลังจากทุ่มงบประมาณไปกับการสร้างบ้านแล้ว การเลือกเฟอร์นิเจอร์ก็ต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายที่เหลืออยู่ด้วย”

นรุตม์จึงมองว่า หน้าที่ของนักออกแบบไม่ใช่เพียงสร้างชิ้นงานที่สวยงาม แต่ต้องทำให้ดีไซน์ตอบโจทย์การใช้งานและข้อจำกัดในชีวิตจริงได้ด้วย

“มันอาจเป็นเรื่องงบประมาณประมาณนี้ ลูกค้าต้องการเก้าอี้ทรงนี้ เราทำให้ได้ไหม มีแบบให้เลือกกี่แบบ เข้ากับบ้านเขาหรือเปล่า วัสดุและผิวสัมผัสเป็นแบบที่ชอบไหม สีทำได้ไหม หรือจัดส่งได้เร็วแค่ไหน เรื่องเหล่านี้ก็เป็น Pain Point เหมือนกัน”

เรียนรู้จากสินค้าที่ไม่สำเร็จ

นรุตม์มองว่า การออกสินค้าใหม่แล้วประสบความสำเร็จทุกชิ้นเป็นเรื่องยาก แม้จะมีข้อมูลและได้พูดคุยกับลูกค้าอยู่เป็นประจำ เพราะการคาดเดาความต้องการของผู้บริโภคให้แม่นยำ 100% แทบเป็นไปไม่ได้ ในบรรดาสินค้าใหม่ 10 รุ่น หากมี 2 รุ่นที่กลายเป็นสินค้าขายดีหรือ Hero Product ได้ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว

สินค้าบางรุ่นอาจขายได้เพียง 10-20 ชิ้น ซึ่งไม่เพียงพอสำหรับธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ ขณะที่บางรุ่นแม้จะได้รับความสนใจ แต่กลับมีข้อจำกัดด้านการผลิต ความแข็งแรง หรือราคาวัสดุที่สูงขึ้น จนต้องตัดสินใจหยุดจำหน่าย

“ตอนเรียนจบมา เราอายุประมาณ 23-24 ปี ยังไม่มีประสบการณ์ทำเฟอร์นิเจอร์มากนัก ก็ต้องทำไปเรียนรู้ไป บางชิ้นผลิตยากจนไม่คุ้ม หรือใช้ไปนานๆ แล้วเกิดปัญหา เราก็เรียนรู้ว่าถ้าทำไม้หรือประกอบแบบนี้จะมีปัญหา ครั้งต่อไปก็ต้องเปลี่ยนวิธี”

ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้นรุตม์เข้าใจทั้งข้อจำกัดของวัสดุและกระบวนการผลิต รวมถึงวิธีแก้ไขปัญหาเมื่อลูกค้านำสินค้าไปใช้งานจริง ขณะเดียวกัน การทดลองบางอย่างที่คิดว่าอาจไม่เวิร์กกลับให้ผลลัพธ์ที่ดี กลายเป็นบทเรียนที่ช่วยให้ทีมกล้าพัฒนางานออกแบบในทิศทางใหม่ๆ มากขึ้น

ดีไซน์แตกต่าง ใช้งานได้จริง ในราคาที่จับต้องได้

สำหรับนรุตม์ สินค้าที่ประสบความสำเร็จของ Flo ต้องมีองค์ประกอบสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ ดีไซน์ที่แตกต่าง ฟังก์ชันการใช้งาน และราคาที่เหมาะสม

ความแตกต่างไม่จำเป็นต้องหวือหวา แต่ควรมีรายละเอียดที่ทำให้คนสังเกตเห็นและจดจำได้ เช่น เก้าอี้ที่ดูเรียบง่ายจากระยะไกล แต่มีการปรับรายละเอียดของรูปทรงจนเกิดเอกลักษณ์ ชวนให้คนที่พบเห็นอยากรู้ว่าออกแบบอย่างไรและหาซื้อได้จากที่ไหน โดยยังนำไปจัดวางในบ้านได้โดยไม่ดูโดดเด่นจนเกินไป

ขณะเดียวกัน เฟอร์นิเจอร์ต้องตอบโจทย์การใช้งานจริง ทั้งความสบาย ความแข็งแรง และความทนทาน เพราะดีไซน์ที่ดีแค่อย่างเดียวไม่เพียงพอ หากใช้งานไปแล้วเกิดปัญหา

อีกโจทย์สำคัญคือราคา เนื่องจาก Flo วางตำแหน่งสินค้าในตลาดระดับกลางถึงพรีเมียม ลูกค้ายังคงคำนึงถึงความคุ้มค่า นรุตม์จึงใช้ความได้เปรียบจากการมีโรงงานของตัวเอง เพื่อควบคุมต้นทุนและทำให้เฟอร์นิเจอร์ที่มีคุณภาพและดีไซน์ดีอยู่ในระดับราคาที่เข้าถึงได้

