![]()
คืนวันที่ 19 กันยายน 2549 เวลา 23.50 น. คณะทหารในนาม ‘คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข’ (คปค.) นำโดย พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ประกาศยึดอำนาจจากรัฐบาลรักษาการของ ทักษิณ ชินวัตร
เหตุการณ์คืนนั้นถูกเรียกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนเรียก
วาสนา นาน่วม ผู้สื่อข่าวสายทหาร เรียกมันว่า ‘ปฏิวัติปราสาททราย’
สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันรวมเล่มงานวิเคราะห์ภายใต้ชื่อ ‘รัฐประหารเพื่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข’
ขณะที่ฝ่ายเชียร์ทหารเรียกมันว่ารัฐประหารที่ ‘เสียของ’ เพราะไม่สามารถจัดการกับสิ่งที่เรียกว่า ‘ระบอบทักษิณ’ ได้สำเร็จ
แต่ไม่ว่าจะเรียกด้วยชื่อไหน สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ คืนนั้นพา ‘ทหาร’ กลับมาเป็นผู้เล่นหลักในการเมืองไทยอีกครั้ง หลังห่างหายไปนานเกินทศวรรษ
เหตุผลที่ คปค.ให้ไว้ในแถลงการณ์ฉบับแรก คือรัฐบาลรักษาการได้ก่อให้เกิด “ปัญหาความขัดแย้งแบ่งฝ่าย สลายความรู้รักสามัคคีของชนในชาติอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติไทย
“ประชาชนเคลือบแคลงการบริหารราชการแผ่นดินที่ส่อไปในทางทุจริตประพฤติมิชอบอย่างกว้างขวาง องค์กรอิสระถูกครอบงำทางการเมืองจaนทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญไม่ได้ และการเมืองยังหมิ่นเหม่ต่อกาaรหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอยู่บ่อยครั้ง จึงมีความจำเป็นต้องยึดอำนาจการปกครองแผ่นดิน ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป” แถลงการณ์ระบุ
2 ทศวรรษผ่านไป ข้อกล่าวหาทั้งหมดในแถลงการณ์คืนนั้นยังคงถูกหยิบมาใช้ซ้ำแล้วซ้ำอีก ความขัดแย้งที่อ้างว่าจะเข้ามายุติไม่เพียงไม่จบ แต่ซับซ้อนขึ้นเป็นเท่าตัว
The Momentum ชวนย้อนกลับไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ก่อนและหลังคืนวันที่ 19 กันยายน 2549
สำรวจเบื้องหลังปฏิวัติ 19 กันยาฯ
คำถามสำคัญที่แวดล้อมการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ก็คือ ‘ใคร’ ที่อยู่เบื้องหลังการรัฐประหารวันนั้นบ้าง และที่สำคัญคือ ‘ทุน’ ที่ใช้ในการรัฐประหารนั้นเอามาจากไหน
หนังสือ ลับ ลวง พราง ปฏิวัติปราสาททราย โดยวาสนา นาน่วม ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อเดือนมีนาคม 2551 บอกว่า ‘ผู้ก่อการ’ สำคัญมีทั้งหมด 9 คนคือ 2 พลเอก ส. พลเอก อ. และ พลเอก พ. รวมถึงพลเรือน 5 คน ได้แก่ 2 ช. 1 จ. 1 ป. และ 1 อ.
ในเวลาต่อมา พลเอก พ. หรือพลเอก พัลลภ ปิ่นมณี หนึ่งใน ‘ผู้ก่อการ’ ซึ่งในเวลาต่อมาย้ายข้างเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ออกมาแฉหมดเปลือกว่าชื่อที่อยู่ในนั้นมีใครบ้าง
พล็อตของพลเอกพัลลภระบุว่า ก่อนการรัฐประหาร 19 กันยายนไม่นาน ปีย์ มาลากุล เจ้าของนิตยสาร ‘ดิฉัน’ และวิทยุ จส.100 ได้ชวน ‘ผู้ใหญ่’ ในบ้านเมืองมารับประทานอาหารเย็นที่บ้าน ประกอบด้วย พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี, พลเอกพัลลภ, อักขราทร จุฬารัตน ประธานศาลปกครองสูงสุด, ชาญชัย ลิขิตจิตถะ ประธานศาลฎีกา, จรัญ ภักดีธนากุล เลขาธิการประธานศาลฎีกา และปราโมทย์ นาครทรรพ หนึ่งในที่ปรึกษากลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพื่อวางแผนการรัฐประหาร
