ใน อัศจรรย์วันทอง ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของ มุก-ปิยะกานต์ บุตรประเสริฐ ผู้กำกับซิตคอมชื่อดังอย่าง เนื้อคู่ประตูถัดไป หยิบยกเอาวรรณคดีไทยเรื่อง ‘ขุนช้างขุนแผน’ มาเล่าใหม่ โดยใช้มุมมองของ ‘นางวันทอง’ มาเป็นศูนย์กลางการเล่าเรื่อง
นอกจากการเล่าเรื่องด้วยมุมมองใหม่เกือบทั้งหมดแล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังสร้างความน่าตื่นเต้นด้วยการแคสต์นักแสดงมารับบทในภาพยนตร์ หนึ่งในนั้นคือการได้นักแสดงสาวลุคอินเตอร์อย่าง ปริมมี่-วิพาวีร์ พัทธ์ณศิริ มารับบท ‘สายทอง’ บ่าวรับใช้ของนางวันทอง
บทบาทดังกล่าวพาเธอออกจากภาพจำแบบเดิมๆ ทั้งรูปลักษณ์ บุคลิก และวิธีการแสดงออก ที่ต้องปรับตัวเองให้เข้ากับบริบทของสังคมในสมัยอยุธยา ตั้งแต่เสื้อผ้าหน้าผม ตลอดจนรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของตัวละคร
นับเป็นอีกประสบการณ์ใหม่ของเธอในฐานะนักแสดง หลังจากทำงานทั้งในสายแฟชั่นและการแสดง นั่นจึงทำให้ The Momentum ชวนเธอมาพูดคุยถึงการเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อรับบทดังกล่าว และความท้าทายในการทำงานในภาพยนตร์เรื่อง อัศจรรย์วันทอง
ปริมทำมาหลายอย่างมาก ทั้งเป็นนางแบบ นักแสดง และผู้กำกับของตัวเองด้วย ถ้ามองย้อนกลับไปในสิ่งที่ทำมา เรารู้สึกกับความหลากหลายของงานอย่างไรบ้าง
จริงๆ ปริมชอบงานในอดีตทุกอย่างที่ทำนะคะ แต่ถ้าให้เลือกอันหนึ่ง ปริมรู้สึกว่าชอบการแสดงที่สุด ปริมเริ่มจากการเป็นนางแบบ แล้วพัฒนามาเป็นนักแสดง จนตอนนี้มีโอกาสได้กำกับ รู้สึกว่าทุกอย่างมันต่อยอดและเชื่อมโยงกันดี ยังอยู่ในโลกเดียวกัน
ปริมชอบทุกงานที่ตัวเองได้ทำ มันมีความหลากหลาย เราชอบอยู่แล้วเพราะเราได้เจอผู้คน ได้ทำโปรเจกต์ที่แตกต่าง ได้มีโอกาสทำงานเมืองนอก ได้ทำงานกับผู้กำกับและตากล้องหลายแนว ส่วนงานกำกับปริมเพิ่งเริ่มทำ เหมือนเป็นงานหนังสั้นหรือมิวสิกวิดีโอเล็กๆ น้อยๆ
พอได้ทำงานในวงการถ่ายหนัง เห็นว่าพี่ๆ ผู้กำกับเขาดูสนุกดี เราก็เลยลองทำดูเพื่อเก็บประสบการณ์
จุดเริ่มต้นในวงการบันเทิงเริ่มขึ้นอย่างไร
เริ่มมาจากนางแบบตอนอายุประมาณ 13-14 ปี จริงๆ ตอนประมาณ 9 ขวบ คุณแม่ก็จับเข้ารายการร้องเพลงเต้น พออายุ 14 ก็เริ่มเป็นนางแบบไปเรื่อยๆ จนมีโอกาสประกวด Seventeen Ambassador 2012 พอประกวดเสร็จก็ได้เล่น มาลี เพื่อนรัก..พลังพิสดาร นั่นเป็นจุดเริ่มต้นการแสดงของปริม
