ถ้าพูดถึงฮ่องกง หลายคนอาจนึกถึงตึกสูง แสงไฟ และแหล่งช็อปปิง แต่จริงๆ แล้ว ฮ่องกงยังมีอีกหลายมุมที่น่าสนใจ โดยเฉพาะย่านเก่าแก่ที่ยังคงเห็นวิถีชีวิตของคนท้องถิ่น และมีทั้งร้านอาหารเก่าแก่ อาคารประวัติศาสตร์ วัด คาเฟ่ และร้านค้าต่างๆ ซ่อนอยู่
The Momentum ชวนไปเดินเล่นในฮ่องกง ทั้ง Sham Shui Po, Yau Ma Tei และ Old Town Central แต่ละย่านมีบรรยากาศต่างกัน และมีเรื่องราวของฮ่องกงให้ได้เห็นกันคนละแบบ
1. Sham Shui Po
เริ่มกันที่ ซัมซุยโป (Sham Shui Po) เดิมเป็นย่านที่มีชนชั้นกรรมาชีพอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก มีอาคารเก่าและร้านค้าขนาดเล็กอยู่เต็มพื้นที่ ปัจจุบันซัมซุยโปกลายเป็นย่านที่ได้รับความนิยมจากคนรุ่นใหม่และนักท่องเที่ยว เพราะมีทั้งคาเฟ่ ร้านอาหาร ร้านค้า และสตูดิโอเวิร์กช็อปของศิลปินที่แทรกตัวกลมกลืนไปกับวิถีท้องถิ่นดั้งเดิม
ที่นี่ยังขึ้นชื่อเรื่องอาหาร โดยเฉพาะสตรีทฟู้ด รวมถึงเป็นแหล่งช็อปปิงเครื่องใช้ไฟฟ้า ผ้า ของเล่น และของมือสอง
จุดแรกที่อยากแนะนำคือ Kung Wo Beancurd Factory ร้านเต้าหู้เก่าแก่ที่เปิดมาตั้งแต่ปี 1960 และได้รับการแนะนำในมิชลินไกด์ปี 2020 ซึ่งร้านยังคงทำเต้าหู้และผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองด้วยวิธีแบบดั้งเดิม
เมนูที่คนพูดถึงกันมากคือ ‘เต้าฮวย’ เนื้อเนียนนุ่มและมีกลิ่นหอมของถั่วเหลือง นอกจากนี้ยังมีฟองเต้าหู้ทอด เต้าหู้ทอด เต้าหู้เนื้อปลา และนมถั่วเหลืองแบบไม่เติมน้ำตาล
จากนั้นไปต่อที่ Nam Cheong Pawn Shop โรงรับจำนำเก่าที่ปัจจุบันได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นอาคารประวัติศาสตร์ระดับ 3 จุดเด่นคือหน้าตาของอาคารที่ยังคงให้บรรยากาศฮ่องกงในอดีต โดยเฉพาะช่วงเย็นและค่ำที่เหมาะกับการถ่ายรูปแนวสตรีท
ถ้ามีเวลา แนะนำให้เดินต่อไปที่ Apliu Street ถนนชื่อดังของซัมซุยโปที่เต็มไปด้วยร้านขายสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และของมือสอง มีตั้งแต่สายไฟ แบตเตอรี่ อุปกรณ์โทรศัพท์ ไปจนถึงกล้องฟิล์ม วิทยุ และของเก่าอีกหลายชนิด
อีกจุดที่น่าสนใจคือ Ki Lung Street หรือ ‘ถนนกระดุม’ ที่เต็มไปด้วยร้านขายกระดุม ลูกปัด ลูกไม้ และอุปกรณ์ตัดเย็บ ใครชอบงาน DIY หรือของกระจุกกระจิกน่าจะเดินเพลิน นอกจากนี้ สำหรับคนที่ชอบงานเครื่องหนัง ก็แวะ Leatherism ร้านผลิตภัณฑ์เครื่องหนังได้
ปิดท้ายด้วย วัดเทพเจ้ากวนอู (Kwan Tai Temple) วัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1891 และเป็นวัดเทพเจ้ากวนอูแห่งเดียวในฝั่งเกาลูน
วัดแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นอาคารประวัติศาสตร์ระดับ 2 และยังคงมีรายละเอียดของสถาปัตยกรรมแบบจีนดั้งเดิมให้เห็นอยู่มาก
เทพเจ้ากวนอูเป็นเทพที่เกี่ยวข้องกับความซื่อสัตย์ คุณธรรม และการปกป้องคุ้มครอง โดยวันที่ 24 เดือน 6 ตามปฏิทินจีน ซึ่งเป็นวันคล้ายวันประสูติของเทพเจ้ากวนอู จะเป็นช่วงที่วัดคึกคักเป็นพิเศษ เพราะมีผู้ศรัทธาเดินทางมาสักการะจำนวนมาก
2. Yau Ma Tei
จากซัมซุยโปเดินทางต่อมายัง เหยามาเต่ย (Yau Ma Tei) ตั้งอยู่ในย่านเกาลูนตะวันตก (West Kowloon) อีกหนึ่งย่านเก่าของฮ่องกงที่มีทั้งตลาด ร้านค้า และอาคารประวัติศาสตร์ บริเวณนี้มีทั้งตลาดค้าส่งผลไม้ที่ใหญ่ที่สุดในฮ่องกง (Yau Ma Tei Fruit Market) ตลาดหยกและเครื่องประดับ (Yau Ma Tei Jade Market) รวมถึงถนน Shanghai Street ที่ขึ้นชื่อเรื่องร้านขายเครื่องครัว
หนึ่งในจุดที่น่าสนใจคือ สถานีตำรวจเก่าเหยามาเต่ย (Yau Ma Tei Police Station) ที่สร้างขึ้นในปี 1922 และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นอาคารประวัติศาสตร์ระดับ 2 โดยอาคารแห่งนี้เคยถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์หลายเรื่อง รวมถึง Rush Hour 2 (2001) ซึ่งปัจจุบันมีการจัดแสดงนิทรรศการ A Cinematic Journey
นิทรรศการจะพาไปดูเรื่องราวของตำรวจฮ่องกงและภาพยนตร์แนวตำรวจ-อาชญากรรม ผ่านกิจกรรมแบบอินเทอร์แอ็กทีฟ รวมถึงเบื้องหลังการทำหนัง การออกแบบฉาก และเรื่องราวจากภาพยนตร์ฮ่องกงชื่อดัง
อีกหนึ่งที่อยากแนะนำคือ Wellcome สาขา Prosperous Garden ซึ่งปรับร้านให้เป็นคอนเซปต์ย้อนยุค พาคนมาเที่ยวสัมผัสบรรยากาศฮ่องกงช่วงทศวรรษ 1950-1970 ภายในตกแต่งแบบเรโทร มีมุมถ่ายรูป สินค้าท้องถิ่น และของที่ระลึกที่ออกแบบเป็นพิเศษ ทำให้การเดินซูเปอร์มาร์เก็ตธรรมดากลายเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่น่าสนใจ
ส่วนใครชอบคาเฟ่แบบฮ่องกง ลองแวะ Tai On Coffee & Tea Shop ร้านสไตล์ Cha chaan teng ที่เปิดมาตั้งแต่ปี 1969 ก่อนจะได้รับการปรับโฉมให้มีบรรยากาศย้อนยุคผสมความทันสมัย นอกจากอาหารและเครื่องดื่มแล้ว ร้านยังเปิดพื้นที่ให้ศิลปินรุ่นใหม่จัดนิทรรศการ ทำให้ที่นี่เป็นอีกจุดที่รวมทั้งอาหาร ศิลปะ และวัฒนธรรมไว้ด้วยกัน
3. Old Town Central
อีกย่านดังที่ไม่ควรพลาดคือ Old Town Central ซึ่งเป็นพื้นที่ที่รวมทั้งอาคารเก่า คาเฟ่ สตรีทอาร์ต ร้านอาหาร และสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งไว้ด้วยกัน