ในเวลาต่อมา ปีย์ยอมรับว่าได้เชิญบุคคลเหล่านี้มารับประทานอาหารด้วยกัน แต่ไม่ได้วางแผนรัฐประหาร เป็นเพียงการ ‘พูดคุยทั่วไป’ เท่านั้น
อีกด้านหนึ่ง นายทหารในกองทัพจำนวนหนึ่งสะสมความไม่พอใจในตัวนายกฯ ทักษิณมาสักระยะแล้ว โดยเฉพาะการ ‘จัดกำลัง’ ให้อยู่แต่ในกลุ่มนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 10 รุ่นเดียวกับทักษิณ และการวางตัว พลเอก พรชัย กรานเลิศ ให้เป็นผู้บัญชาการทหารบกต่อจาก พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน
แต่ทั้งหมดก็ยังไม่หนักหนาสาหัสเท่าการที่ทักษิณไปพาดพิง ‘ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ’ เมื่อเดือนมิถุนายน และตามมาด้วยการโต้กลับของ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ด้วยวาทะ “รัฐบาลก็เหมือนกับ ‘จ๊อกกี้’ ที่ควบม้าเท่านั้น” ไม่ใช่เจ้าของทหาร เจ้าของทหารคือชาติและพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตามมาด้วยการเดินสายปลุกใจทหารของพลเอกเปรมในทุกเหล่าทัพ
นั่นทำให้ทหาร ‘ลูกป๋า’ จำนวนมากที่อยู่นอกราชการเริ่มวางแผน เช็กกำลัง และพยายามโน้มน้าวผู้บัญชาการทหารบกอย่างพลเอกสนธิให้ตัดสินใจว่าจะร่วมด้วยหรือไม่
เพราะการรัฐประหารในปี 2549 ไม่ใช่เรื่องง่าย ฝ่ายคุมกำลังเป็นคนของทักษิณแทบทั้งหมด และการรัฐประหารก็ไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศมานานกว่า 15 ปีแล้ว…
ยึดอำนาจเพื่อแก้ ‘ความขัดแย้ง’ 13 กันยายน 2549
พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาษณ์หลังเดินทางกลับจากเมียนมา ขอให้ทุกฝ่ายหยุดถามเรื่องรัฐประหารเสียที เพราะกองทัพไม่มีทางทำ
“คิดว่าสถานการณ์บ้านเมืองถึงเวลาแล้วหรือที่ต้องทำการปฏิวัติ เพราะบ้านเมืองยังไปได้อีกไกล ดังนั้นอยากให้เลิกพูดเรื่องนี้ เพราะมันคงเป็นไปไม่ได้ และข่าวที่ออกมาเป็นลักษณะด้านลวง”
อีก 6 วันต่อมา รถถังก็ออกมาอยู่บนถนน
แต่ถนนสายนั้นเริ่มต้นตั้งแต่ต้นปี และไม่ได้เริ่มที่กองทัพ
มกราคม 2549 ทักษิณตัดสินใจขายหุ้นชินคอร์ปให้กลุ่มเทมาเส็กของสิงคโปร์ การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่คุกรุ่นมาก่อนหน้านั้นจึงจุดติด และลุกลามจนทักษิณตัดสินใจยุบสภาฯ ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์
ทว่ากลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ได้ต้องการแค่การเลือกตั้งใหม่ ข้อเรียกร้องถูกยกระดับไปถึง ‘นายกฯ พระราชทาน’ ตามมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะฝ่ายค้านก็เห็นไปในทางเดียวกัน
“ข้อเสนอของพรรคในการขอรัฐบาลพระราชทานตามมาตรา 7 เป็นการพิจารณาตามสถานการณ์บ้านเมืองและรัฐธรรมนูญตามระบอบประชาธิปไตย ไม่ได้เป็นการฉีกรัฐธรรมนูญ หรือเว้นวรรคประชาธิปไตย ตามที่นายกฯ กล่าวหา โดยข้อเสนอของพรรคประชาธิปัตย์นั้นแตกต่างจากกลุ่มพันธมิตรฯ เพราะต้องการให้นายกฯ มาร่วมกันแก้ไขปัญหา ไม่ต้องการให้มีการตอบโต้กันไปมา” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าว
การเลือกตั้งเกิดขึ้นในวันที่ 2 เมษายน แต่ถูกบอยคอตจากพรรคฝ่ายค้านทั้งประชาธิปัตย์ ชาติไทย และมหาชน ทำให้ไทยรักไทยกลายเป็นพรรคใหญ่พรรคเดียวที่ลงสนาม
25 เมษายน 2549 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระราชทานพระราชดำรัสแก่คณะตุลาการ ทรงระบุว่า การขอนายกฯ พระราชทาน ตามมาตรา 7 ไม่ใช่วิถีทางประชาธิปไตย พร้อมทรงขอให้ฝ่ายตุลาการหาทางคลี่คลายวิกฤต พระราชดำรัสครั้งนั้นกลายเป็นจุดตั้งต้นของสิ่งที่นักวิชาการเรียกตรงกันว่า ‘ตุลาการภิวัตน์’ หรือการให้ศาลเข้ามาเป็นผู้ชี้ขาดทางการเมือง
