วันนี้ (14 กันยายน 2569) ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดงาน Gastech Exhibition & Conference 2026 ซึ่งเป็นมหกรรมพลังงานระดับโลก พร้อมกล่าวปาฐกถาถึงทิศทางพลังงานของไทย ท่ามกลางผู้กำหนดนโยบาย ผู้บริหารบริษัทพลังงาน นักลงทุน และผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก โดยงานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-17 กันยายน และมีผู้เข้าร่วมกว่า 150 ประเทศ

อนุทินกล่าวว่า ประเทศต่างๆ ทั่วโลกกำลังเผชิญโจทย์ร่วมกันในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้เพียงพอกับความต้องการในราคาที่เหมาะสม ขณะเดียวกันต้องเดินหน้าสู่พลังงานสะอาดมากขึ้น สำหรับประเทศไทย ราคาพลังงานมีผลโดยตรงต่อค่าครองชีพ ต้นทุนธุรกิจ และความสามารถในการแข่งขัน ขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้ายังเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม รัฐบาลจึงต้องสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงาน ราคาที่ประชาชนเข้าถึงได้ และความยั่งยืน

นายกฯ ระบุต่อว่า รัฐบาลมี 3 แนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายพลังงาน แนวทางแรกคือการสร้างความมั่นคงทางพลังงานในราคาที่เหมาะสม โดยก๊าซธรรมชาติและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จะยังมีบทบาทสำคัญต่อเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า ขณะเดียวกันไทยจะเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน กระจายแหล่งพลังงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดโลก

แนวทางที่ 2 คือการทำให้การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเกิดขึ้นจริง ผ่านการเพิ่มพลังงานหมุนเวียน การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงาน โดยรัฐบาลเตรียมเริ่มโครงการวงเงิน 5 หมื่นล้านบาท ตั้งแต่กลางเดือนตุลาคม เพื่อสนับสนุนให้ครัวเรือนติดตั้งโซลาร์เซลล์ พร้อมยกเว้นภาษีนำเข้าส่วนประกอบบางประเภท เพื่อลดต้นทุนและช่วยให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานสะอาดมากขึ้น รวมถึงการต่อยอดพลังงานชีวภาพจากภาคการเกษตร เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและกระจายรายได้สู่เกษตรกรและชุมชน

ส่วนแนวทางที่ 3 คือการเชื่อมโยงนโยบายพลังงานกับการลงทุนและโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลจะพัฒนากฎระเบียบ โครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร และระบบพลังงานสะอาด ให้พร้อมรองรับการลงทุนระยะยาว โดยในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ไทยมีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนเพิ่มขึ้น 37% และมีศักยภาพสร้างงานกว่า 8.2 หมื่นตำแหน่ง รัฐบาลต้องการให้การลงทุนดังกล่าวไม่เพียงนำเงินเข้าสู่ประเทศ แต่ยังช่วยยกระดับทักษะแรงงานไทยและสร้างงานและรายได้ที่ดีขึ้น

อนุทินยังประกาศเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านพลังงานของภูมิภาค โดยใช้ประโยชน์จากทำเลที่ตั้งใจกลางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โครงสร้างพื้นฐาน ฐานอุตสาหกรรม และบุคลากรที่มีศักยภาพ พร้อมเปิดรับความร่วมมือระหว่างประเทศในด้านก๊าซธรรมชาติกับ LNG พลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน การจัดการคาร์บอน ไฮโดรเจน พลังงานชีวภาพ และเทคโนโลยีพลังงานสะอาด

