สถานีขนส่งผู้โดยสารประจำจังหวัดหลายแห่งใช้งบประมาณก่อสร้างจำนวนมาก แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับมีผู้ใช้บริการลดลง บางแห่งแทบไม่มีรถโดยสารเข้าให้บริการ ขณะที่รถตู้และผู้ประกอบการเอกชนเลือกใช้จุดรับส่งอื่นแทน จนบางสถานีกลายเป็น ‘สถานีร้าง’ แล้วเหตุใดสถานีขนส่งที่สร้างขึ้นด้วยเงินภาษีประชาชนจึงไม่ได้งานอย่างที่ควรจะเป็น
ปัจจุบันประเทศไทยมีสถานีขนส่งผู้โดยสาร 123 แห่ง ในจำนวนนี้ถ่ายโอนให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ตั้งแต่ปี 2545 แล้ว 99 แห่ง ส่วนอีก 24 แห่งอยู่ในการบริหารของบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) หรือให้เอกชนเช่าดำเนินงาน อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อมูลสำรวจที่ชัดเจนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกรมการขนส่งทางบกว่ามีสถานีกี่แห่งที่ใช้งานไม่เต็มประสิทธิภาพหรืออยู่ในสภาพแทบไม่มีการใช้งาน
ทั้งนี้ ปัญหาการใช้ประโยชน์สถานีขนส่งผู้โดยสารไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแห่งเดียว แต่พบในหลายจังหวัดทั่วประเทศ ทั้งสถานีที่สร้างเสร็จแต่ไม่เคยเปิดใช้งาน สถานีเดิมที่ถูกทิ้งร้างหลังย้ายออกนอกเมือง และสถานีที่เปิดใช้งานแล้วแต่มีรถโดยสารและผู้ใช้บริการไม่เต็มศักยภาพ เช่น นครสวรรค์ ขอนแก่น และปราจีนบุรี ซึ่งแต่ละแห่งสะท้อนปัญหาที่แตกต่างกัน ตั้งแต่ข้อจำกัดด้านที่ดินและกฎหมาย การวางผังและทำเลที่ไม่สอดคล้องกับการเดินทาง ไปจนถึงพฤติกรรมของประชาชนที่เปลี่ยนไป
และเมื่อรูปแบบการเดินทางของประชาชนเปลี่ยน ขณะที่สถานีขนส่งหลายแห่งถูกออกแบบและก่อสร้างขึ้นภายใต้บริบทที่แตกต่างจากปัจจุบัน สถานีเหล่านี้ควรปรับตัวอย่างไร เพื่อให้ทรัพย์สินของรัฐที่สร้างจากงบประมาณแผ่นดินยังเกิดประโยชน์ต่อประชาชน แทนที่จะปล่อยให้กลายเป็นอาคารร้างที่ต้องใช้งบประมาณดูแลต่อไป
สร้างสถานีแล้วไม่ได้ใช้ ย้ายไปนอกเมืองแล้วร้าง
อาคารสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดนครสวรรค์แห่งที่ 2 ใช้งบประมาณกว่า 42 ล้านบาท ก่อสร้างตั้งแต่ปี 2548 และแล้วเสร็จในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2550 แต่กลับไม่เคยเปิดใช้งานตามวัตถุประสงค์ เนื่องจากมีปัญหาเรื่องการขอใช้ที่ดินระหว่างหน่วยงานรัฐ โดยก่อสร้างอาคารเสร็จก่อน แล้วจึงขออนุญาตใช้ที่ดินภายหลัง
อาคารจึงถูกปล่อยทิ้งไว้ และใช้เพียงเก็บเอกสาร วัสดุ และอุปกรณ์เป็นเวลาเกือบ 20 ปี สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เคยตรวจสอบในปี 2559 และพบปัญหาดังกล่าว ขณะที่ประชาชนและภาคประชาชนเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำอาคารกลับมาใช้ประโยชน์ แต่ติดข้อกฎหมายและขั้นตอนการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน
เมื่อเดือนกันยายน 2567 กรมการขนส่งทางบกได้รับอนุญาตให้ใช้พื้นที่เป็นเวลา 30 ปี ตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2567-18 กันยายน 2597 แต่ด้วยรูปแบบการเดินทางและบริบทของสังคมที่เปลี่ยนไป การนำอาคารกลับมาเป็นสถานีขนส่งอาจไม่ตอบโจทย์ในปัจจุบัน ขนส่งจังหวัดนครสวรรค์จึงมีแนวคิดปรับวัตถุประสงค์เป็น ‘ศูนย์การเรียนรู้ด้านความปลอดภัยทางถนนจังหวัดนครสวรรค์’ เพื่อให้อาคารของรัฐที่ถูกปล่อยทิ้งไว้นานกลับมาใช้ประโยชน์ได้ แต่ก็ยังไม่แน่ชัดว่า ‘ศูนย์การเรียนรู้ด้านความปลอดภัยทางถนน’ จะมีหน้าตาอย่างไร
ด้านสถานีขนส่งผู้โดยสารขอนแก่นแห่งที่ 1 (บขส.แห่งที่ 1) ถูกย้ายออกจากพื้นที่เดิมและปล่อยทิ้งร้างมานานกว่า 13 ปี ทั้งที่ในอดีตเคยเป็นศูนย์กลางการเดินทางของชาวขอนแก่น มีผู้ใช้บริการตั้งแต่วันละหลายพันคนไปจนถึงหลักหมื่นคน
หลังย้ายสถานีไปยัง บขส.แห่งที่ 3 พื้นที่เดิมซึ่งอยู่ใจกลางเมืองไม่ได้ถูกใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ ขณะที่ประชาชนจากทั้ง 26 อำเภอ โดยเฉพาะนักเรียน นักศึกษา และผู้ที่ต้องเข้ามาทำงานหรือใช้บริการในเมือง ต้องต่อรถหลายช่วง ส่งผลให้เสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
ปัญหาดังกล่าวนำไปสู่การรวมตัวของประชาชนในจังหวัดขอนแก่น เพื่อเรียกร้องให้พิจารณาฟื้นฟู บขส.แห่งที่ 1 ให้กลับมาเป็นจุดเชื่อมต่อรถโดยสารภายในเมือง ทั้งเส้นทางระยะสั้นและเส้นทางที่เชื่อมโยงกับ บขส.แห่งที่ 3 พร้อมเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันกำหนดแนวทางและกรอบเวลาพัฒนาพื้นที่ให้ชัดเจน เพื่อแก้ปัญหาการเดินทางและฟื้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ใจกลางเมือง
ขณะเดียวกัน สถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดปราจีนบุรีแห่งใหม่ใช้งบประมาณก่อสร้างกว่า 56.71 ล้านบาท เปิดใช้งานตั้งแต่ปี 2559 และเริ่มเก็บค่าบริการในปี 2560 ก่อนถ่ายโอนให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี (อบจ.ปราจีนบุรี) ดูแลในปี 2563
แต่ปัจจุบันสถานีมีรถโดยสารเข้ามาใช้ชานชาลาเพียงบางส่วน ขณะที่อาคารผู้โดยสาร 2 ชั้น จำนวน 17 ห้อง มีผู้ใช้งานเพียง 5 ห้อง สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากสถานีตั้งอยู่ห่างจากตัวเมือง ประกอบกับพฤติกรรมการเดินทางของประชาชนที่เปลี่ยนไป คนจำนวนมากหันมาใช้รถยนต์ส่วนตัว ขณะที่ผู้ประกอบการรถโดยสารลดจำนวนเที่ยว และผู้โดยสารบางส่วนเลือกใช้รถตู้ที่รับส่งได้ใกล้จุดหมายมากกว่า
แม้สถานีจะมีผู้ใช้บริการไม่มาก แต่ อบจ.ปราจีนบุรียังคงต้องจัดเจ้าหน้าที่ดูแลและทำความสะอาดอาคารอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ สตง.เข้าตรวจสอบผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพการใช้จ่ายเงินแผ่นดินตั้งแต่ปี 2560 และประชาชนกับภาคประชาชนเสนอให้เพิ่มวัตถุประสงค์การใช้งาน เพื่อให้อาคารที่สร้างด้วยงบประมาณของรัฐเกิดประโยชน์มากขึ้น