อย่างไรก็ตาม การรักษาสมดุลระหว่างคุณภาพ ดีไซน์ และราคาเป็นความท้าทายที่เพิ่มขึ้น เมื่อราคาวัตถุดิบสูงขึ้น แต่กำลังซื้อของผู้บริโภคไม่ได้เพิ่มตาม ทำให้ Flo ต้องบริหารต้นทุนตลอดห่วงโซ่การผลิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สินค้ายังคงมีคุณค่าและอยู่ในระดับราคาที่ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้

งานแฟร์ พื้นที่พบลูกค้าใหม่และทดลองฟังเสียงผู้ใช้งานจริง

ปัจจุบัน Flo มีโชว์รูมเป็นหน้าร้านหลัก และเข้าร่วมงานแฟร์อยู่เรื่อยๆ ตลอดปี ขณะเดียวกัน แบรนด์ยังจัดอีเวนต์และนิทรรศการร่วมกับศิลปินหรือนักออกแบบ เพื่อให้พื้นที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การขายเฟอร์นิเจอร์ แต่เป็นพื้นที่พบปะของคนที่สนใจงานออกแบบด้วย

แม้การออกงานแฟร์แต่ละครั้งจะมีต้นทุนสูง แต่สำหรับนรุตม์ นี่เป็นโอกาสให้ Flo เข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ เพราะแม้แบรนด์จะทำตลาดมานาน แต่ก็ยังมีคนที่เพิ่งรู้จักผลงานเป็นครั้งแรก อีกทั้งงานแฟร์ยังช่วยให้ลูกค้าที่ไม่สะดวกเดินทางมาโชว์รูมได้เห็นสินค้า และเปิดโอกาสให้แบรนด์แนะนำคอลเลกชันใหม่ได้โดยตรง

อีกข้อดีสำคัญคือการได้รับฟีดแบ็กจากลูกค้าจำนวนมากในเวลาอันสั้น ซึ่งต่างจากการรอความคิดเห็นจากผู้เข้าชมโชว์รูมวันละไม่กี่คน นรุตม์สามารถพาดีไซเนอร์ไปสังเกตการใช้งานจริง รับฟังคำแนะนำ และนำข้อมูลกลับมาปรับปรุงสินค้าได้ทันที

นรุตม์เล่าว่าคำแนะนำจากลูกค้าในงานแฟร์มีตั้งแต่เรื่องพื้นฐาน เช่น เก้าอี้เตี้ยเกินไป นั่งไม่สบาย หรือดูไม่แข็งแรงพอสำหรับผู้ใช้งานที่มีรูปร่างใหญ่ ไปจนถึงข้อเสนอให้ปรับขนาดสินค้าให้เหมาะกับพื้นที่บ้านหรือคอนโดมิเนียมที่มีข้อจำกัด รวมถึงการเพิ่มเบาะหรือปรับสีให้ตรงกับความต้องการ ฟีดแบ็กเหล่านี้ช่วยให้เห็นว่า สิ่งที่นักออกแบบคิดว่าดีอาจไม่ได้ตอบโจทย์ผู้ใช้ทุกคน เพราะมุมมองของนักออกแบบย่อมต่างจากคนที่ต้องควักเงินซื้อและใช้เฟอร์นิเจอร์จริง

เขามองว่าเฟอร์นิเจอร์เป็นสินค้าที่ต้องใช้เวลาตัดสินใจ ลูกค้าต้องเปรียบเทียบทั้งราคา ความสบาย ขนาดที่เข้ากับบ้าน ความปลอดภัยของสมาชิกในครอบครัว และบริการหลังการขาย การได้พบลูกค้าโดยตรงจึงช่วยให้ Flo เข้าใจคำถามและข้อกังวลเหล่านี้ ก่อนนำไปพัฒนาทั้งตัวสินค้าและการบริการให้ตอบโจทย์มากขึ้น

ออกแบบพื้นที่ให้เป็นมากกว่าโชว์รูม 

อีกหนึ่งเรื่องที่ถ้ามาที่นี่คงไม่ถามไม่ได้ นั่นคือเรื่องการใช้พื้นที่ของ Flo ในบริเวณเดียวกัน นอกจากเป็นโชว์รูมจัดแสดงเฟอร์นิเจอร์แล้ว ยังมีร้านกาแฟและโซนหนังสือที่รวบรวมหนังสือด้านศิลปะ สถาปัตยกรรม และการออกแบบจากต่างประเทศไว้มากมาย หลายเล่มเป็นหนังสือเฉพาะทางที่หาได้ไม่ง่ายในไทย สะท้อนให้เห็นว่าที่นี่ไม่ได้เพียงนำหนังสือมาวางขาย แต่ผ่านการคัดเลือกอย่างตั้งใจจากความชอบและความสนใจของเจ้าของแบรนด์