ผลลัพธ์ปรากฏในอีกไม่กี่สัปดาห์ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 8 ต่อ 6 ให้การเลือกตั้ง 2 เมษายนไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุผลเรื่องกระบวนการจัดการเลือกตั้งและการจัดคูหาที่เปิดให้เห็นการลงคะแนน ต่อมา คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดนั้นยังถูกศาลอาญาพิพากษาจำคุกในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบอีกด้วย
ประเทศจึงเข้าสู่สุญญากาศ ไม่มีสภาผู้แทนราษฎร มีเพียงคณะรัฐมนตรีรักษาการที่ต้องอยู่ต่อจนกว่าจะสรรหา กกต.ชุดใหม่ได้ครบ
สิ่งที่ตรึงความขัดแย้งไว้ชั่วคราว คือพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ในเดือนมิถุนายน ซึ่งรัฐบาลกราบบังคมทูลเชิญพระราชอาคันตุกะจากทั่วโลกมาร่วมถวายพระพร กลุ่มพันธมิตรฯ จึงยุติการเคลื่อนไหวไว้ก่อน
เมื่อพระราชพิธีจบ ทุกอย่างก็เดินต่อ ต้นเดือนกันยายน วุฒิสภาซึ่งมาจากการเลือกตั้งสรรหา กกต.ชุดใหม่ ได้ครบทุกตำแหน่ง และกำหนดวันเลือกตั้งไว้ในวันที่ 15 ตุลาคม 2549
ทักษิณตั้งใจจะลงเลือกตั้งอีกครั้ง แต่เสียงเรียกร้องให้เขา ‘เว้นวรรค’ ดังขึ้นเรื่อยๆ จนมีข่าวว่าเขาอาจถอดใจ และมอบให้คนใกล้ตัวอย่าง สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, พลตำรวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หรือสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองนายกฯ ขึ้นเป็นแคนดิเดตนายกฯ แทน หากไทยรักไทยชนะเลือกตั้ง
การเลือกตั้งครั้งนั้นไม่เคยเกิดขึ้น
1 สัปดาห์ก่อนรัฐประหาร สนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ประกาศนัดชุมนุมใหญ่ในวันที่ 20 กันยายน พร้อมกับข่าวหนาหูว่า ยงยุทธ ติยะไพรัช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คนใกล้ชิดทักษิณ จะนำเจ้าหน้าที่ป่าไม้เข้ามาปะทะกับผู้ชุมนุม
การปะทะครั้งนั้นไม่เคยเกิดขึ้นเช่นกัน แต่ก็เพียงพอที่จะใช้เป็นเหตุผลในการยึดอำนาจคืนวันที่ 19 กันยายน ว่าทำไปเพื่อยุติความขัดแย้งของ ‘คนในชาติ’
ในคืนยะเยือกของ ‘ฝ่ายทักษิณ’
แม้ในคืนวันที่ 19 กันยายน 2549 ทักษิณ ชินวัตร จะอยู่ไกลถึงนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา แต่ในกรุงเทพฯ คนของรัฐบาลยังพยายามเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านการรัฐประหารจนถึงนาทีสุดท้าย
หนึ่งในคนสำคัญคือ นายแพทย์พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกฯ ในเวลานั้น ซึ่งเดินทางไปยังกองบัญชาการกองทัพไทย ถนนแจ้งวัฒนะ ร่วมกับ พลตำรวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ รองนายกฯ โดยมี พลเอก เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นความหวังสำคัญของฝ่ายรัฐบาล ทักษิณประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน พร้อมมีคำสั่งให้ พลเอกสนธิพ้นจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลพยายามตั้งกองบัญชาการขึ้นที่แจ้งวัฒนะเพื่อหยุดการยึดอำนาจ
ในเวลาเดียวกัน พรหมินทร์ติดต่อ เนวิน ชิดชอบ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ช่วยประสานสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 อสมท เพื่อถ่ายทอดคำสั่งของทักษิณ แต่คำตอบที่ได้กลับมาคือ ที่บ้านของเนวินมีทหารอยู่เต็มพื้นที่แล้ว ขณะที่สถานีโทรทัศน์หลายแห่งก็ถูกทหารเข้าควบคุม การต่อสู้ของรัฐบาลจึงเหลือพื้นที่น้อยลงเรื่อยๆ