ล่าสุด อบจ.ปราจีนบุรีเตรียมประสานกรมธนารักษ์เพื่อขอเพิ่มวัตถุประสงค์การใช้ประโยชน์ โดยมีแนวคิดจัดตั้ง ‘ศูนย์ฟอกไต’ หลังจากก่อนหน้านี้ใช้งบประมาณเกือบ 2 ล้านบาทในปี 2568 เพื่อซ่อมแซมฝ้าเพดาน กล้องวงจรปิด และส่วนที่ชำรุดของอาคาร
ทั้งนี้ สถานการณ์ดังกล่าวยังเกิดขึ้นในจังหวัดชัยภูมิ จังหวัดนครนายก รวมถึงจังหวัดลำพูน แม้ปัจจุบันจะยังไม่มีตัวเลขที่แน่ชัดว่า สถานีขนส่งผู้โดยสารทั่วประเทศมีจำนวนกี่แห่งที่อยู่ในสภาพใช้งานไม่เต็มประสิทธิภาพหรือกลายเป็นสถานีร้าง แต่จากกรณีที่ปรากฏเป็นข่าวในหลายจังหวัดสะท้อนให้เห็นว่า สถานีขนส่งที่สร้างขึ้นด้วยงบประมาณของรัฐอาจไม่สามารถตอบโจทย์การเดินทางของประชาชนได้ เมื่อบริบทของพื้นที่และพฤติกรรมการเดินทางเปลี่ยนไป โดยอาจมีสถานีขนส่งอีกหลายแห่งที่กำลังเผชิญปัญหาในลักษณะเดียวกัน เพียงแต่ยังไม่มีการรวบรวมข้อมูลดังกล่าว
สะดวกต่อการเดินรถ แต่ไม่สะดวกต่อผู้โดยสาร
อดิศักดิ์ สายประเสริฐ หัวหน้าหน่วยสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบาย สภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าวว่า การเลือกพื้นที่ก่อสร้างสถานีขนส่งผู้โดยสารในต่างจังหวัด ส่วนหนึ่งมาจากการคาดการณ์ว่าเมืองจะเติบโตขึ้น การจราจรในเขตเมืองหนาแน่น และระบบขนส่งสาธารณะมีไม่เพียงพอ โดยกรมการขนส่งทางบกจะเป็นผู้สำรวจและกำหนดพื้นที่ก่อสร้าง ซึ่งมักเลือกพื้นที่รอบนอก โดยเฉพาะบริเวณถนนบายพาสหรือถนนที่ใช้เลี่ยงเมือง
อย่างไรก็ตาม สถานีขนส่งบางแห่งตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ไม่มีชุมชนหรือบ้านเรือนอยู่โดยรอบ และห่างจากพื้นที่ที่ประชาชนใช้ชีวิตประจำวัน ทำให้ผู้โดยสารเข้าถึงสถานีได้ยาก ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางต่อเข้าเมือง ปัจจัยเหล่านี้อาจกลายเป็นแรงผลักทางอ้อมให้ประชาชนหันไปพึ่งพารถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล เนื่องจากเมื่อระบบขนส่งสาธารณะไม่สะดวก การมีรถส่วนตัวจึงกลายเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์การเดินทางมากกว่า
“ถ้าระบบขนส่งสาธารณะทำให้เดินทางยากลำบาก เปลี่ยนรถหลายต่อ หรือเสียค่าใช้จ่ายเยอะ คนก็อาจคิดว่าซื้อมอเตอร์ไซค์ดีกว่า ถูกกว่า หรือซื้อรถยนต์ รถมือสองมาใช้ เพราะโครงสร้างของระบบขนส่งอาจกลายเป็นแรงจูงใจหรือแรงบีบให้ประชาชนต้องมีรถส่วนบุคคล ทั้งที่บางครั้งเขาอาจไม่ได้ตั้งใจจะซื้อรถตั้งแต่แรก แต่ด้วยปัจจัยต่างๆ มันบีบให้ต้องมีเพื่อความสะดวกในการเดินทาง”
นอกจากนี้ ในบางจังหวัด การสร้างสถานีขนส่งแห่งใหม่ลดบทบาทของสถานีเดิมลง โดยรถโดยสารระหว่างจังหวัดถูกย้ายไปยังสถานีแห่งใหม่ที่อยู่นอกเมือง ขณะที่สถานีเดิมเหลือเพียงรถสองแถวหรือรถโดยสารภายในเมือง การแยกสถานีเช่นนี้ทำให้ผู้โดยสารต้องเดินทางไกลขึ้น ขณะที่สถานีเดิมไม่ได้เป็นศูนย์กลางการเดินทางเหมือนเดิม และบางแห่งสถานีใหม่ก็มีผู้ใช้บริการน้อยจนถูกปล่อยร้าง