อะไรคือความแตกต่างหรือความท้าทายระหว่างการเป็นนางแบบกับนักแสดง
ท้าทายคนละแบบ งานนางแบบก็เหนื่อย ดูเหมือนจะง่ายแต่ไม่ได้ง่ายเลย ปริมรู้สึกว่ามันใช้ความอดทนสูง ส่วนงานแสดงก็ท้าทายตัวเองพอสมควร ทั้งการเล่นหน้ากล้อง จำบท และการฝึกฝนคาแรกเตอร์ มันแตกต่างกัน แต่การที่ปริมมีโอกาสอยู่หน้ากล้องตั้งแต่เด็กๆ จากการเป็นนางแบบ มันทำให้ปริมชิน เหมือนได้ฝึกฝนตัวเองไปในตัวก่อนจะมาเป็นนักแสดง
มีอะไรที่ปริมมี่คิดว่าอยากทำให้ดีขึ้นกว่าเดิม
ปริมว่าทั้ง 3 งานนี้อยู่ในสปอตไลต์เยอะ หมายถึงว่าคนมองเรา เขาก็ตัดสินเราบ้าง ปริมรู้สึกว่าอยากจะมั่นใจในสิ่งที่ตัวเองทำมากกว่านี้ บางครั้งที่ปริมทำอาจจะรู้สึกกังวล มีอคติกับตัวเอง หรือไปแคร์ความรู้สึกของคนอื่น เขาจะคิดยังไงกับเรา ปริมคิดว่าเรื่องการให้ความมั่นใจกับตัวเองเป็นสิ่งที่อยากพัฒนาให้ดีขึ้น
ตอนเด็กๆ ปริมแคร์มากว่าคนอื่นจะคิดยังไงกับเรา ชอบเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น แต่มันก็มีข้อดีตรงที่ทำให้เราโฟกัสกับตัวเองและตั้งใจทำงานมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้ดีตลอดที่เราเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น
บางครั้งแคร์เกินไปว่าสิ่งที่ทำมันเท่ไหม (หัวเราะ) ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ อยากบอกตัวเองว่า “ไม่ต้องไปคิดถึงเรื่องนั้น ทำๆ ไปเถอะ” ทุกอย่างเป็นประสบการณ์ทั้งหมด บางทีการแคร์เกินไปมันท็อกซิก ถ้าย้อนกลับไปได้อยากจะชิลกับตัวเองมากกว่านี้ มีโอกาสอะไรเข้ามาก็ทำไป
ในวงการบันเทิง มีอะไรที่ต่างจากที่เราคิดไว้ไหม
ปีนี้ปริมอายุ 30 ปีแล้ว ช่วงที่เล่นเรื่องมาลี เพื่อนรัก..พลังพิสดารเสร็จ ปริมตัดสินใจไปเรียนต่อเมืองนอก เพราะอยากไปเรียนรู้และค้นหาตัวเอง ปริมยังเคยคุยกับเพื่อนว่า ถ้าตอนนั้นไม่ได้ตัดสินใจไปเรียนต่อ แต่ทำงานที่ไทยไปเรื่อยๆ เราจะเป็นคนยังไงนะ อาชีพการงานของเราจะแตกต่างจากตอนนี้ไหม
รู้สึกว่า ถ้าย้อนกลับไปได้ก็อยากให้ตัวเองเปิดโอกาสในการทำงานมากกว่านี้ ตอนเด็กๆ ปริมเลือกงานมาก อยากจะทำงานแนวไหน แต่ถ้าย้อนกลับไปได้ ก็ไม่อยากให้ปิดโอกาสตัวเองขนาดนั้น อยากทำอะไรก็ทำไป แล้วรอดูว่าประสบการณ์จะพาเราไปถึงจุดไหน