ถึงที่สุด ทักษิณสามารถออกอากาศปลดพลเอกสนธิ และประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทางช่อง 9 ได้จริง แต่ประกาศก็ถูกตัดลงกลางคัน เพราะทหารเดินทางถึงช่อง 9 อสมท ไปก่อนหน้านั้นแล้ว
ท้ายที่สุดเมื่อฝ่ายรัฐประหารเข้าเฝ้าฯ ได้ สถานการณ์ก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง พลเอกเรืองโรจน์ยุติการเผชิญหน้า ขณะที่นายแพทย์พรหมินทร์และพลตำรวจเอกชิดชัยถูกนำตัวขึ้นรถหุ้มเกราะจากกองบัญชาการกองทัพไทย ไปควบคุมไว้ที่กองบัญชาการกองทัพบก ถนนราชดำเนิน ในช่วงหลังเที่ยงคืน
อีก 2 วันต่อมา คณะรัฐประหารมีคำสั่งให้ ยงยุทธ ติยะไพรัช และเนวินไปรายงานตัวที่กองบัญชาการกองทัพบก ทั้งคู่เดินทางไปรายงานตัวและถูกควบคุมตัวไว้
สำหรับเนวิน การควบคุมตัวครั้งนั้นมีเรื่องเล่าที่รุนแรงกว่าคนอื่น เขาถูกนำขึ้นรถตู้และถูกทหารจับถอดเสื้อผ้าเพื่อค้นหา ‘ของขลัง’ ที่ร่ำลือกันว่าเขาพกติดตัว ก่อนจะถูกควบคุมตัวอยู่หลายวัน เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นอีกหนึ่งภาพจำของคืนรัฐประหารสำหรับชายซึ่งในเวลานั้นยังเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญที่สุดของทักษิณ
เกือบ 20 ปีผ่านไป เส้นทางของคนในคืนนั้นแยกออกจากกันอย่างน่าสนใจ หลายคนยังคงวนเวียนอยู่ในเครือข่ายการเมืองเดิมของทักษิณ แต่เนวินเลือกเส้นทางอีกแบบ เขาแยกจากทักษิณหลังการเปลี่ยนขั้วรัฐบาลปี 2551 ถอยจากตำแหน่งทางการเมืองไปสร้างฐานที่บุรีรัมย์ และกลายเป็น ‘ครูใหญ่’ ที่มีอิทธิพลต่อเครือข่ายการเมืองซึ่งเติบโตพร้อมกับพรรคภูมิใจไทย
ในปี 2569 พรรคภูมิใจไทยขึ้นมาเป็นแกนนำรัฐบาล และ อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯ ขณะที่เนวินไม่มีตำแหน่งทางการเมืองอย่างเป็นทางการ แต่ทุกคนรู้กันว่า วันนี้เนวินคือ ‘ศูนย์กลาง’ ที่แท้จริงของการเมืองไทย
จึงเป็นภาพที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงจากชายที่เคยถูกทหารล้อมบ้านในคืนวันที่ 19 กันยายน 2549
จาก ‘คนของทักษิณ’ ที่ต้องไปรายงานตัวต่อคณะรัฐประหารในวันนั้น เนวินค่อยๆ สร้างเครือข่ายอำนาจของตัวเองขึ้นมา จน 20 ปีให้หลัง เขาไม่ได้ยืนอยู่ในเงาของทักษิณอีกต่อไป หากแต่กลายเป็นศูนย์กลางของเครือข่ายการเมืองอีกชุดหนึ่ง ซึ่งมีพื้นที่และอำนาจต่อรองของตัวเองในการเมืองไทยยุคปัจจุบัน
“คำถามบางประการ ถึงตายก็ตอบไม่ได้ ดังนั้นเรื่องบางเรื่องเมื่อถึงเวลาจะปรากฏขึ้นมาเอง”
รัฐประหารมีราคาที่ต้องจ่าย และเป็นราคาที่จ่ายเป็นเงินสด
การให้ผู้บังคับการกองพันนำรถถังและกำลังพลออกมาบนถนนล้วนมีค่าใช้จ่าย ในอดีตหากผู้บัญชาการทหารบกไม่เอาด้วย คณะผู้ก่อการก็ต้องไปหาทุนจากภายนอกกองทัพ
วาสนาเขียนไว้ใน ลับ ลวง พราง ปฏิวัติปราสาททราย ว่า ครั้งที่ พลเอก สุจินดา คราประยูร ยึดอำนาจ มีการตั้งงบสำรองให้ผู้บังคับหน่วยระดับกองพันคนละ 5 หมื่นบาท ระดับกรมคนละ 1 แสนบาท แต่คืนวันที่ 19 กันยายน 2549 ตัวเลขขยับขึ้นเป็นหน่วยละ 1 ล้านบาท ทั้งเพื่อดูแลลูกน้อง ซื้อใจ และเป็นงบในมือผู้บังคับบัญชา โดยเมื่อภารกิจสำเร็จแล้วยังมี ‘โบนัส’ ตามมาอีก
20 เท่าในเวลา 15 ปี
และเมื่อพลเอกสนธิ ผู้บัญชาการทหารบกตัดสินใจเอาด้วย โจทย์เรื่องทุนก็เปลี่ยนไปทันที เพราะเมื่อยึดอำนาจสำเร็จ การหยิบงบหลวงมาใช้ก็ไม่ใช่เรื่องผิดอีกต่อไป ซ้ำยังเบิกเพิ่มและแจกจ่ายต่อให้บรรดาผู้บังคับหน่วยได้