นรุตม์เล่าว่า แรงบันดาลใจในการสร้างพื้นที่ที่รวมโชว์รูม คาเฟ่ และร้านหนังสือเข้าด้วยกัน มาจากการเดินทางไปต่างประเทศ และการแวะชมร้านของแบรนด์ที่เขาชื่นชอบ ซึ่งหลายแห่งไม่ได้เป็นเพียงหน้าร้านขายสินค้า แต่เป็น Lifestyle Store หรือจุดหมายปลายทางที่สะท้อนตัวตนของแบรนด์ผ่านองค์ประกอบต่างๆ ตั้งแต่ร้านกาแฟ หนังสือ ไปจนถึงนิทรรศการและสวน

“ผมรู้สึกว่ามันช่วยสร้างคาแรกเตอร์ให้แบรนด์ ทำให้คนที่มาไม่จำเป็นต้องซื้อเฟอร์นิเจอร์ก็ได้ แค่มาเดินเล่น ซื้อกาแฟ หรือซื้อหนังสือก็ได้ เพราะถ้าเป็นร้านเฟอร์นิเจอร์อย่างเดียว คนอาจไม่กล้าเดินเข้ามา แต่พอมีองค์ประกอบอื่นเข้ามา มันก็ช่วยลดกำแพง ทำให้คนเข้าถึงร้านง่ายขึ้น”

นอกจากทำให้ผู้คนเข้าถึงแบรนด์ได้ง่ายขึ้น พื้นที่เหล่านี้ยังช่วยสร้างความรู้สึกเชื่อมโยงกับลูกค้า เพราะคนที่ชื่นชอบงานออกแบบอาจมีรสนิยมใกล้เคียงกันทั้งในเรื่องหนังสือ กาแฟ และสินค้าที่เลือกใช้ การออกแบบประสบการณ์ให้สอดคล้องกันจึงทำให้ Flo มีบุคลิกชัดเจน และเป็นมากกว่าสถานที่ที่ลูกค้าเข้ามาเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์

ส่วนร้านหนังสือ Flobookstore นรุตม์เป็นผู้คัดเลือกหนังสือด้วยตัวเองเกือบทั้งหมด โดยเน้นหนังสือที่มีคุณค่าในระยะยาว เช่น หนังสือรวบรวมผลงานของนักออกแบบ หนังสือประวัติศาสตร์ของแบรนด์ และตำราด้านการออกแบบ ซึ่งยังมีความสำคัญแม้เวลาจะผ่านไปหลายปี ต่างจากหนังสือบางประเภทที่อาจล้าสมัยได้อย่างรวดเร็ว

“ผมเลือกหนังสือที่เป็นเหมือนอุปกรณ์ในการทำงานของดีไซเนอร์ เพราะถึงจะค้นข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตได้ แต่การเปิดหนังสือดูรายละเอียดและเห็นภาพด้วยตัวเองให้ประสบการณ์ที่ต่างออกไป ผมอยากให้คนเห็นหนังสือที่เราเลือกแล้วเข้าใจว่ารากของงานออกแบบเรามาจากไหน ถ้าเขาชอบงานของเรา เขาก็น่าจะสนใจนักออกแบบหรือแบรนด์ที่เราเลือกมาเหมือนกัน”

เขาเล่าว่า มีลูกค้าหลายคนประหลาดใจที่พบหนังสือเฉพาะทางจากญี่ปุ่นหรือเกาหลีในร้าน และบางคนถึงกับตั้งใจว่าจะกลับมาเลือกซื้ออีกครั้ง ทำให้เขาอยากขยายคอลเลกชันให้หลากหลายขึ้นในอนาคต “ผมอยากให้คนที่มีแพสชันเรื่องศิลปะและงานออกแบบเข้ามาแล้วรู้สึกว่าที่นี่พูดกับเขา ได้เห็นของสวยๆ ได้แรงบันดาลใจจากหนังสือ หรือได้เห็นงานใหม่ๆ จากนิทรรศการ แล้วรู้สึกมีพลังกลับไป”