แต่สิ่งที่ผ่านมามันก็ไม่ได้แย่ การที่เราเป็น ‘ปริม’ ในตอนนี้ได้ ก็เพราะสิ่งที่ทำมา เพียงแต่ถ้าเป็นไปได้ ก็อยากเปิดโอกาสให้ตัวเองมากขึ้น
สมัยก่อนปริมมี่มีอิสระในการเลือกงานมากน้อยแค่ไหน
ก็มีอิสระอยู่นะคะ (หัวเราะ) คุณแม่เป็นผู้จัดการ ปริมรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนค่อนข้างฟรี รักอิสระและมีตัวตนของตัวเองค่อนข้างสูงอยู่ แต่ตอนทำงานปริมรู้สึกว่า ปริมก็เป็นคนเลือกบทและโปรเจกต์ อาจเพราะเป็นคนชอบดูหนังและศึกษางานภาพยนตร์ เราจะชอบอ่านบทก่อน ดูว่าบทเข้ากับเราไหม และดูว่าแต่ละโปรเจกต์มันเข้ากับเราหรือไม่ เราไม่ได้รับทุกเรื่อง เพราะโปรเจกต์หนึ่งมันใช้พลังงานเยอะมาก ในการเป็นคาแรกเตอร์นั้นๆ ปริมคิดว่าในฐานะนักแสดง การเลือกโปรเจกต์ภาพยนตร์แต่ละเรื่องสำคัญ เลือกว่าเรื่องไหนจะเข้ากับเรา หรือโปรเจกต์ไหนไม่เข้ากับเรา
ปริมเป็นคนที่ฟรีมาก อาจจะฟรีเกินไปด้วยซ้ำ (หัวเราะ) งานที่ทำมาทั้งหมด ทั้งนางแบบ ผู้กำกับ นักแสดง มันเปิดโอกาสให้ปริมได้เดินทางและเจอคนเยอะมาก และทุกครั้งที่เดินทางก็จะมีโอกาสทำงานกับคนหลายแบบ
ปริมรู้สึกว่าตัวเองฟรีมาก เป็นคนรักอิสระมาก รู้สึกว่าตัวตนเป็นสิ่งสำคัญ ประสบการณ์เป็นสิ่งสำคัญ และความฝันก็เป็นสิ่งสำคัญ ปริมคิดว่าปริมเป็นคนมีความฝัน มีวิสัยทัศน์ในชีวิตและสิ่งที่อยากทำ เราก็อยากผลักดันตัวเองไปในทางที่ชอบ
ในภาพยนตร์เรื่องล่าสุด อัศจรรย์วันทอง รับบทเป็น ‘สายทอง’ ซึ่งเป็นบ่าวของนางวันทอง มีอิสระน้อยลง การได้สวมบทบาทดังกล่าว ‘ขัดแย้ง’ กับสิ่งที่เราเป็นหรือไม่
ปริมว่าไม่ได้ขัดแย้งอะไรหรอก แต่เป็นมุมมองที่ปริมสนใจมากกว่า การเป็นบ่าวในยุคสมัยนั้น คาแรกเตอร์มีปูมหลังที่ไม่ได้รับอิสระเหมือนเรา ทรมานกว่าเรา เจออะไรมาเยอะ ปริมรู้สึกว่า สนุกดีที่เราได้ลองศึกษาและตีความคาแรกเตอร์นี้ พร้อมๆ กับการทำงานร่วมกับพี่มุก (ปิยะกานต์ บุตรประเสริฐ)
ปริมรู้สึกว่า สายทองเป็นคนที่ผ่านอะไรมาเยอะ มีเลเยอร์ในชีวิตเยอะ เพราะเจออะไรในชีวิตมาเยอะ พอเป็นบ่าวเราจะไม่สามารถแสดงออกหรือพูดในสิ่งที่คิดได้ตรงๆ การแสดงที่ออกมาจึงต้องมีความเก็บกดนิดหนึ่ง พอเราได้ทำการบ้านให้คาแรกเตอร์ ก็รู้สึกสนุกและท้าทายว่าเราจะดีไซน์การแสดงออกมายังไง