จุดแรกคือ วัดหมั่น-โหมว (Man Mo Temple) วัดจีนเก่าแก่ที่สร้างขึ้นระหว่างปี 1847-1862 ภายในวัดยังมีของเก่าที่สำคัญหลายชิ้น เช่น ระฆังสำริดจากสมัยราชวงศ์ชิง เกี้ยวโบราณ รวมถึงงานแกะสลักและภาพวาดบนผนังที่ยังคงสภาพให้ชม
โดยคนฮ่องกงและนักท่องเที่ยวนิยมมาขอพรเรื่องการเรียนและความสำเร็จในการทำงาน เพราะวัดแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานของเทพแห่งวรรณกรรมและเทพแห่งสงคราม นอกจากนี้ยังมีรูปปั้นกวางสีทอง ซึ่งผู้ที่มาสักการะสามารถปิดทองเพื่อขอพรได้ โดยมีความเชื่อว่าแต่ละส่วนของกวางให้พรต่างกัน เช่น เขาเรื่องสติปัญญา หลังเรื่องสุขภาพ หน้าเรื่องความสำเร็จในการทำงาน และขาเรื่องครอบครัว
ช่วงที่ผ่านมา วัดแห่งนี้ยังกลับมาเป็นที่สนใจจากเครื่องรางชิ้นใหม่ที่ได้รับความนิยมในหมู่ชาวฮ่องกง จนสินค้าหมดอย่างรวดเร็วเมื่อมีการนำกลับมาขาย
จากวัดเดินต่อไปยัง Tai Kwun อดีตกองบัญชาการตำรวจที่รวมทั้งสถานีตำรวจ เรือนจำ และศาลแขวงไว้ในพื้นที่เดียวกัน มีประวัติยาวนานกว่า 180 ปี
ปัจจุบัน Tai Kwun ได้รับการบูรณะและเปลี่ยนให้เป็นพื้นที่ด้านศิลปะและวัฒนธรรม มีทั้งพิพิธภัณฑ์ นิทรรศการ ร้านอาหาร และพื้นที่กิจกรรมต่างๆ จุดเด่นคือการนำอาคารเก่ามาผสมกับงานออกแบบสมัยใหม่ ทำให้เป็นทั้งแหล่งเรียนรู้และจุดถ่ายรูปยอดนิยม
ส่วนอีกหนึ่งแลนด์มาร์กที่ไม่ควรพลาดคือ Central Mid-Levels Escalator ทางเลื่อนกลางแจ้งแบบมีหลังคาที่เปิดใช้งานมาตั้งแต่ปี 1993 มีความยาวรวมกว่า 800 เมตร
เดิมทีทางเลื่อนนี้สร้างขึ้นเพื่อช่วยให้คนในพื้นที่เดินทางขึ้นลงระหว่าง Central กับ Mid-Levels ได้สะดวกขึ้น แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับกลายเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวของฮ่องกง เพราะตลอดเส้นทางมีทั้งร้านอาหาร คาเฟ่ บาร์ และร้านค้าต่างๆ
ใครที่เป็นแฟนภาพยนตร์ของ หว่อง กาไว อาจคุ้นตากับเส้นทางนี้ เพราะเคยปรากฏในภาพยนตร์เรื่อง Chungking Express
นอกจากนี้ สามารถแวะ Lan Fong Yuen คาเฟ่สไตล์ฮ่องกงที่เปิดมานานกว่า 70 ปี และขึ้นชื่อเรื่องชานมฮ่องกงแบบดั้งเดิม เป็นอีกหนึ่งร้านที่นักท่องเที่ยวมักแวะมาถ่ายรูปและลองชิม
หากมีโอกาสมาเที่ยวที่เกาะฮ่องกง อยากชวนให้ลองเดินเล่นในย่านเมืองเก่าดังกล่าวดู เพื่อสัมผัสวิถีชีวิตความเป็นท้องถิ่นที่ถูกปรับให้เข้ากับความทันสมัยในปัจจุบัน