ถึงอย่างนั้นก็ยังมีข่าวลือว่า รัฐประหารครั้งนั้นมีแหล่งทุนจากภายนอกด้วย ทั้งนายทุนธนาคารใหญ่ 2 แห่ง และนักธุรกิจรายใหญ่ในวงการ ‘น้ำเมา’ ที่ใกล้ชิดกับพลเอกเปรม รวมถึงชื่อของ ประชัย เลี่ยวไพรัตน์ เจ้าของ TPI ซึ่งเจ้าตัวออกมาปฏิเสธในภายหลังว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
ในช่วงแรกพลเอกสนธิยืนยันหนักแน่นว่า การยึดอำนาจไม่ได้มีเบื้องหลังซับซ้อนอย่างที่ใครคิด เขาวางแผนด้วยตัวเองร่วมกับเพื่อนไม่กี่คน และอาศัยกลยุทธ์ ‘ลับ ลวง พราง’ เพื่อให้ทักษิณตายใจที่สุด
แต่ 6 ปีให้หลังในปี 2555 เมื่อพลเอกสนธิกลับเข้าสภาฯ ในฐานะ สส.จากการเลือกตั้งในนามพรรคมาตุภูมิ และถูก พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์ ถามถึงเบื้องหลังคืนวันนั้น คำตอบของเขากลับต่างไปจากเดิม
“คำถามบางประการ ถึงตายก็ตอบไม่ได้ ดังนั้นเรื่องบางเรื่องเมื่อถึงเวลาจะปรากฏขึ้นมาเอง”
สิ่งที่พลเอกสนธิไม่ตอบ คนอื่นตอบแทน
สุริยะใส กตะศิลา แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร IMAGE ฉบับเดือนธันวาคม 2549 ไว้ว่า
“วันนี้ก็เห็นโดยพฤตินัยได้อย่างชัดเจนว่า พลเอกเปรมใช้อำนาจนั้นผ่าน คปค. ท่านนั่งบัญชาการอยู่ที่บ้านสี่เสาฯ และไม่มีใครคิดว่าท่านจะกล้าทำ หรือไม่มีใครคิดตอนที่นั่งร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 ว่า การรัฐประหารครั้งนี้ องคมนตรีจะมีส่วนเกี่ยวข้องหรือเปิดเผยขนาดนี้”
อีกชิ้นหนึ่งมาจากเอกสารทางการทูตสหรัฐฯ ที่เว็บไซต์ WikiLeaks นำออกเผยแพร่ ซึ่ง ราล์ฟ บอยซ์ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย ในเวลานั้น บันทึกไว้ว่าเป็นเรื่อง ‘น่าสังเกต’ ที่คณะรัฐประหารสามารถเข้าเฝ้าฯ ที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐานได้อย่างรวดเร็วในช่วงเที่ยงคืน ซึ่งบอยซ์ประเมินว่าอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ฝ่ายต่อต้านการยึดอำนาจเคลื่อนไหวอะไรไม่ได้เลย
ทักษิณเองก็ให้สัมภาษณ์ในเวลาต่อมาในทำนองเดียวกันว่า เมื่อมีพระบรมราชโองการออกมาแล้ว การต้านรัฐประหารก็เป็นอันสิ้นสุด
รัฐประหารสีเหลือง
ภาพจำของรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ไม่ใช่ภาพรถถัง แต่เป็นภาพประชาชนในเสื้อสีเหลืองประดับตราสัญลักษณ์ฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี เดินเข้าไปมอบดอกไม้ให้ทหารที่เพิ่งฉีกรัฐธรรมนูญเมื่อคืนก่อน
คำถามคือ ความรู้สึกที่ว่าการยึดอำนาจครั้งนี้ทำไป ‘เพื่อปกป้องสถาบันฯ’ จาก ‘ภัยคุกคาม’ นั้น ก่อตัวขึ้นได้อย่างไรภายในเวลาไม่กี่เดือน
คำอธิบายชุดหนึ่งมาจากปากผู้ถูกยึดอำนาจเอง ในการสนทนาผ่านแอปพลิเคชัน Clubhouse เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2564 ทักษิณยอมรับว่าตัวเองเป็นคน ‘ซื่อบื้อ’ ที่ไว้วางใจผู้บัญชาการเหล่าทัพมากเกินไป ขณะเดียวกันก็มีคนที่เขาเรียกว่า Palace Circle หรือคน ‘รอบวัง’ ไม่พอใจเขา จากการวางตัวในช่วงพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปีกลางปี 2549
“กองพิธีการของกระทรวงการต่างประเทศและสำนักพระราชวังกำหนดให้ผมยืนอยู่ข้างล่างเพื่อรับแขก ซึ่งคนไม่รู้ ดูเหมือนกับว่าผมไปแย่งรับแขกของพระเจ้าอยู่หัว เพราะผมเป็นเจ้าภาพ และเขาสั่งให้ผมไปยืนอยู่ตรงนั้น ผมก็ไม่รู้เรื่อง ผมทำตามเจ้าหน้าที่บอก และด้วยความที่ผมเดินทางเยอะ ก็รู้จักคนเยอะ ก็ได้ทักทายกัน การเป็นเพื่อนเป็นฝูงกับกษัตริย์ต่างประเทศมันมีอยู่ เจอกันก็ทักทายกันเอง แต่ก็มีคนไปหาว่าผมไปโชว์ดีล ซึ่งเป็นเรื่องของคนในรอบวังอาจจะเข้าใจผมผิด แต่ไม่ใช่พระเจ้าอยู่หัว”