ก่อนรับบทสายทอง พี่มุกให้หนังสือขุนช้างขุนแผนมาเล่มหนึ่ง ปริมก็ฝึกอ่านทั้งเล่ม เพื่อดูว่าคาแรกเตอร์ต้นฉบับของสายทองเป็นยังไง แต่พี่มุกปรับเปลี่ยนเนื้อเรื่องไปเยอะ พอมาทำเวอร์ชันนี้ ปริมเลยต้องศึกษาแนวทางของพี่มุกอีกทีว่าสายทองมีจุดเด่นของตัวละครเป็นยังไงในเรื่องราวที่พี่มุกอยากเล่า อยากให้สายทองสื่อสารอะไรให้คนดู
ปริมทำงานกับพี่มุกใกล้ชิดกันมาก คุยกับพี่มุกตลอดว่า คาแรกเตอร์นี้ควรรู้สึกยังไง ทำแอ็กชันนี้เพราะอะไร แรงจูงใจของคาแรกเตอร์ในเรื่องมันทำไปเพื่ออะไร ส่งผลต่อตัวละครหลักอย่าง ‘วันทอง’ ยังไง นอกจากนั้นปริมก็ทำการบ้าน ศึกษาภาพยนตร์พีเรียดให้มากขึ้น จริงๆ ไปฝึกร้อยพวงมาลัยมาด้วย ฝึกปักผ้า และไปลองเคี้ยวหมากของคุณยายมาด้วย (หัวเราะ)
คาแรกเตอร์สายทองเป็นคนอย่างไรในการตีความของปริมมี่
สายทองเป็นผู้หญิงเรียบร้อย แม้คาแรกเตอร์จะเป็นบ่าว แต่พี่มุกดีไซน์ให้มีความเรียบร้อย ฉลาด อยู่เป็น สายทองเป็นบ่าวมาตั้งแต่เกิดจึงมีความสุขุม เป็นผู้ใหญ่ เป็นคนถือตัว แม้พี่มุกจะดีไซน์ลุคให้ออกมาเซ็กซี่ แต่จริงๆ สายทองเป็นคนถือตัว วางตัวดี เพราะอยู่กับครอบครัววันทองมานาน
ถ้าย้อนเวลากลับไปสมัยอยุธยาจริงๆ คิดว่าจะอยู่ได้ไหม
จริงๆ เป็นคนที่ชอบอยู่กับธรรมชาติ ตอนไปทำเวิร์กช็อปก็สนุกดี สมัยนั้นอยุธยาก็มีวัฒนธรรมให้เราได้เรียนรู้ มีเรื่องอาหารการกิน ไลฟ์สไตล์ ดูเป็นบรรยากาศที่ปริมน่าจะอยู่ได้ แต่คงหาทางกลับโลกปัจจุบัน (หัวเราะ) อยู่เอนจอยสักนิดหนึ่งก่อนแล้วค่อยหาทางกลับมา (หัวเราะ)
จะต้องปรับตัวอะไรเพื่ออยู่ในบริบทสังคมแบบนั้นให้ได้
โห เยอะมากแน่นอน (หัวเราะ) ปริมว่ายุคนั้นทุกอย่างน่าจะช้า ไลฟ์สไตล์ด้วย คงต้องปรับตัวเองให้ใจเย็น อยู่กับปัจจุบันมากขึ้น เพราะไม่มีเทคโนโลยีแล้ว
การทำงานร่วมกับผู้กำกับชื่อดังอย่างคุณมุกเป็นอย่างไรบ้าง
สนุกมาก พี่มุกเป็นผู้กำกับผู้หญิงคนแรกที่ปริมเคยทำงานด้วย ปกติจะเจอผู้กำกับผู้ชายหมดเลย ปริมรู้สึกว่าบริบทของหนังเรื่องอัศจรรย์วันทอง มันเป็นมุมมองของผู้หญิง เล่าจากมุมมองของวันทอง (รับบทโดย อิ้งค์-วรันธร เปานิล) ปริมรู้สึกว่าภาพยนตร์มันก็เป็น POV ของพี่มุก เป็นเรื่องเล่าชีวิต ความรัก และเส้นทางชีวิตของผู้หญิงที่ต้องเผชิญกับเรื่องความรักท็อกซิก
