ชีวิตของคนหนึ่งคนขับเคลื่อนด้วยอะไร?
เงินทอง ชื่อเสียง ศักดิ์ศรี ความรัก ครอบครัว หรือ ‘แพสชัน’ ในสิ่งที่ชอบ เหมือนกับ ไบเบิ้ล-วิชญ์ภาส สุเมตติกุล ผู้นิยามตนเองว่าเป็น ‘นักแสดง’ และ ‘นักเล่าเรื่อง’ ที่พร้อมท้าทายตัวเองในทุกบทบาท ตราบที่ร่างกายยังไหว

“เราอยากสำรวจเส้นทางของนักแสดงไปเรื่อยๆ ตราบที่ร่างกายยังไหว เพราะสิ่งนี้กลายเป็นแพสชันไปแล้ว” ไบเบิ้ลกล่าว
เช่นเดียวกับการรับบทเป็น ‘เทวิน’ เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ ที่เป็นคนขี้กลัว ขี้โวยวายเวลาที่ตกใจ ชอบทำเท่ แต่ภายในกลับซ่อนความเปราะบางไว้มากกว่าที่คิด ในภาพยนตร์ ธี่หยด: สมิงเขาขวาง
The Momentum พูดคุยกับไบเบิ้ลถึงเบื้องหลังการถ่ายทำภาพยนตร์ ก่อนที่แฟนคลับจะได้ชมเรื่องราวเต็มบนจอใหญ่ช่วงปลายเดือนนี้ ตลอดจนทำความรู้จักกับชีวิตของไบเบิ้ลที่เปี่ยมด้วยแพสชันให้มากยิ่งขึ้น
1. ไบเบิ้ลกับโลกของ ‘ธี่หยด: สมิงเขาขวาง’
ธี่หยด: สมิงเขาขวาง เป็นหนึ่งในจักรวาลของภาพยนตร์ ธี่หยด ซึ่งก่อนหน้านี้เคยประสบความสำเร็จและกวาดรายได้ไปมากกว่า 2,000 ล้านบาททั้งในไทยและต่างประเทศ โดยการกลับมาครั้งนี้ เป็นการบอกเล่าเรื่องราวของ ‘ยักษ์’ (ณเดชน์ คูกิมิยะ) และ ‘จ่าปพันธ์’ (องอาจ เจียมเจริญพรกุล) ที่ต้องนำทีมทหารเข้าป่าเพื่อตามหาคนหาย ก่อนจะต้องเผชิญหน้าต่อสู้กับผีร้ายที่อยู่ในร่างเสือสมิง
และครั้งนี้ถือเป็น ‘ครั้งแรก’ ของไบเบิ้ลสำหรับงานแสดงภาพยนตร์ โดยไบเบิ้ลเล่าว่า เหตุผลที่ตัดสินใจตอบรับเล่นบทบาทนี้ คือชื่อเสียงของธี่หยด หนึ่งในภาพยนตร์น้ำดีของประเทศไทยที่โด่งดังและเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในหลายประเทศทั่วโลก
อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญไบเบิ้ลกล่าวว่า ตนอยากร่วมงานกับทั้งผู้กำกับ นักแสดง และทีมงานมากความสามารถที่มารวมตัวกันในภาพยนตร์เรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็น ณเดชน์ คูกิมิยะ, โบว์-เมลดา สุศรี และองอาจ เจียมเจริญพรกุล ตลอดจนทีมงานเบื้องหลังอีกมากมาย
ขณะที่คาแรกเตอร์ของตัวละคร ‘เทวิน’ ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้ไบเบิ้ลตัดสินใจรับบทนี้อย่างไม่ลังเล

“ตัวละครเทวินมีความน่าสนใจ และไม่ได้ห่างไกลกับตัวเรามาก ซึ่งพวกเขา (ทีมผู้กำกับอย่าง ชาลิต ไกรเลิศมงคล, ณฤทธิ์ ยุวบูรณ์, และธนเดช ประดิษฐ์) อยากวางบทให้เทวินเรียนจบนอก มีความขี้อวด และเป็นเด็กเนิร์ดนิดหน่อย มันก็คล้ายๆ ตัวเรา
