เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (20 กันยายน 2026) พรรคทางเลือกเพื่อเยอรมนี (Alternative für Deutschland: AfD) พรรคการเมืองฝ่ายขวาจัด ยังคงเดินหน้ากวาดคะแนนเสียงในการเลือกตั้งระดับรัฐทางตะวันออกเฉียงเหนือของเยอรมนี หลังคว้าอันดับ 1 ในการเลือกตั้งที่รัฐซัคเซิน-อันฮัลท์ (Sachsen-Anhalt) เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน
ขณะที่ความนิยมของพรรคสหภาพประชาธิปไตยคริสเตียน (Christlich Demokratische Union Deutschlands: CDU) ซึ่งเป็นพรรคอนุรักษนิยมของ ฟรีดริช แมร์ซ (Friedrich Merz) นายกรัฐมนตรีเยอรมนีคนปัจจุบัน ตกต่ำมากที่สุด นับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 (World War II)
โดยพรรค AfD ได้รับคะแนนเสียง 38.3% ในรัฐเม็คเคลินบวร์ค-ฟอร์พ็อมเมิร์น (Mecklenburg-Vorpormmern) ตามมาด้วยพรรคกลางซ้ายอย่างพรรคสังคมประชาธิปไตย (Sozialdemokratische Partei Deutschlands: SPD) ซึ่งมีคะแนนเสียงอยู่ที่ 35.4% ขณะที่พรรค CDU ได้คะแนนเสียงเพียง 4.9% ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ที่จำเป็นสำหรับการเข้าสู่รัฐสภา
ชัยชนะครั้งล่าสุดของพรรค AfD เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (20 กันยายน 2026) นับเป็นชัยชนะครั้งที่ 2 ภายในเดือนนี้ หลังก่อนหน้านี้ได้รับคะแนนเสียงมากถึง 44% ในรัฐซัคเซิน-อันฮัลท์ ซึ่งทำให้พรรค AfD ครองเก้าอี้ในรัฐสภาได้มากถึง 39 จาก 83 ที่นั่ง
ผลการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นในเดือนนี้ยังสะท้อนแนวโน้มความนิยมของพรรค AfD ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจทำให้พรรค AfD มีบทบาทสำคัญในการเลือกตั้งระดับชาติที่มีกำหนดจัดขึ้นในปี 2029
การผงาดขึ้นมาของพรรค AfD
ชัยชนะรอบแรกของพรรค AfD ในรัฐซัคเซิน-อันฮัลท์ สะท้อนการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญของเยอรมนี ที่พรรคฝ่ายขวาจัดสามารถก้าวขึ้นมาเป็นพรรคอันดับ 1 ในการเลือกตั้งระดับรัฐ และเข้าใกล้โอกาสจัดตั้งรัฐบาลฝ่ายขวาจัดเป็นครั้งแรกในเยอรมนีนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยนิตยสารข่าว Der Spiegel บรรยายปรากฏการณ์ในครั้งนี้ว่าเป็น ‘แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ทางการเมือง’
อนึ่ง พรรค AfD เป็นพรรคการเมืองฝ่ายขวาจัดของเยอรมนีที่มีจุดยืนต่อต้านผู้อพยพ คัดค้านนโยบายสนับสนุนความหลากหลายทางเพศ และสนับสนุนให้มีการยุตินโยบายพลังงานสีเขียวบางส่วน รวมถึงมีจุดยืนต่อต้านเงินสกุลยูโรและสนับสนุนการฟื้นความสัมพันธ์ด้านพลังงานกับรัสเซีย ขณะที่สมาชิกและผู้สมัครของพรรคบางรายเคยมีถ้อยแถลงหาเสียงที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเชื่อมโยงหรือสะท้อนวาทกรรมของยุคนาซีที่อยู่ภายใต้การนำของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) อดีตผู้นำขวาจัดของเยอรมนีในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายวิเคราะห์ว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้คะแนนนิยมพรรค AfD เพิ่มขึ้น เกิดจากความไม่พอใจของประชาชนต่อการบริหารงานของรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยเฉพาะท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา ค่าครองชีพและราคาพลังงานที่สูงขึ้นจากภาวะสงคราม ตลอดจนความกังวลเกี่ยวกับการจ้างงานและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันประเด็นผู้อพยพยังเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่มีผลต่อความนิยมของพรรค AfD ด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม สำนักข่าว DW ระบุว่า แม้พรรค AfD จะมีคะแนนนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่พรรคยังเผชิญข้อจำกัดในการจัดตั้งรัฐบาลระดับรัฐ เนื่องจากไม่ได้ครองเสียงข้างมาก ขณะที่พรรคการเมืองหลายพรรคยังคงปฏิเสธที่จะร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับ AfD ส่งผลให้พรรคยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาล แม้จะคว้าอันดับ 1 ได้ในการเลือกตั้งที่รัฐซัคเซิน-อันฮัลท์และเม็คเคลินบวร์ค-ฟอร์พ็อมเมิร์นก็ตาม
ความท้าทายของนายกฯ คนปัจจุบัน
อีกด้านหนึ่ง ผลการเลือกตั้งระดับรัฐยังสะท้อนคะแนนนิยมที่ลดลงของแมร์ซ นายกฯ คนปัจจุบันซึ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนพฤษภาคม 2025 พร้อมคำมั่นว่าจะเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจและฟื้นฟูการเติบโตของประเทศ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา
อย่างไรก็ตาม นโยบายปฏิรูปด้านภาษี เงินบำนาญ และสาธารณสุขของรัฐบาล รวมถึงแนวทางการให้ความช่วยเหลือยูเครน และการรับมือกับปัญหาราคาน้ำมันและพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ยังคงเผชิญเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่อยมา ทั้งจากประชาชนและพรรคร่วมรัฐบาล จนกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่เพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลของแมร์ซ
ผู้มีสิทธิเลือกตั้งรายหนึ่งให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Reuters ระบุว่า “พวกเราต้องการให้งบประมาณของประเทศถูกใช้ในประเทศของเรา เยาวชนของเรา และผู้รับเงินบำนาญ มากกว่าให้การช่วยเหลือภายนอก”
นอกจากนี้ ลาร์ส คลิงเบล (Lars Klingbeil) รองนายกฯ เยอรมนี และหัวหน้าพรรค SPD ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ยังเริ่มส่งสัญญาณว่า พรรคอาจต้องการเปลี่ยนขั้วทิศทางทางการเมืองออกจากพรรค CDU มากขึ้น โดยเฉพาะประเด็นการปฏิรูปเงินบำนาญที่พรรค SPD แสดงความกังวลมาอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันในการเลือกตั้งระดับรัฐที่ผ่านมา ผู้สมัครจากพรรค SPD ก็ใช้การวิพากษ์วิจารณ์ผลงานของรัฐบาลและแนวทางของแมร์ซ เป็นส่วนหนึ่งในการหาเสียงเช่นกัน
มาร์เซล ฟรัทซ์เชอร์ (Marcel Fratzscher) ประธานสถาบันวิจัยเศรษฐกิจแห่งเยอรมนี (DIW Berlin) ให้ความเห็นกับ Reuters ว่า ต่อจากนี้รัฐบาลอาจเผชิญความยากลำบากในการบริหารงานมากขึ้น หากพรรคร่วมรัฐบาลยังคงยึดมั่นในจุดยืนของตน นอกจากนี้ ความอ่อนแอทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจอาจเปิดโอกาสให้พรรค AfD ชนะการเลือกตั้งระดับชาติในปี 2029 ได้
ทั้งนี้ แมร์ซยังยืนยันว่าจะเดินหน้าทำหน้าที่นายกฯ จนครบวาระ 4 ปี พร้อมเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจเยอรมนีต่อไป ท่ามกลางแรงกดดันทางการเมืองที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการคาดการณ์ว่าอาจมีความพยายามเปลี่ยนตัวผู้นำประเทศก่อนครบวาระ
“สิ่งที่ต้องทำในตอนนี้ ต้องอาศัยความกล้าหาญ ความแน่วแน่ และความอดทนอย่างยิ่ง ผมกล้าพูดได้เลยว่า การปฏิรูปครั้งนี้จะเป็นการถอนรากลัทธิเผด็จการที่กำลังแทรกซึมลึกเข้าไปในสังคมของเรามากขึ้นเรื่อยๆ” แมร์ซกล่าว หลังยอมรับผลความพ่ายแพ้ของการเลือกตั้งระดับรัฐครั้งล่าสุด
ที่มา:
– https://www.reuters.com/world/europe/merz-under-pressure-two-more-german-states-go-polls-2026-09-20/
– https://www.dw.com/en/afd-makes-gains-in-state-elections-but-has-no-government-options/a-79348308
– https://www.dw.com/en/saxony-anhalt-election-afd-far-right-germany/a-78482588
– https://www.theguardian.com/world/2026/sep/07/why-far-right-afd-state-victory-significant-german-politics-germany-explainer
– https://edition.cnn.com/2026/09/06/europe/germany-afd-state-election-majority-intl
Tags: Germany, เยอรมนี, AfD, CDU, รัฐสภา, SPD, Friedrich Merz, เลือกตั้งระดับรัฐ, พรรคการเมืองฝ่ายขวาจัด