การทำงานกับพี่มุกเป็นอะไรที่สนุกดี ปริมรู้สึกว่าพี่มุกเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับนักแสดงและตัวละครมาก หมายถึงเขาละเอียดกับการทำงานมากๆ เขาจะมีวิธีการทำงานกับนักแสดงที่ตัวปริมเองไม่เคยเจอมาก่อนเหมือนกัน เช่น พี่มุกมีการบ้านในแบบของเขาที่ให้เราไปเตรียมตัว หรือการเวิร์กช็อป เขาก็ออกแบบมาเอง ให้เรามาช่วยกันค้นหาคาแรกเตอร์ไปด้วยกัน
พี่มุกยังชอบให้นักแสดงใส่ Input ลงไปในตัวละคร ซึ่งมันสนุกมาก เพราะเราสามารถบอกผู้กำกับได้เลยว่า เรามีไอเดียที่จะถ่ายทอดตัวละครออกมาให้เป็นที่ต้องการ พี่มุกจะชอบไหม อาจจะเพราะพี่มุกเป็นผู้หญิงด้วย เขาเลยให้ความสำคัญกับเรื่อง Emotional Journey ของนักแสดงและตัวละคร พี่มุกเลยเปิดช่องให้เราใส่เรื่องราวในชีวิตบางส่วนลงไปในตัวละครได้ ซึ่งมันน่าสนใจ
ปริมว่า เรื่องนี้ทำให้นักแสดงทุกคนรวมถึงตัวพี่มุกเองสนิทกัน เพราะต่างคนต่างเปิดใจให้กันและกัน
คิดว่าคุณมุกเห็นศักยภาพอะไรในตัวปริมมี่ถึงแคสต์ให้มารับบท ‘สายทอง’
ไม่รู้เหมือนกัน (หัวเราะ) พี่มุกชอบบอกคนอื่นว่า ปริมมี Sex Appeal แต่จริงๆ ปริมว่าน่าจะมีมากกว่านั้น ตอนเขาชวนไปแคสต์ ปริมยังงงว่า จะให้ปริมไปเล่นเป็นบ่าวสมัยอยุธยาจริงเหรอ คนชอบบ่นว่าปริมพูดไทยไม่ชัด มีสำเนียงฝรั่ง เลยคิดกับตัวเองว่า “ใช่เหรอ เขาจะให้เราไปเล่นเป็นบ่าวจริงๆ เหรอ” ตอนไปถึงปริมยังถามเลยว่า ต้องพูดไทยโบราณไหมคะ ต้องตัดผมไหม เขาก็บอกว่าต้องทำหมดเลย ปริมก็ตกใจนิดหนึ่ง แต่ก็ดีใจ คิดว่าเขาน่าจะเห็นอะไรบางอย่างในตัวปริม
แต่เราก็ดีใจที่เขาให้โอกาสทำสิ่งใหม่ๆ ที่แตกต่างมากๆ จากสิ่งที่ปริมทำมา และเขาไม่ได้มองว่าข้อจำกัดด้านภาษาหรือสำเนียงจะเป็นอุปสรรคมาหยุดยั้งให้ปริมเล่นบทนี้ไม่ได้ แต่เขาช่วยสนับสนุน มีครูฝึกภาษาให้ ถ้าปริมไม่มั่นใจตรงไหน หรือไม่เข้าใจบทตัวละคร ก็ยกหูคุยกับเขาได้เลย เรารู้สึกดีใจที่เขาเห็นอะไรในตัวเราและให้โอกาสเรา ถือเป็นโอกาสดีให้เราแสดงความพยายามในการแสดง
ตอนรับบทเป็นสายทอง มีพฤติกรรมหรือการแสดงออกอะไรที่ขัดกับตัวตนจริงๆ ของเราบ้างไหม