อีกปัจจัยที่ทำให้ผู้ใช้บริการสถานีขนส่งของท้องถิ่นลดลง คือผู้ประกอบการเอกชนรายใหญ่บางรายเลือกเปิดสถานีหรือจุดรับส่งผู้โดยสารของตนเอง เช่น นครชัยแอร์และสมบัติทัวร์ ทำให้ผู้โดยสารไม่จำเป็นต้องเข้าใช้สถานีขนส่งของรัฐหรือท้องถิ่น
“จุดรับส่งของเอกชนมีข้อได้เปรียบเรื่องความสะดวกและความเป็นส่วนตัว ขณะที่สถานีขนส่งสาธารณะบางแห่งยังมีปัญหาเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวก ทั้งห้องน้ำที่ไม่สะอาด พื้นที่พักคอยที่ไม่เป็นระเบียบ รวมถึงมีคนเข้ามานอนพักหรือค้าขายภายในสถานี เมื่อเปรียบเทียบกัน ผู้โดยสารก็อาจเลือกใช้บริการของเอกชนมากกว่า”
ขณะเดียวกัน สถานีขนส่งหลายแห่งถูกถ่ายโอนภารกิจจากกรมการขนส่งทางบกให้แก่ อปท. เช่น องค์การบริหารส่วนจังหวัดหรือเทศบาล แต่กลับไม่ได้รับงบประมาณสำหรับการดำเนินงาน ทำให้ท้องถิ่นต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลอาคารและจัดบริการให้ได้ตามมาตรฐาน ส่งผลให้สถานีที่มีผู้ใช้บริการน้อยยิ่งเป็นภาระต่อท้องถิ่น
อดิศักดิ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัญหาสถานีขนส่งผู้โดยสารที่สร้างขึ้นแล้วมีผู้ใช้บริการน้อย หรือบางแห่งแทบไม่มีรถเข้าไปใช้ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในต่างจังหวัด แม้กระทั่งในกรุงเทพฯ เองก็มีปัญหาลักษณะเดียวกัน
ตัวอย่างคือสถานีขนส่งหมอชิต 2 ที่เดิมกรุงเทพฯ เคยมีสถานีขนส่งหมอชิต 1 แต่ปัจจุบันเป็นโรงซ่อมบำรุงและโรงจอดรถไฟฟ้าบีทีเอส และเคยมีแผนย้ายสถานีขนส่งหมอชิต 2 ไปยังพื้นที่สถานีกรุงเทพอภิวัฒน์ พร้อมเชื่อมต่อกับสถานีรถไฟฟ้า แต่แผนดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นจริง ขณะที่หมอชิต 2 ซึ่งใช้งานอยู่ในปัจจุบันไม่ได้เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าโดยตรง ทำให้ผู้โดยสารต้องเดินทางต่อด้วยระบบขนส่งอื่น
ปัญหานี้เกิดขึ้นมาเกือบ 30 ปี และสะท้อนว่าการวางแผนระบบขนส่งไม่ได้คำนึงถึงความสะดวกในการเดินทางของผู้โดยสารอย่างรอบด้าน
ถ้าจะสร้างสถานีขนส่ง ต้องคิดเรื่องเมืองและการเชื่อมต่อไปพร้อมกัน
อดิศักดิ์กล่าวว่า การวางแผนสร้างสถานีขนส่งควรคาดการณ์การเติบโตของเมืองและการใช้ประโยชน์พื้นที่ในอนาคต พร้อมวางระบบเชื่อมต่อระหว่างสถานีกับตัวเมืองตั้งแต่ต้น เช่น รถรับส่ง เพื่อให้ผู้โดยสารเดินทางเข้าเมืองได้สะดวก
“เรื่อง Connectivity ต้องคิดตั้งแต่ต้น ไม่ใช่สร้างสถานีไว้ไกลจากเมืองแล้วค่อยคิดว่าจะให้คนเดินทางเข้าเมืองอย่างไร เพราะถ้าสถานีอยู่ไกลแต่ไม่มีรถรับส่งหรือระบบเชื่อมต่อที่สะดวก สุดท้ายคนก็ไม่อยากใช้บริการ”
ส่วนสถานีที่ก่อสร้างไปแล้ว ต้องประเมินเป็นรายพื้นที่ หากเมืองมีแนวโน้มขยายตัวไปถึงพื้นที่สถานีในอนาคต อาจพัฒนาสถานีต่อไป แต่หากไม่สามารถดึงผู้โดยสารกลับมาใช้บริการได้ ก็ควรพิจารณาปรับเปลี่ยนการใช้ประโยชน์อาคาร เช่น สำนักงาน ศูนย์บริการของรัฐ ตลาด หรือพื้นที่สาธารณะ แทนการปล่อยให้ร้างและเสื่อมสภาพ