เทวินเป็นคนที่เวลาอินอะไรแล้วจะอินมาก ส่วนตัวผมเองก็มองว่าตัวเองมีความเนิร์ดมากเหมือนกัน ถ้าชอบอะไรก็จะไปศึกษาสิ่งนั้นทันที” ไบเบิ้ลบอก
เมื่อถามว่า สำหรับการแสดงภาพยนตร์เรื่องแรก แถมยังเป็นแนวแอ็กชัน-ผจญภัย ที่เลี่ยงไม่พ้นการเดินทางและฉากต่อสู้ ความท้าทายหรือประสบการณ์ใหม่ที่ได้จากครั้งนี้คืออะไร ไบเบิ้ลตอบว่า ประเด็นแรกคือ การพยายามสื่อสารความเป็นเทวินให้ผู้ชม ‘รู้สึกหมั่นไส้ แต่ต้องไม่รู้สึกเกลียด’ ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องพยายามสร้างความสมดุลให้ดี และไบเบิ้ลเองก็พยายามทำการบ้านและพูดคุยกับผู้กำกับอยู่เสมอ
ขณะเดียวกัน อีกหนึ่งเรื่องคือ การถ่ายทำภาพยนตร์ในช่วง Night Shoot ที่กินเวลาตั้งแต่หลังเที่ยงคืนลากยาวไปจนถึงตี 2-3 ซึ่งแม้จะจำบทหรือทำการบ้านมาแล้วก็ตาม แต่ก็อาจจะมีช่วงที่รู้สึกเบลออยู่บ้าง ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยเจอมาก่อน

2. ไบเบิ้ลกับแพสชันการเป็นนักแสดง
วิชญ์ภาสนิยามตนเองว่าเป็น ‘นักแสดง’ และ ‘นักเล่าเรื่อง’ (Storyteller) โดยไบเบิ้ลเล่าว่า ในฐานะคนที่ชื่นชอบการดูหนัง ตนมักรู้สึกสนุกและมีอารมณ์ร่วมไปกับหนังทุกประเภท ราวกับหลุดเข้าไปอยู่ในโลกของหนังเรื่องนั้นอยู่แล้ว และทุกครั้งที่ดูก็มักจะศึกษาและทำความเข้าใจตัวละครในแต่ละเรื่องอยู่เสมอ ดังนั้นในฐานะนักแสดง ก็อยากจะเป็นนักเล่าเรื่องที่ดีด้วยเช่นกัน
ตลอดช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น KinnPorsche The Series, 4 Minutes, Jet lag เจ๊ทแหลก, มาจนถึง ธี่หยด: สมิงเขาขวาง ทุกเรื่องล้วนทำให้ไบเบิ้ลเติบโตทั้งสิ้น
ทว่า 4 Minutes ซีรีส์ที่ไบเบิ้ลได้รับบท ‘นักแสดงนำ’ เป็นครั้งแรก ทำให้มุมมองการเล่าเรื่องพัฒนามากขึ้นและได้เติบโตมากที่สุด
ไบเบิ้ลขยายความว่า ตอนที่เริ่มก้าวเข้าสู่วงการแสดงครั้งแรกด้วยการเป็น ‘นักแสดงสมทบ’ ในซีรีส์ KinnPorsche ในตอนนั้นไบเบิ้ลยังมีวิธีการตีความและทำความเข้าใจเนื้อเรื่อง รวมถึงตัวละครอีกรูปแบบหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม เมื่อผันตัวสู่การเป็นนักแสดงนำ ความซับซ้อนของการตีความและการเล่าเรื่องก็จะยากขึ้น เช่น ในฉากฉากหนึ่ง นักแสดงนำอาจจะต้องทำให้คนดู ‘ได้’ หรือ ‘ไม่ได้’ ข้อมูลบางอย่าง หรือแม้กระทั่งผู้ชม ‘ควรรู้’ หรือ ‘ไม่ควรรู้’ ความรู้สึกนึกคิดของตัวละครในตอนนั้น