อาจจะเป็นเพราะภาพยนตร์ของพี่มุกมีความแฟนตาซีมาก พอปริมสร้างคาแรกเตอร์นี้ขึ้นมา ปริมมองว่าเขาไม่ใช่ตัวเรา ซึ่งสนุกมากเลยกับการทำงานลักษณะนี้ เพราะเราต้องเปลี่ยนกิริยาท่าทาง วิธีการพูด วิธีการเดิน พอสั่งแอ็กชันเราก็สวิตช์กลายเป็นคนนั้นได้ทันที ระหว่างการถ่ายทำเราก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรที่ขัดแย้งกับเราขนาดนั้น ทุกครั้งที่สั่งแอ็กชัน ปริมก็จะต้องกลายเป็นสายทอง
ใน 1 วัน ปริมบริหารจัดการเวลาทำงานกับการใช้ชีวิตอย่างไร
ปริมพยายามทำการบ้านทุกวัน ถ้าต้องท่องบทหรือทำความเข้าใจคาแรกเตอร์ จะใช้เวลาในช่วงเช้าทำงาน พอเสร็จแล้ว เวลาที่เหลือของวันจะไปทำอะไรก็ทำ ปริมรู้สึกว่า บางครั้งการฝืนตัวเองให้ทำงานทั้งวัน ก็อาจจะโฟกัสไม่อยู่ การทำงานเป็นช่วงๆ แล้วมีเวลาโฟกัสประมาณ 3-4 ชั่วโมง ปริมว่า Productive กว่าการอยู่กับสิ่งนั้นทั้งวัน
และปริมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญ ที่เราต้องมีเวลาพักผ่อน ชิล รวมถึงการหางานอดิเรกทำไปด้วย
หนังเรื่องนี้ถือเป็นผลงานภาพยนตร์เรื่องที่เท่าไรหลังจากเรียนจบ
เรื่องที่ 4 ค่ะ เรื่องแรกคือมาลี เพื่อนรัก..พลังพิสดาร ตามด้วย Fast & Feel Love, Analog Squad แล้วก็เรื่องอัศจรรย์วันทอง ปริมหยุดเล่นไปเรียนต่อที่อังกฤษนาน 5 ปี ไปเรียนด้านการทำภาพยนตร์และเป็นนางแบบที่ลอนดอนด้วย
การกลับมาทำงานกับโปรดักชันไทยหลังเรียนจบ เจอความแตกต่างของการทำงานบ้างหรือไม่
ไม่ต่างกันขนาดนั้น เพราะคนไทยเก่งเรื่องทำภาพยนตร์ แต่สิ่งที่รู้สึกยากคือ ปริมอยู่ในวงการมาตั้งแต่เด็ก ประมาณ 14-15 ปี ทำงานจนถึงอายุ 19 พอไปอยู่เมืองนอก เหมือนเราหายไปเลย พอกลับมาทำงานที่ไทย เหมือนต้องนับหนึ่งใหม่ เพราะเราหายไปเลย คนอาจจะลืมเราไปบ้าง ต้องสร้างสเตตัสตัวเองใหม่ ทำให้คนจำเราได้และนึกถึงเราอีกครั้ง อันนั้นคือสิ่งที่ยาก
เป้าหมายในสายงานการแสดงตอนนี้คืออะไร
อยากมีโอกาสทำงานกับผู้กำกับใหญ่ๆ ได้ร่วมงานกับนักแสดงมีชื่อเสียง ท้าทายตัวเองกับคาแรกเตอร์ใหม่ๆ และถ้าเป็นไปได้ก็อยากมีโอกาสทำงานการแสดงในระดับอินเตอร์ด้วย
ถึงแม้จะโฟกัสงานแสดง ปริมก็ยังไม่ทิ้งงานนางแบบ เพราะงานแฟชั่นมันควบคู่กับการแสดง อยากมีโอกาสร่วมงานกับแบรนด์ใหญ่ๆ กับโปรเจกต์ใหญ่ๆ มากขึ้น อยากทำงานหลายๆ แบบด้วย และอยากมีชื่อเสียงในระดับอินเตอร์มากขึ้นด้วย
ปริมมี่เคยเป็นทั้งนางแบบและนักแสดงมาแล้ว อยากรู้ว่ายังมีเส้นทางไหนในวงการบันเทิงที่ปริมมี่อยากลองสัมผัสอีกบ้าง