Stool เก้าอี้ที่สะท้อนความหมกมุ่นในรายละเอียด

หากต้องเลือกเฟอร์นิเจอร์ 1 ชิ้นที่สะท้อนตัวตนของ Flo นรุตม์เลือกเก้าอี้รุ่น Stool ซึ่งพัฒนาขึ้นจากประสบการณ์เรียนรู้งานไม้ที่ฝรั่งเศสในปี 2558 การได้ลงมือทำงานไม้ด้วยตัวเองทำให้เขาเข้าใจธรรมชาติของวัสดุมากขึ้น และเรียนรู้ว่าการออกแบบต้องเริ่มจากการเข้าใจข้อจำกัดของวัสดุ ก่อนนำมาต่อยอดเป็นผลงานที่มีเอกลักษณ์

จุดเด่นของ Stool คือการตัดและประกอบไม้เป็นรูปหกเหลี่ยม ซึ่งนรุตม์ทดลองปรับแต่งเครื่องจักรเพื่อสร้างรูปทรงที่ต้องการ รายละเอียดนี้ยังต่อยอดไปสู่การออกแบบเฟอร์นิเจอร์ประเภทอื่น ทั้งโต๊ะและ Bar Table กระบวนการออกแบบต้องอาศัยความละเอียดตั้งแต่การสเกตช์ เพื่อกำหนดว่าไม้แต่ละชิ้นจะประกอบเข้าด้วยกันอย่างไร เพราะหากคำนวณรอยต่อไม่แม่นยำ ก็อาจทำให้ชิ้นงานไม่สมบูรณ์ได้

สำหรับนรุตม์ Stool จึงเป็นผลงานที่สะท้อนความใส่ใจในรายละเอียดและความชอบงานไม้ของเขาได้ชัดเจนที่สุด ขณะเดียวกันก็เป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ลูกค้านำไปใช้ได้จริง ตั้งแต่บ้านพักอาศัยไปจนถึงโครงการวิลลาและร้านกาแฟ

ยังมีโอกาสเติบโต แต่โจทย์คือทำอย่างไรให้ลูกค้าเลือก Flo

สำหรับเป้าหมายต่อไป นรุตม์มองว่าธุรกิจยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก แม้จะมีความท้าทายรออยู่ไม่น้อย “ผมยังรู้สึกว่าเรามีโอกาส แต่ถามว่ายากไหม ก็ยากครับ หลังๆ การเติบโตทำได้ค่อนข้างยากมาก แค่รักษาไว้ก็เอาเรื่องแล้ว”

โอกาสของ Flo ในตลาดไทยยังมีอีกหลายด้าน ทั้งการพัฒนาสินค้าใหม่ที่ยังไม่เคยทำ และการขยายไปสู่หมวดเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านอื่นๆ เช่น โคมไฟ รวมถึงการพัฒนาด้านการตลาดให้สื่อสารตัวตนและความหลงใหลของผู้ประกอบการออกมาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดจะยังมีความต้องการซื้อสินค้าอยู่ แต่โจทย์สำคัญคือทำอย่างไรให้ลูกค้าเลือก Flo แทนแบรนด์อื่น เพราะในสภาพตลาดปัจจุบัน การเติบโตไม่ใช่เรื่องง่าย และแม้แต่การรักษาระดับธุรกิจให้เดินหน้าต่อไปได้ก็ต้องอาศัยความพยายามไม่น้อย

อยากให้ Flo เป็นแบรนด์ไทยที่มีตัวตนและเรื่องราว

เมื่อเราถามว่าในอนาคตอยากให้ลูกค้าจดจำ Flo ในรูปแบบใด นรุตม์กล่าวว่า อยากให้ลูกค้าจดจำ Flo ในฐานะแบรนด์ที่หลงใหลในงานออกแบบ สร้างสรรค์ผลงานที่มีเอกลักษณ์ และใส่ใจรายละเอียด ควบคู่กับการทำเฟอร์นิเจอร์ที่สวยงาม ทนทาน และใช้งานได้จริง

“เราอยากให้คนรู้สึกว่าเราอินเรื่องนี้ เราชอบเรื่องนี้ และเราตั้งใจทำเรื่องนี้จริงๆ และอยากให้เขารู้สึกว่าเราเป็นบริษัทที่อินกับสิ่งที่ทำ และเป็นคนที่คุยกันได้”

อีกสิ่งที่เขาอยากให้ลูกค้าจดจำคือ Flo เป็นธุรกิจไทยที่เกิดจากความรักในงานออกแบบของครอบครัว นรุตม์เล่าว่าลูกค้าหลายคนติดตามผลงานของเขามานาน บางคนมีลูกเรียนด้านดีไซน์เหมือนกัน หรือชื่นชอบวิดีโอที่เขาทำ ความสัมพันธ์เหล่านี้ทำให้ลูกค้ารู้สึกผูกพันกับแบรนด์มากกว่าการซื้อเฟอร์นิเจอร์ทั่วไป

Tags: , , , , , , , , , , ,