“ทุกอย่างซับซ้อน และทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ผมไม่เคยเจอมาก่อนในตอนที่เป็นนักแสดงสมทบ” ไบเบิ้ลเล่า
ทั้งนี้ ไบเบิ้ลยังคงมองว่า ตนเองยังมีประสบการณ์ในการแสดงน้อย เมื่อเปรียบเทียบกับนักแสดงท่านอื่นๆ ในวงการ
ดังนั้นคำถามสำคัญของไบเบิ้ลในตอนนี้คือ “นิยามของคำว่า ‘มืออาชีพ’ ในฐานะนักแสดงและนักเล่าเรื่องที่ดีคืออะไรกันแน่”

“ตอนนี้ผมคิดว่าอาจจะเจอคำตอบแล้ว แต่ก็อาจจะเปลี่ยนในอนาคต (หัวเราะ) หากได้สำรวจและปรับตัวในเส้นทางนี้ต่อไปเรื่อยๆ
“ผมมองว่าในการเล่าเรื่องเรื่องหนึ่ง เราต้องมองภาพใหญ่ นักแสดงเป็นเพียงองค์ประกอบเดียวเท่านั้น คือเราก็สำคัญ แต่นักแสดงไม่ใช่ทุกอย่าง จริงๆ แล้วทุกส่วนสำคัญหมด ถ้าไม่มีตากล้อง ผู้กำกับ ทีมไฟ ทีมสวัสดิการ ช่างหน้าช่างผม ทีมเสื้อผ้า ทุกอย่างขาดไม่ได้ เพราะเราก็จะไปต่อไม่ได้ ดังนั้นการเป็นมืออาชีพสำหรับผมคือ ‘ห้ามทำให้ระบบขัดข้อง’ คือเราต้องพร้อมและทำให้ได้”
อีกด้านหนึ่ง การได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์เป็นเรื่องที่บุคคลมีชื่อเสียงและอยู่ในแสงของสังคมไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เช่นเดียวกับวิชญ์ภาสที่ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ตนเองก็หนีไม่พ้นเช่นกัน แต่เขาให้มุมมองว่า คำวิจารณ์ไหนๆ ก็ไม่รุนแรงเท่ากับที่ตนวิจารณ์ตัวเอง
“ดังนั้นผมจะพยายามไม่ทำ แม้ว่ามันอาจจะช่วยไม่ได้ (หัวเราะ) ถ้าเรารู้ตัวว่าเรากำลังติตัวเองอยู่ เราควรจะฟังว่ามันมาจากไหน ความเครียด ความคาดหวัง หรือความกดดัน แล้วค่อยมาวิเคราะห์ว่า เรื่องที่กำลังติตัวเองอยู่เป็นเรื่องจริงไหม
“ถ้ามันจริง เราก็ต้องรีบปรับปรุง แต่ถ้าไม่จริง แล้วคำพูดพวกนี้มันมาจากไหน แล้วเราจะกำจัดมันออกไปยังไงได้บ้าง” ไบเบิ้ลพูดอย่างสบายๆ

เมื่อถามว่า ในอนาคตมีบทบาทไหนที่อยากจะลองเล่นเพิ่มเติม ไบเบิ้ลตอบด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นว่า หากมีโอกาส ตนอยากลองเล่นแนวแอ็กชันดูสักครั้ง เพราะตอนนี้ร่างกายยังแข็งแรง และมองว่านี่น่าจะเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่จะได้ท้าทายตัวเองและทำสิ่งเหล่านี้อย่างเต็มที่
3. ไบเบิ้ลกับตัวตนหลังกล้อง
เบื้องหน้าเราอาจมองเห็นไบเบิ้ลในฐานะนักแสดงที่เปี่ยมไปด้วยแพสชันและความตั้งใจที่จะพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ในทางกลับกัน ไบเบิ้ลเลือกที่จะนิยามตนเองว่าเป็น ‘คนขี้เล่น’ เมื่ออยู่หลังกล้อง