อยากเล่นละครเวที ไม่รู้เราร้องเพลงเก่งไหม แต่ตอนเด็กๆ อายุประมาณ 14 ปี อยากเป็นไอดอล K-Pop ปริมเคยอัดคลิปร้องเต้นส่งไปให้ค่ายเพลงที่เกาหลีด้วย เพราะตอนนั้นเป็นเพื่อนกับเตนล์ (ชิตพล ลี้ชัยพรกุล) ตอนเด็กอยากเป็นนักร้องมาก แต่ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น กลายมาเป็นนักแสดง ตอนนี้เลยอยากลองเล่นมิวสิคัล (หัวเราะ)
ปริมคิดว่ามันเป็นการแสดงอีกรูปแบบหนึ่งที่ไม่เหมือนการถ่ายภาพยนตร์ ทุกอย่างบนเวทีแตกต่างกันหมดเลย ตัวปริมชอบไปดูละครเวทีด้วย ตอนนั้นที่ Phantom of the Opera มาเล่นที่ไทย ปริมก็มีโอกาสได้ไปดู ฉากสวยมาก หรือล่าสุดไปดู ดาราลัย เดอะ มิวสิคัล ก็สนุกดีค่ะ
ถ้าต้องตอบคำถามว่า “What do you live for?” ปริมมี่จะตอบว่าอย่างไร
ปริมคิดว่า “I live for moments and experiences” ปริมใช้ชีวิตเพื่อช่วงเวลาที่เรารู้สึกอิ่มเอมใจจากงานและประสบการณ์ในชีวิต เช่น สมมติทำหนัง เราเริ่มต้นและอยู่กับมันจนจบ แล้วได้นั่งดูในโรงหนัง มันเป็นความรู้สึกตื่นเต้น มีความสุข และภูมิใจที่เราได้ทำในสิ่งที่รัก ได้แชร์ประสบการณ์นั้นกับคนรอบข้าง ทั้งเพื่อน พี่ น้อง และทีมงาน
ปริมเป็นคนมีแพสชันในการทำงานสูง โดยเฉพาะงานภาพยนตร์และงานบันเทิง พอมีโอกาสได้ทำงานกับผู้กำกับหรือโปรเจกต์ที่ปริมเคย Manifest ไว้ตั้งแต่เด็กๆ คือปริมเพิ่งไปทำงานที่นิวยอร์กมา จำได้ว่าตอนเด็กๆ ปริมไหว้พระขอพรว่า “เราอยากไปทำงานที่นิวยอร์ก” และมันก็เกิดขึ้นจริงๆ ตอนที่อยู่ในนิวยอร์กเรายังคิดเลยว่า “ว้าว เราต้องการสิ่งนี้มานานมากๆ ในที่สุดเราก็ไปถึงจุดนั้นได้ด้วยตัวเอง” ปริมว่า Moment of Realization นั้นมันวิเศษมาก
ทุกวันนี้ Manifest อะไรอยู่
ก่อนมาสัมภาษณ์ เพิ่งคุยกับพี่ช่างแต่งหน้าว่าอยากเจอ CORTIS (หัวเราะ) แต่ตอนนี้ Manifest ว่าอยากเล่นภาพยนตร์ที่ได้ฉายในเทศกาลภาพยนตร์ต่างประเทศ เช่น Sundance หรือไม่นานมานี้คุยกับเพื่อนว่า ถ้าเราได้ไปนั่งที่งานออสการ์ก็น่าจะดีนะ และเราก็อยากมีโอกาสได้ทำงานกับผู้กำกับชื่อดังของไทย แต่ถ้าเป็นระดับอินเตอร์ อยากทำงานกับค่าย A24 ภาพยนตร์ที่อาร์ตๆ สิ่งพวกนี้ก็เป็นเรื่องที่ Manifest อยู่เรื่อยๆ ทุกวัน
Tags: ปริมมี่ วิพาวีร์, อัศจรรย์วันทอง, ภาพยนตร์, นักแสดง, นางแบบ, The Frame, ปริมมี่




