ก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ความเกลียดชังต่อนักศึกษาและประชาชนผู้ชุมนุมถูกผลิตซ้ำผ่านสถานีวิทยุ หนังสือพิมพ์ และการเคลื่อนไหวของกลุ่มฝ่ายขวา ผู้เรียกร้องความเปลี่ยนแปลงถูกกล่าวหาว่าเป็น ‘คอมมิวนิสต์’ เป็นภัยต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ จนการปราบปรามคนเหล่านี้ถูกนำเสนอว่าเป็นหน้าที่ของผู้รักชาติ

ในบรรดาผู้สนับสนุนฝ่ายขวา ซึ่งมีทั้งนักการเมือง นักวิชาการ เจ้าหน้าที่รัฐ และผู้นำมวลชน พระสงฆ์รูปหนึ่งมีบทบาทสำคัญในการนำภาษาทางศาสนามารองรับการใช้ความรุนแรง พระรูปนั้นคือ ‘กิตติวุฑโฒ ภิกขุ’ ผู้มีชื่อผูกติดอยู่กับวาทกรรม “ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป”

ช่วงต้นทศวรรษ 2510 กิตติวุฑโฒเป็นพระนักเทศน์ที่มีชื่อเสียง มีรายการ ‘โพธิญาณ’ ออกอากาศทางสถานีวิทยุยานเกราะ และดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ บทบาทของเขาจึงครอบคลุมทั้งพื้นที่วัดและสื่อที่เข้าถึงประชาชนจำนวนมาก

ขณะเดียวกัน เขาเป็นผู้บุกเบิกจิตตภาวันวิทยาลัย อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ซึ่งก่อตั้งในปี 2510 เพื่อให้การศึกษาแก่พระภิกษุและสามเณร ทั้งความรู้ทางพระพุทธศาสนาและความรู้สำหรับการทำประโยชน์แก่สังคม สถาบันแห่งนี้จึงมีอยู่ก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ หลายปี

ภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เมื่อขบวนการนักศึกษา กรรมกร และชาวนาเติบโตขึ้น กิตติวุฑโฒแสดงจุดยืนต่อต้านฝ่ายซ้ายอย่างชัดเจน เขามีบทบาทสำคัญในขบวนการนวพล ใช้การเทศน์ทางวิทยุของกองทัพสนับสนุนการเคลื่อนไหว และมีส่วนในการอบรมแกนนำชาวบ้าน โดยกล่าวหาฝ่ายซ้ายว่าเป็นศัตรูของสถาบันหลักของประเทศ

อีกช่องทางหนึ่งในการเผยแพร่ความคิดของเขาคือ ‘ช่อฟ้า’ วารสารพระพุทธศาสนารายเดือนของมูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุวิทยาลัย ซึ่งเผยแพร่คำบรรยายและทัศนะทางการเมืองของกิตติวุฑโฒ บทบาทของเขาจึงเป็นการเผยแพร่อุดมการณ์อย่างต่อเนื่องผ่านทั้งการเทศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ และเครือข่ายการจัดตั้ง

วันที่ 29 มิถุนายน 2519 ประมาณ 3 เดือนก่อนการสังหารหมู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นิตยสารรายสัปดาห์ ‘จัตุรัส’ ฉบับที่ 51 นำกิตติวุฑโฒขึ้นปก พร้อมข้อความ “ฆ่าคอมมิวนิสต์ ได้บุญมากกว่าบาป”

เมื่อจัตุรัสถามว่า การฆ่าฝ่ายซ้ายหรือคอมมิวนิสต์บาปหรือไม่ เขาตอบว่า

“อันนั้นอาตมาก็เห็นว่าควรจะทำ คนไทยแม้นับถือพุทธก็ควรจะทำ แต่ก็ไม่ใช่ถือว่าเป็นการฆ่าคน เพราะว่าใครก็ตามที่ทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ มันไม่ใช่คนสมบูรณ์ คือต้องตั้งใจ เราไม่ได้ฆ่าคน แต่ฆ่ามาร ซึ่งเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน”

เมื่อถูกถามต่อว่า การกระทำเช่นนั้นผิดศีลหรือไม่ กิตติวุฑโฒยอมรับว่าผิด แต่กลับอธิบายว่าการฆ่าคนเพื่อรักษาชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เป็นความผิดที่มีน้ำหนักน้อยกว่าประโยชน์ที่ได้จากการปกป้องสิ่งเหล่านั้น

“ถึงแม้จะฆ่าคนก็บาปเล็กน้อย แต่บุญกุศลได้มากกว่า เหมือนเราฆ่าปลา แกงใส่บาตรพระ ไอ้บาปมันก็มีอยู่หรอกที่ฆ่าปลา แต่เราใส่บาตรพระได้บุญมากกว่า”

แม้ข้อความบนปกจะระบุว่า ‘ได้บุญมากกว่าบาป’ แต่คำที่แพร่หลายและกลายเป็นคำขวัญของฝ่ายขวาคือ ‘ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป’ ซึ่งช่วยให้การทำร้ายผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ถูกอธิบายว่าเป็นการปกป้องประเทศ

ในแง่นี้ ความรุนแรงของคำสัมภาษณ์อยู่ที่การลดทอนความเป็นมนุษย์ของผู้เห็นต่างด้วย เมื่อคนคนหนึ่งถูกเรียกว่า ‘มาร’ และถูกประกาศว่า ‘ไม่ใช่คนสมบูรณ์’ ชีวิตของเขาก็ถูกทำให้มีคุณค่าน้อยกว่าสิ่งที่ผู้ใช้ความรุนแรงอ้างว่ากำลังปกป้อง

นี่จึงเป็นเหตุผลที่บทบาทของกิตติวุฑโฒถูกกล่าวถึงเสมอเมื่อสังคมย้อนมอง 6 ตุลาฯ คำพูดของเขาเป็นส่วนหนึ่งของบรรยากาศที่ทำให้การใช้ความรุนแรงต่อฝ่ายซ้ายได้รับความชอบธรรม แม้จะไม่อาจอธิบายการสังหารหมู่ทั้งหมดด้วยคำสัมภาษณ์ของพระสงฆ์เพียงรูปเดียวก็ตาม

หลังบทสัมภาษณ์เผยแพร่ กิตติวุฑโฒออกมาชี้แจงว่า ‘ฆ่าคอมมิวนิสต์’ หมายถึงการฆ่าลัทธิคอมมิวนิสต์ที่อยู่ในใจ ไม่ใช่การฆ่าตัวบุคคล

แต่คำชี้แจงดังกล่าวย่อมต้องพิจารณาควบคู่กับบทสัมภาษณ์เดิม ซึ่งมีทั้งคำถามเรื่องการฆ่าฝ่ายซ้าย การผิดศีล และคำตอบที่เปรียบเทียบการฆ่าคนกับการฆ่าปลาเพื่อทำอาหารถวายพระ เป็นเนื้อหาที่กล่าวถึงการพรากชีวิตอย่างตรงไปตรงมา

หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ กิตติวุฑโฒยังคงมีบทบาทในวงการพระพุทธศาสนา โดยดำเนินงานผ่านจิตตภาวันวิทยาลัย ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญในการสร้างเครือข่ายพระสงฆ์และฆราวาส

งานศึกษาจิตตภาวันวิทยาลัยในปี 2532 พบว่า สถาบันแห่งนี้จัดการศึกษาทั้งด้านพุทธศาสตร์ ภาษาไทย นวกรรมศาสตร์ และสังฆาธิการ มีทั้งการเรียนภาคทฤษฎีและการฝึกปฏิบัติ รวมถึงโครงการอบรม ‘พระหน่วยพัฒนาการทางจิต’ โครงการธนาคารโค-กระบือ และโรงสีข้าวช่วยชาวนา สะท้อนว่าบทบาทของสำนักจิตตภาวันยังดำเนินต่อไปในด้านการศึกษา การเผยแผ่ศาสนา และงานพัฒนาสังคม

อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมา กิตติวุฑโฒและสำนักจิตตภาวันปรากฏเป็นข่าวเกี่ยวกับกรณีอื้อฉาวหลายเรื่อง บทความย้อนหลังของ The Momentum กล่าวถึงทั้งกรณีรถติดตราจิตตภาวันที่เกี่ยวข้องกับการขนอาวุธ กรณีรถยนต์วอลโวเถื่อน และกรณีการขายที่ดินป่าสงวนประมาณ 2,500 ไร่ ในอำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี ให้แก่ญาติโยม กลายเป็นข้อวิพากษ์วิจารณ์เพิ่มเติมต่อพระสงฆ์ที่เคยมีบทบาทโดดเด่นในการเคลื่อนไหวของฝ่ายขวา

ขณะเดียวกัน เส้นทางด้านสมณศักดิ์ของเขายังคงก้าวหน้าขึ้น ในปี 2530 กิตติวุฑโฒได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราช ที่ ‘พระราชธรรมภาณี’ และในปี 2535 ได้เลื่อนเป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ที่ ‘พระเทพกิตติปัญญาคุณ’

แต่คำถามเรื่อง ‘ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป’ ยังคงติดตามเขา แม้เวลาจะผ่านไปกว่า 2 ทศวรรษ เมื่อรายการ ‘ย้อนรอย’ ทางสถานีโทรทัศน์ ITV สัมภาษณ์กิตติวุฑโฒในปี 2542 เนื่องในวาระครบรอบ 23 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ เขายังคงยืนยันคำอธิบายว่า ‘คอมมิวนิสต์’ ที่กล่าวถึงหมายถึงลัทธิ ไม่ใช่ตัวบุคคล

“ถ้าเราไม่ฆ่าคอมมิวนิสต์ คอมมิวนิสต์จะยุให้คนไทยฆ่ากันเอง อาตมาขอยกตัวอย่างลัทธิคอมมิวนิสต์ในประเทศจีน คนจีนฆ่ากันเองเกือบร้อยล้านคน”

แม้บริบททางการเมืองจะเปลี่ยนไป กิตติวุฑโฒยังคงอธิบายคำพูดของตนผ่านกรอบการต่อต้านคอมมิวนิสต์ และยืนยันว่าคำว่า ‘ฆ่า’ ของเขาหมายถึงการกำจัดลัทธิ ขณะที่บทสัมภาษณ์เดิมยังคงเป็นหลักฐานให้สังคมย้อนกลับมาพิจารณาว่า ถ้อยคำเหล่านั้นช่วยเปิดทางให้ความรุนแรงต่อผู้เห็นต่างอย่างไร

แต่ในความทรงจำเกี่ยวกับการสังหารหมู่อีก 5 ทศวรรษให้หลัง ชื่อของกิตติวุฑโฒยังคงผูกติดอยู่กับถ้อยคำที่ทำให้การพรากชีวิตเพื่อนร่วมชาติถูกอธิบายว่าเป็น ‘บุญ’ ในนามของการปกป้องชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

และโศกนาฏกรรมของสังคมไทยก็คือ ในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 มีคนจำนวนไม่น้อยเชื่อเช่นนั้นจริงๆ

Tags: , , , , , , ,