“อาจจะเพราะผมเป็นคนที่หน้านิ่งแล้วดูดุ ตอนคิด ตอนอ่าน หรือมองอะไร ก็ดูเหมือนเครียด บวกกับเป็นอินโทรเวิร์ตที่ไม่ค่อยกล้าเข้าหาคนอื่นก่อนด้วย แต่จริงๆ แล้ว ผมเป็นคนที่ไม่ได้ซีเรียสมาก แถมยังเป็นคนขี้เล่น
“อย่างถ้าอยู่ในกองถ่าย เมื่อเริ่มรู้จักกันแล้ว ผมจะสนิทได้ไวมาก หรือเวลากินข้าว ผมจะชอบเปิดดูหนังแนวคอเมดี้มากกว่าแนวดราม่า เพราะเบาสมองมากกว่า และไม่ต้องใช้อารมณ์หนัก”
และนอกจากการดูหนัง อีกหนึ่งงานอดิเรกที่สะท้อนตัวตนของไบเบิ้ลได้ดี คือการทำเวิร์กช็อป DIY โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่เจ้าตัวกำลังหลงใหลการทำมีดเป็นพิเศษ
ไบเบิ้ลเล่าต่อด้วยความตั้งใจว่า ตนสนใจธรรมชาติและทักษะการเอาตัวรอด (Survival Skill) เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เช่น การชอบตั้งคำถามว่า หากเข้าป่าไปแล้วมีแค่มีด 1 เล่ม จะจุดไฟได้อย่างไร
“เราเป็นคนชอบธรรมชาติและการเดินป่าอยู่แล้ว ดังนั้นมีดแคมป์เลยสำคัญมาก เราเลยอยากที่จะทำมีดเอง รวมถึงออกแบบทั้งรูปร่างและวัสดุของมีดด้วยตัวเอง
“จริงๆ แล้ว ผมมีความสนใจในมีดมานานแล้ว และเริ่มทำมีดเล่มแรกตอนอายุประมาณ 14-15 ปี อย่างตอน ม.ปลายที่ยังอยู่เชียงใหม่ ผมก็ไปเดินป่า ไปน้ำตก และอยู่กับธรรมชาติบ่อยๆ”
สิ่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงงานอดิเรกธรรมดาๆ เท่านั้น หากแต่ไบเบิ้ลยังตอบอย่างไม่ลังเลว่า กิจกรรมเวิร์กช็อป DIY คือสิ่งที่ทำให้เขาได้พักผ่อนและกลับมาเป็นตัวเองได้มากที่สุด หลังจากทุ่มเทให้กับการทำงานอย่างหนัก

“แน่นอนว่า การทำงานเป็นนักแสดงหรืออยู่ในวงการบันเทิง มันมีเรื่องให้ต้องโฟกัสเป็นร้อยอย่าง แต่พอได้อยู่ในกิจกรรมเวิร์กช็อป นั่งเงียบอยู่คนเดียว มันทำให้โฟกัสเราแคบลง ร่างกายได้ทำสมาธิ มันมีช่วงที่ผมเคยว่างติดกัน ผมทำกิจกรรมเวิร์กช็อปไปประมาณ 6-8 ชั่วโมงต่อวัน ทำจนลืมกินข้าวกินน้ำเลยก็มี” ไบเบิ้ลเล่าพร้อมหัวเราะ
เมื่อพูดคุยถึงตัวตนหรือมุมอื่นๆ ที่ไบเบิ้ลอยากให้แฟนคลับรู้จักมากขึ้น ไบเบิ้ลกล่าวอย่างใจเย็นว่า ตอนนี้ทั้งตนและแฟนคลับเจอจุดที่พอดีแล้วในฐานะนักแสดงกับแฟนคลับ
“จริงๆ ผมคิดว่า ในตอนนี้แฟนคลับได้เห็นหลายๆ มุมที่ผมอยากให้พวกเขาเห็น เมื่อเทียบกับช่วงแรกที่ผมเข้าวงการใหม่ๆ ผมยังหาจุดพอดีของตัวเองไม่เจอ แต่ตอนนี้ผมเจอจุดที่พอดีมากแล้ว ซึ่งมันทำให้ผมรู้สึกสบายใจมากเลย ผมอยากพูดอะไร ผมก็กล้าพูดได้อย่างเต็มที่ ขณะที่แฟนคลับก็รู้ว่าผมมีเส้นตรงไหนบ้าง”