ความระแวงชั้นที่ 2 มาพร้อมกับหนังสือ
ในปีเดียวกันนั้น The King Never Smiles ของ พอล แฮนด์ลีย์ (Paul Handley) ซึ่งเขียนถึงรัชกาลที่ 9 ในเชิงวิพากษ์ ออกวางจำหน่ายโดย Yale University Press กลุ่มพันธมิตรฯ และฝ่ายต่อต้านรัฐบาลตั้งข้อสงสัยว่า รัฐบาลอยู่เบื้องหลังการตีพิมพ์ และจงใจให้ออกมาในจังหวะเดียวกับพระราชพิธี
ทักษิณปฏิเสธข้อกล่าวหานี้ใน Clubhouse ครั้งเดียวกัน
“มีคนเอาหนังสือเล่มนี้มาบอกว่าผมเป็นสปอนเซอร์ ทั้งที่ผมยังไม่รู้จักคนเขียนเลย ไม่เคยอ่านด้วย จนถึงวันนี้ก็ยังไม่เคยอ่าน กระทั่งตอนหลังมาสืบทราบว่า หนังสือดังกล่าวพิมพ์ที่โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยเยล ซึ่งประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช เคยเป็นศิษย์เก่า เราก็เลยไปขอร้องสหรัฐอเมริกาว่า งานพระเจ้าอยู่หัวจะมีในเดือนมิถุนายน ขออย่าเพิ่งออกหนังสือนั้นก่อน ซึ่งเขาก็ทำให้ แต่จะบอกให้เขาไม่ออกหนังสือคงทำไม่ได้ เพราะประเทศเขาเป็นเสรีภาพ”
แต่แรงกดดันชั้นที่ 3 ไม่ได้มาจากฝ่ายตรงข้าม หากมาจากคนในรัฐบาลเอง
วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ในรัฐบาลทักษิณ ลาออกจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2549 และเขียนเล่าเหตุผลไว้ในหนังสือ โลกนี้คือละคร ในเวลาต่อมาว่า สาเหตุหนึ่งคือรัฐบาลจัดการปัญหา ‘หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ’ ไม่ได้ ซึ่งรวมถึงกรณี The King Never Smiles ด้วย
“เรื่องอื่นคนไทยพอทนได้ แต่เรื่องอย่างนี้ทนกันไม่ได้ และจะเป็นความเสียหายที่ร้ายแรงที่สุดต่อรัฐบาล การที่คนไทยระแวงรัฐบาลเรื่องทุจริตคดโกงนั้นสาหัสพออยู่แล้ว แต่ถ้าระแวงว่ารัฐบาลไม่ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ทั้งที่เป็นหน้าที่และมีกลไกพร้อม จะอุกฉกรรจ์กว่าหลายเท่า”
ข้อความนั้นเขียนขึ้นก่อนรัฐประหารไม่กี่เดือน โดยคนที่นั่งอยู่ในคณะรัฐมนตรีของทักษิณเอง
3 เดือนต่อมา ดอกไม้ก็ไปอยู่ในมือทหาร
ซอฟต์พาวเวอร์กับการยึดอำนาจ
ภาพของรถถังที่จอดบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้ากลายเป็นจุดสนใจของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ในภาพเป็นบรรยากาศการถ่ายมิวสิกวิดีโอเพลงลูกทุ่ง เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2549 เพียง 5 วันหลังการรัฐประหาร
สิ่งที่แตกต่างชัดเจนในค่ำคืนวันรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ก็คือการเลือกเปลี่ยนเพลง ‘มาร์ช’ หรือเพลงปลุกใจ ให้กลายเป็นเพลงเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 รวมถึงเพลง ต้นไม้ของพ่อ และ ของขวัญจากก้อนดิน ซึ่งขับร้องโดย เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ หรือเพลง ภูมิแผ่นดิน นวมินทร์มหาราชา พร้อมทั้งฉายภาพพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี วนซ้ำไปต่อเนื่องตลอดทั้งคืน
ขณะเดียวกัน ทหารที่ทำรัฐประหารก็ผูกริบบิ้นและโบว์สีเหลืองที่ปลายปืนกล เป็นสัญลักษณ์ว่าอยู่ฝ่ายไหน รวมถึงชื่อ ‘คณะรัฐประหาร’ ก็มีการเติมคำว่า ‘อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข’ ห้อยท้ายไปด้วย ทำให้ถูกตีความว่า สถาบันฯ อยู่เบื้องหลัง