“ถ้าประเมินแล้วว่าสถานีนี้ยังมีอนาคต เมืองจะขยายมาถึง ก็พัฒนาต่อได้ แต่ถ้าดูแล้วไม่สามารถทำให้คนกลับมาใช้บริการได้จริง ก็ควรปรับฟังก์ชันอาคารไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น อย่างน้อยก็ดีกว่าปล่อยให้ร้าง”
อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ต้องพิจารณาสถานะของที่ดินด้วย เนื่องจากสถานีขนส่งหลายแห่งตั้งอยู่บนที่ราชพัสดุของกรมธนารักษ์ ซึ่งมีเงื่อนไขการใช้ประโยชน์แตกต่างกัน โดยเฉพาะการนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ที่อาจต้องเช่าและมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ดังนั้นการกำหนดรูปแบบการใช้ประโยชน์จึงต้องพิจารณาควบคู่กับงบประมาณ แผนการใช้พื้นที่ และความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่ด้วย
ทั้งนี้ หากต้องการให้ระบบขนส่งสาธารณะในต่างจังหวัดกลับมาใช้งานได้มากขึ้น อดิศักดิ์มองว่าต้องปรับเส้นทางให้สอดคล้องกับการเดินทางของประชาชน และทำให้กระบวนการปรับเส้นทางรวดเร็วขึ้น เนื่องจากบางกรณีต้องเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการการขนส่งทางบกกลาง ซึ่งอาจใช้เวลากว่า 1 ปี ขณะเดียวกันระบบขนส่งสาธารณะในต่างจังหวัดยังจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณ เนื่องจากการพึ่งพารายได้จากค่าโดยสารเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง
“ขนส่งสาธารณะในต่างจังหวัดอาจไม่สามารถอยู่ได้ด้วยค่าโดยสารอย่างเดียว ต้องมีงบประมาณเข้ามาช่วย ไม่อย่างนั้นผู้ให้บริการก็อยู่ไม่ได้ และสุดท้ายประชาชนก็ไม่มีทางเลือกในการเดินทาง”
ด้านคุณภาพการให้บริการ ควรยกระดับทั้งความสะอาด ความปลอดภัย และสภาพรถโดยสาร โดยการเปลี่ยนผ่านไปสู่รถโดยสารพลังงานสะอาดและรถโดยสารไฟฟ้า (EV) อาจเป็นโอกาสในการปรับปรุงระบบในภาพรวม ทั้งตัวรถ เส้นทาง และรูปแบบการให้บริการ โดยการพัฒนาระบบขนส่งควรเริ่มจากความต้องการเดินทางจริงของประชาชน แล้วจึงออกแบบสถานี เส้นทาง และรูปแบบการให้บริการให้สอดคล้องกัน
“ถ้าจะเปลี่ยนรถเป็น EV อยู่แล้ว ก็ควรใช้โอกาสนี้ยกระดับทั้งระบบไปพร้อมกัน ทั้งเรื่องความสะอาด ความปลอดภัย คุณภาพรถ เส้นทาง และการให้บริการ ไม่ใช่เปลี่ยนแค่เครื่องยนต์หรือพลังงานที่ใช้
“ระบบขนส่งควรเริ่มจากการดูว่าประชาชนเดินทางอย่างไร ต้องการไปไหน แล้วค่อยออกแบบเส้นทางและบริการให้สอดคล้องกับความต้องการ ไม่ใช่สร้างสถานีหรือกำหนดเส้นทางขึ้นมาก่อน แล้วค่อยหาคนมาใช้บริการ”
อ้างอิง:
– https://www.ch7.com/th/news/180000/
– https://www.ch7.com/th/news/180374/
– https://www.dailynews.co.th/news/6194706/
Tags: กรมการขนส่งทางบก, สถานีขนส่งผู้โดยสาร, สถานีขนส่งร้าง, บขส, ขนส่งสาธารณะ