4. ไบเบิ้ลกับอดีต ปัจจุบัน และอนาคต
มาจนถึงตอนนี้ เราถามไบเบิ้ลว่า “หากย้อนกลับไปคุยกับตัวเองเมื่อ 5 ปีก่อน ไบเบิ้ลอยากบอกอะไรกับตัวเองในวันนั้น” วิชญ์ภาสเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบสั้นๆ ว่า “มาถูกทางแล้ว”
และเริ่มต้นขยายความว่า สำหรับไบเบิ้ล เส้นทางนี้เหมือนเป็นเส้นทางชีวิตที่ถูกสร้างไว้แล้ว แม้ว่าเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ตนอาจจะยังรู้สึกสิ้นหวัง เคว้งคว้าง หรือมองไม่เห็นว่าเส้นทางชีวิตข้างหน้าจะเป็นอย่างไรต่อไป
สำหรับคำแนะนำที่อยากแบ่งปันให้กับตัวเองเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ไบเบิ้ลบอกว่า “ขอให้ปรับตัวให้เร็ว อย่ายึดติดกับอะไรมาก แล้วก็สู้ต่อไป”
เมื่อกลับมามองในปัจจุบัน ไบเบิ้ลมองว่า นับตั้งแต่วันที่เริ่มต้นความฝันอยากเป็นนักแสดงจนถึงวันนี้ ตนเดินทางมาไกลและประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งแล้ว อย่างไรก็ตาม คำตอบของการเป็นนักแสดงมืออาชีพที่มีคุณภาพยังเป็นสิ่งที่ไบเบิ้ลต้องค้นหาต่อไป ซึ่งนั่นหมายความว่าสำหรับไบเบิ้ล เส้นทางอาชีพนักแสดงได้กลายเป็นเป้าหมายในระยะยาวของชีวิตไปแล้ว

“ผมอยากเล่นทุกบทที่เปลี่ยนไปตามช่วงอายุของเราและเท่าที่ร่างกายยังไหว ผมอยากสำรวจและค้นหาไปเรื่อยๆ เพราะไม่ว่าจะอายุเท่าไร ผมก็น่าจะยังคงเอนจอยกับ Storytelling อยู่ เพราะมันเป็นแพสชันไปแล้ว” ไบเบิ้ลกล่าวอย่างหนักแน่น
และอีกหนึ่งเป้าหมายของชีวิต ไบเบิ้ลเสริมว่า ตนอยากแต่งงานและสร้างครอบครัว ซึ่งสิ่งนี้คือเป้าหมายที่ตนใฝ่ฝันมาตลอด
สุดท้ายนี้ The Momentum ชวนไบเบิ้ลเลือก ‘หนึ่งโมเมนต์’ ที่สะท้อนตัวตนของตนเองได้ดีที่สุด และไบเบิ้ลย้อนกลับมาเลือก โมเมนต์ที่ตัวเองกำลังนั่งอยู่ในห้องเวิร์กช็อปและกำลังตั้งใจทำงาน พร้อมให้เหตุผลว่า ตนชอบความรู้สึกตอนที่ได้อินหรือสนใจอะไรสักอย่าง และอยากให้ตัวเองอินและตั้งใจกับทุกช่วงของชีวิตอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การแสดง หรือแม้กระทั่งงานอดิเรกก็ตาม
“อยากให้ตัวเองมีแพสชันกับทุกองค์ประกอบของชีวิตไปตลอดเลยครับ” ไบเบิ้ลกล่าวทิ้งท้าย
สุดท้ายนี้ เตรียมไปรู้จักกับ ‘เทวิน’ ในภาพยนตร์ ธี่หยด: สมิงเขาขวาง ที่จะมีกำหนดเข้าฉายในวันที่ 30 กันยายน 2569 ทุกโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ





