(1)
เชื่อไหมครับว่าถ้าจะตามหาใครสักคนเพื่อฟังเสียง ฟังความคิดเห็นที่มีต่อปัญหาอันยุ่งยาก สลับซับซ้อน คนที่หลายคนมองหามากที่สุด น่าจะเป็น อาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ 2560
วันนี้อาจารย์มีชัยอายุ 88 ปีแล้ว แต่ถ้าดูจากภาพเมื่อไม่นานนี้ เข้าใจว่ายังแข็งแรง ยังสื่อสารได้ และน่าจะมองเห็นความเป็นไปของบ้านเมืองอย่างใกล้ชิด
เหตุที่ต้องตามหาอาจารย์มีชัย ก็เพราะว่ารัฐธรรมนูญ 2560 ของอาจารย์ ซึ่งในห้วงเวลานั้นมีชื่อเล่นว่า ‘รัฐธรรมนูญปราบโกง’ นอกจากจะแก้ปัญหาคอร์รัปชันไม่ได้แล้ว ยังสร้างปัญหาตามมาอีกร้อยเรื่อง
อย่างน้อยๆ ก็ปัญหาที่มาของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เลือกไขว้ เลือกยาก จนเกิดการจัดตั้ง และการ ‘โกง’ ครั้งใหญ่ที่สุด ตามมาด้วยที่มาของกรรมการองค์กรอิสระ ที่เมื่อต้องให้วุฒิสภาเป็นผู้รับรอง ก็เกิดคำถามว่า หากวุฒิสภามีที่มาที่ชวนสงสัยแล้ว กรรมการองค์กรอิสระที่มีอำนาจล้นฟ้าจะมีสถานะเป็นอย่างไร
ไม่เพียงเท่านั้น ‘ช่อง’ ของการตรวจสอบการใช้อำนาจของกรรมการองค์กรอิสระยังมีข้อจำกัดอยู่มาก คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบนักการเมืองและข้าราชการได้ แต่เมื่อ ป.ป.ช.มีข่าวรับสินบนเป็นทองคำแท่ง กลับแทบไม่มีใครตรวจสอบ
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดอีกข้อก็คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รอบนี้ เข้าไปเกี่ยวข้องกับความไม่ชอบมาพากลหลายอย่างในการฮั้วเลือกตั้ง สว. ทั้งการยอมให้ ‘โพย’ กลายเป็นเรื่องปกติ ทั้งการเลือกตัดตอน ไม่ยอมรับว่าการโกงทั้งหมดเป็นเรื่องขบวนการ หากเป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่หากจะยื่นตรวจสอบ กกต. ก็ต้องไปใช้ช่องทางศาลฎีกา ซึ่งมีขั้นตอนยาวเหยียด
(2)
ปัญหาจากรัฐธรรมนูญ 2560 ยังทำให้ระบบการเมืองอ่อนแอ ง่อนแง่น รัฐธรรมนูญปราบโกงนี้ทำให้นายกรัฐมนตรีหลุดจากตำแหน่งไปแล้ว 2 คนคือ เศรษฐา ทวีสิน และแพทองธาร ชินวัตร ด้วยเหตุเรื่อง ‘จริยธรรม’ ซึ่งใช้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มากกว่าใช้ ‘กฎหมาย’ และหลักการ
ขณะเดียวกัน การตัดสินใจยุบพรรคก้าวไกลรอบล่าสุด แค่ใช้คำว่าอาจ ‘เซาะกร่อนบ่อนทำลาย’ สถาบันพระมหากษัตริย์ ก็เพียงพอแล้วกับการขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 49 ซึ่งห้ามใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
และครั้นจะแก้รัฐธรรมนูญ ก็ใส่เงื่อนตาย ผูกไว้หลายชั้น ราวกับว่ารัฐธรรมนูญนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่ประเสริฐที่สุด ใครก็แตะต้องไม่ได้
แต่หากย้อนเวลากลับไป จากประวัติของอาจารย์มีชัยว่าด้วยการทำรัฐธรรมนูญ การเห็นผลลัพธ์เช่นนี้อาจไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ
อาจารย์มีชัยเข้าไปเกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญเป็นครั้งแรกในการร่างรัฐธรรมนูญ 2521 ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ 2521 รัฐธรรมนูญที่ค้ำประชาธิปไตย ‘ครึ่งใบ’ ให้แน่นหนา รัฐธรรมนูญนี้ก็อยู่ไม่ได้หลังเกิดประชาธิปไตยเต็มใบ และจบลงด้วยการรัฐประหาร 2534
ถัดมาอีกเพียงไม่กี่วัน หลังคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ยึดอำนาจเมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2534 อาจารย์มีชัยก็กลับมาอยู่ตรงกลางอีกครั้ง คราวนี้ในฐานะประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งเป็นสภาที่พิจารณาและคลอดรัฐธรรมนูญ 2534 ออกมา
รัฐธรรมนูญฉบับนั้นเขียนไว้ไม่ต่างจากฉบับก่อนหน้ามากนัก นายกฯ ไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง วุฒิสภามาจากการแต่งตั้ง แต่มีอำนาจเกือบทัดเทียมสภาผู้แทนราษฎร ทุกอย่างถูกออกแบบให้ผู้ยึดอำนาจยัง ‘คุมเกม’ ได้ แม้จะกลับไปมีการเลือกตั้งแล้วก็ตาม
ผลลัพธ์คือ พลเอก สุจินดา คราประยูร ขึ้นเป็นนายกฯ ด้วยวลี “เสียสัตย์เพื่อชาติ” ตามมาด้วยการชุมนุมใหญ่ และจบลงด้วยเลือดบนถนนราชดำเนินในเหตุการณ์พฤษภาคม 2535
ที่น่าคิดก็คือ เมื่อพลเอกสุจินดาลาออก คนที่ต้องมารักษาการนายกฯ ในช่วงสั้นๆ ก็คืออาจารย์มีชัยเอง คนที่ช่วยวางกติกา ต้องเป็นคนมาเก็บกวาดเศษซากของกติกานั้นด้วยมือตัวเอง
(3)
ถ้าเป็นคนอื่น บทเรียนแบบนี้อาจพอแล้วสำหรับทั้งชีวิต
แต่หลังรัฐประหาร 2549 อาจารย์มีชัยก็กลับมาเป็นประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติอีกครั้ง และหลังรัฐประหาร 2557 อาจารย์ก็เข้าไปอยู่ในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก่อนจะรับหน้าที่ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หลังร่างของ อาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ถูกคว่ำไปในปี 2558 ด้วยเหตุผลตามที่อาจารย์บวรศักดิ์บอกว่า “เขาอยากอยู่ยาว”
ต้องยอมรับว่า ความล้มเหลวเหล่านี้ไม่ได้เกิดเพราะอาจารย์มีชัยไม่เก่งกฎหมาย ตรงกันข้าม อาจารย์อาจเป็นคนที่เข้าใจกลไกของกฎหมายแบบไทยๆ ลึกที่สุดคนหนึ่งด้วยซ้ำ
ปัญหาอยู่ที่รัฐธรรมนูญที่เกิดจากการรัฐประหารทุกฉบับถูกเขียนขึ้นด้วย ‘ความกลัว’
กลัวว่าทุกอย่างจะอยู่เหนือการควบคุม กลัวว่าฝ่ายที่ถูกยึดอำนาจจะกลับมาได้ กลัวว่ารัฐประหารจะกลายเป็นเรื่อง ‘เสียของ’ จึงต้องใส่กุญแจไว้ทุกประตู วุฒิสภาต้องมาจากการคัดสรร องค์กรอิสระต้องมีอำนาจล้นฟ้า ศาลรัฐธรรมนูญต้องมีดุลยพินิจกว้างพอจะหยิบคำว่า ‘จริยธรรม’ ขึ้นมาใช้ และการแก้รัฐธรรมนูญต้องยากจนแทบเป็นไปไม่ได้
แต่สิ่งที่คนเขียนรัฐธรรมนูญด้วยความกลัวไม่เคยเรียนรู้ก็คือ กุญแจทุกดอกที่ใส่ไว้ ไม่ได้ขังไว้แค่ศัตรู กุญแจนั้นขังทุกคน รวมถึงคนใส่กุญแจเองด้วย
และเมื่อเวลาผ่านไป ทุกอย่างก็อยู่เหนือการควบคุมอยู่ดี
(4)
นี่คือปัญหาของรัฐธรรมนูญแบบ ‘ตามสั่ง’ เมื่อไม่ได้ยึดโยงกับหลักการประชาธิปไตยตั้งแต่ต้น ก็ไม่มีหลักอะไรให้ยึดเวลาเกิดข้อพิพาท เมื่อมี ‘ช่อง’ ให้ใช้อำนาจเกินเลย ย่อมมีคนเข้าไปใช้ช่องนั้น เกิดการบิด เกิดการฮั้ว เกิดการโกง อย่างที่เห็นในการเลือก สว.ครั้งล่าสุด
รัฐธรรมนูญที่ได้ชื่อว่า ‘ปราบโกง’ จึงกลายเป็นรัฐธรรมนูญที่เปิดทางให้คนโกงได้ง่ายที่สุด เพียงแต่คนที่โกงได้ต้องอยู่ถูกฝั่งเท่านั้น
แน่นอนว่าทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความรับผิดชอบของอาจารย์มีชัยเพียงคนเดียว อาจารย์เป็นเนติบริกรคนหนึ่ง เช่นเดียวกับอาจารย์บวรศักดิ์ เช่นเดียวกับ อาจารย์วิษณุ เครืองาม และอีกหลายคนในประเทศนี้ ที่เชื่อจริงๆ ว่า นี่คือทางเลือกและทางรอดที่ดีที่สุดของบ้านเมืองในขณะนั้น
แต่ปัญหาของระบบที่ผลิตเนติบริกรขึ้นมาไม่รู้จบ ก็คือทุกครั้งที่มีรถถังออกมาบนถนน จะมีนักกฎหมายเก่งๆ พร้อมเขียนกติกาให้เสมอ และทุกครั้งกติกานั้นก็จะพังลงในแบบเดิม
เหตุการณ์วันนี้น่าจะทำให้ใครก็ตามที่คิดจะยึดอำนาจเห็นแล้วว่า รัฐประหารไม่ได้แก้ปัญหา และใครก็ตามที่คิดจะเป็นเนติบริกร ก็ควรรู้ได้แล้วว่า กฎหมายที่เขียนขึ้นด้วยความกลัว แก้ปัญหาไม่ได้
ถ้าวันนี้ได้พบอาจารย์มีชัยจริงๆ คำถามที่อยากถามอาจไม่ใช่ว่าอาจารย์ทำผิดตรงไหน
แต่คือหลังจากเห็นรัฐธรรมนูญที่อาจารย์มีส่วนเขียนพังลงมาแล้วครั้งแล้วครั้งเล่า อาจารย์ยังเชื่ออยู่หรือไม่ว่า ความกลัวนั้นสามารถเขียนเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศได้
และถ้าไม่เชื่อแล้ว อาจารย์พร้อมจะพูดออกมาหรือยัง
Tags: รัฐธรรมนูญ 2560, มีชัย ฤชุพันธุ์, คอร์รัปชัน, สว., รัฐประหาร, องค์กรอิสระ, From The Desk, เนติบริกร, ฮั้ว สว., รัฐธรรมนูญปราบโกง, รัฐธรรมนูญ, ร่างรัฐธรรมนูญ