และคำคำนี้เองก็สร้างปัญหาตามมาภายหลัง เพราะชื่อภาษาอังกฤษของ คปค.หรือคณะรัฐประหารนั้นคือ Council for Democratic Reform under Constitutional Monarchy ซึ่งอาจแปลได้อีกนัยหนึ่งว่า ‘สถาบันพระมหากษัตริย์’ ทรงอยู่เบื้องหลังการยึดอำนาจ และข่าวต่างประเทศในเวลานั้นก็เสนอไปในแนวทางเดียวกันหมด เพราะชื่อภาษาอังกฤษสื่อความหมายไปในแนวทางนั้น
8 วันหลังรัฐประหาร กระทรวงการต่างประเทศต้องทำหนังสือชี้แจงยกใหญ่ ขอ ‘เปลี่ยนชื่อ’ ภาษาอังกฤษ จาก Council for Democratic Reform under Constitutional Monarchy ให้เหลือเพียง Council for Democratic Reform เท่านั้น พร้อมกับขอความร่วมมือสื่อมวลชนให้ใช้เฉพาะชื่อสั้นเท่านั้น
แต่ถามว่าหลังจากนั้น คำว่า ‘อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข’ ยังมีความหมายหรือไม่ในระบอบการเมืองไทย สิ่งสำคัญก็คือ หลังจากการรัฐประหาร 19 กันยายน เราแทบไม่อาจพูดถึง ‘ประชาธิปไตย’ แบบสั้นๆ ห้วนๆ ได้อีก
สิ่งสำคัญนอกจากสะท้อนให้เห็นในวิสัยทัศน์ พันธกิจ กฎหมาย ประกาศของหน่วยงานรัฐ ที่ไม่อาจเขียนเฉพาะคำว่า ‘ประชาธิปไตย’ เฉยๆ ได้แล้ว ในการชุมนุมเพื่อขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในปี 2556-2557 ก็ต้องตั้งชื่อองค์กรที่เคลื่อนไหวว่า คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.)
ปัญหาใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นเมื่อ ‘ข้อบังคับพรรค’ ของพรรคอนาคตใหม่ ไม่มีคำว่า ‘อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข’ ต่อท้าย ทำให้ ณฐพร โตประยูร ไปร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า พรรคนี้มีเจตนา ‘ล้มล้างการปกครอง’ เพราะไม่มีคำดังกล่าวในข้อบังคับ
แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะไม่ได้ตัดสินยุบพรรคอนาคตใหม่ด้วยเรื่องนี้ แต่ในคำวินิจฉัยก็ระบุชัดเจนว่า ข้อบังคับพรรคที่ไม่มีวรรคดังกล่าวห้อยท้ายมีความ ‘คลุมเครือ’ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความแตกแยกจากชนในชาติได้ ดังนั้น กกต.มีอำนาจหน้าที่จะพิจารณาให้เพิกถอนข้อบังคับได้ เพื่อป้องกันความสับสน และให้พรรคอนาคตใหม่ไปแก้ข้อบังคับ เพื่อใส่วรรคท้ายนี้ไปด้วย
นวมทอง ไพรวัลย์ 30 กันยายน 2549
11 วันหลังรัฐประหาร ขณะที่ภาพประชาชนถ่ายรูปคู่รถถังยังเวียนอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์ รถแท็กซี่โตโยต้า โคโรลล่า สีม่วง ทะเบียน ทน 345 กรุงเทพมหานคร พุ่งเข้าชนรถถังเบา M41A2 Walker Bulldog ที่จอดอยู่ข้างสวนอัมพร บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า
บนฝากระโปรงท้ายมีตัวหนังสือพ่นไว้ว่า ‘พลีชีพ’ ข้างประตูรถเขียนว่า ‘พวกทำลายประเทศ’
คนขับคือ นวมทอง ไพรวัลย์ อายุ 60 ปี อดีตพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย อำเภอบางกรวย เขาบาดเจ็บสาหัส ซี่โครงซ้ายหัก คางแตก ปากแตก ตาซ้ายบวมเป่ง ก่อนอาการจะดีขึ้นในเวลาต่อมา
จากเตียงในโรงพยาบาล นวมทองให้สัมภาษณ์ว่าเขา “กระทำไปเพื่อความถูกต้อง และรู้สึกว่า อยู่ดีๆ ทหารจะนำรถถังออกมาวิ่งแบบนี้ไม่ได้ และการที่ประชาชนนำดอกไม้ไปให้นั้นเป็นเรื่องไร้สาระ”
คำตอบจากฝ่ายผู้ยึดอำนาจมาในอีกไม่กี่วัน พันเอก อัคร ทิพโรจน์ รองโฆษก คปค. ให้สัมภาษณ์ทำนองว่า คงไม่มีคนไทยคนใดมีอุดมการณ์สูงถึงขนาดยอมทำลายชีวิตตัวเองเพื่อประชดหรือเรียกร้องให้ต่อต้าน คปค.
ประโยคนั้นกลายเป็นสิ่งที่นวมทองไม่ยอมปล่อยผ่าน
ในการให้สัมภาษณ์กับ จอม เพชรประดับ ทางสถานีโทรทัศน์ ITV เพื่อยืนยันเจตนาของตัวเองอีกครั้ง
“บ้านเมืองมันไปถึงไหนกันแล้ว มันไม่ควรมีการปฏิรูปเกิดขึ้น ระหว่างขับรถแท็กซี่ ผู้โดยสาร 10 กว่าราย ไม่มีใครชอบทั้งนั้น ต่อต้านทั้งนั้น ในใจก็คิดว่า ลุงต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อต่อต้าน ยิ่งคุณไปปิดข่าวชาวบ้านว่ามีแต่คนสนับสนุน เอามาถ่ายเป็นแบ็กกราวนด์อะไร มันไร้สาระสิ้นดี
“ต้องการให้โลกรู้ ต้องการสร้างประวัติศาสตร์ว่า ปฏิวัติครั้งนี้มีแท็กซี่ชนรถถังจนกระทั่งตัวตาย ลุงบอกตรงๆ ว่า ลุงไม่อยากจะอยู่ใต้อำนาจเผด็จการ แต่ประเทศเราถ้าปฏิวัติอีก มันก็เหมือนกับพม่า”
31 ตุลาคม 2549
10 วันหลังวันเกิดครบ 60 ปีของเขา และ 1 เดือนเศษหลังคืนที่ชนรถถัง นวมทองเสียชีวิตที่สะพานลอยข้ามถนนวิภาวดีรังสิต เยื้องสำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ท่ามกลางกฎอัยการศึกที่ยังประกาศใช้ทั่วราชอาณาจักร
เขาสวมเสื้อสกรีนบทกวีของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ (ศรีบูรพา)
และทิ้งจดหมายลายมือไว้ 2 ฉบับ ลงวันที่ 29 และ 31 ตุลาคม ใจความสำคัญคือ การยืนยันว่าการชนรถถังเมื่อเดือนก่อนนั้น เขาตั้งใจจะตายจริง เพียงแต่ ‘คำนวณความเร็วผิด’ และครั้งนี้คือการลบคำสบประมาทของรองโฆษก คปค.ที่ว่า ไม่มีใครมีอุดมการณ์มากขนาดยอมพลีชีพได้
ท้ายจดหมายเป็นข้อความถึงภรรยาและลูก ขอให้ภูมิใจ ไม่ต้องเสียใจ และขอให้ชาติหน้าไม่ต้องเจอการปฏิวัติอีก
ทุกวันที่ 31 ตุลาคมนับแต่นั้น มีคนไปวางดอกไม้ที่สดมภ์อนุสรณ์ข้างสะพานลอยแห่งนั้น บางปีคนมาไม่กี่สิบ บางปีมาเป็นร้อย ในปี 2563 เมื่อคนรุ่นที่ยังไม่เกิดในปี 2549 ออกมาบนถนน ชื่อของเขาก็ปรากฏบนป้ายผ้าอีกครั้ง
20 ปีผ่านไป ประเทศไทยผ่านรัฐประหารมาอีก 1 ครั้ง และผ่านรัฐธรรมนูญมาอีก 2 ฉบับ
คำสบประมาทของรองโฆษก คปค.ถูกลบไปแล้วตั้งแต่ปี 2549 แต่คำถามที่นวมทองทิ้งไว้ว่า เราจะไม่เจอสิ่งนี้อีกเมื่อไร ยังไม่มีใครตอบ
Tags: สนธิ บุญยรัตกลิน, 20 ปี 19 กันยา, การเมืองไทย, ทักษิณ ชินวัตร, รัฐประหาร, ทักษิณ, สนธิ, 19 กันยา, คปค.