“ไม่มีประเทศใดสร้างอนาคตด้านพลังงานได้เพียงลำพัง อนาคตจะถูกกำหนดโดยประเทศที่ร่วมมือกัน บริษัทที่เข้ามาลงทุน และนักนวัตกรรมที่เปลี่ยนแนวคิดให้กลายเป็นทางออก ประเทศไทยพร้อมที่จะเป็นพันธมิตรทางด้านพลังงาน และวันนี้กรุงเทพฯ พร้อมที่จะเป็นเวทีให้คนทั่วโลกมารวมตัวกัน งาน Gastech 2026 จะเป็นหนึ่งในก้าวสำคัญจากการหารือสู่การลงมือทำ และเปลี่ยนนโยบายให้กลายเป็นการปฏิบัติจริง” อนุทินกล่าว

ด้าน เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า การจัด Gastech 2026 ที่ประเทศไทย ถือเป็นการนำหนึ่งในเวทีพลังงานที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลกกลับมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกครั้ง นับตั้งแต่ปี 2008 โดยไทยต้องการใช้เวทีนี้แสดงศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงพลังงานของภูมิภาค จากจุดแข็งด้านทำเลที่ตั้ง ฐานอุตสาหกรรม บริษัทพลังงาน และบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ

เอกนัฏย้ำว่า ก๊าซธรรมชาติยังเป็นเสาหลักของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เนื่องจากความต้องการใช้ก๊าซทั่วโลกยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่ไทยเตรียมเพิ่มทางเลือกด้านแหล่งพลังงานเพื่อกระจายความเสี่ยง โดยเปิดแปลงสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบที่ 26 ในพื้นที่ทะเลกว่า 6.02 หมื่นตารางกิโลเมตร และเตรียมขยายขีดความสามารถรองรับ LNG จาก 19 ล้านตัน เป็น 27 ล้านตัน พร้อมส่งเสริมความร่วมมือในห่วงโซ่ LNG ตั้งแต่การจัดหา การจัดซื้อร่วม ไปจนถึงการลงทุน

ขณะเดียวกัน กระทรวงพลังงานวางให้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) เป็นหนึ่งในเส้นทางสำคัญสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 โดยโครงการนำร่อง CCS ผ่านการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (FID) แล้ว และไทยเตรียมพัฒนา ‘Eastern Hub’ เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐาน CCS ส่วนกลาง รองรับภาคอุตสาหกรรมในอนาคต

นอกจากนี้ ไทยยังริเริ่ม ‘Bangkok Dialogue’ เป็นพื้นที่หารือด้านพลังงาน เพื่อผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศให้เกิดระบบพลังงานที่มีความมั่นคง ยืดหยุ่น ราคาเข้าถึงได้ และเป็นประโยชน์ต่อประชาชน

อย่างไรก็ตาม การเปิดงาน Gastech 2026 ยังเกิดการประท้วงจากตัวแทนเครือข่ายผู้ชุมนุมที่ได้รับผลกระทบจากอุตสาหกรรมก๊าซฟอสซิลและพลังงาน ซึ่งเป็นองค์กรรณรงค์อิสระนานาชาติ ทำงานด้านการปกป้องสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมสันติภาพ โดยกลุ่มผู้ชุมนุมได้รวมตัวบริเวณด้านหน้าไบเทคตั้งแต่ช่วงเช้า พร้อมนำป้ายข้อความ ‘NO NEW FOSSIL GAS’ รวมถึงข้อความต่อว่า เช่น กำไรไม่กี่คน ภาระคนทั้งประเทศ และหยุดโรงไฟฟ้าบูรพา มายื่นข้อเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนบทบาทการร่วมเป็นเจ้าภาพงาน Gastech ซึ่งมีบริษัทและอุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิลเข้าร่วมจำนวนมาก

หลังนายกฯ กล่าวเปิดงานและเดินเยี่ยมชมบูท ตัวแทนผู้ชุมนุมบางส่วนได้เดินเข้ามาในพื้นที่จัดงาน พร้อมชูหนังสือเปิดผนึกและเรียกให้อนุทินรับหนังสือ โดยนายกฯ หันไปมอง ขณะที่เจ้าหน้าที่เข้ามาเจรจาและขอให้กลุ่มผู้ชุมนุมยื่นหนังสือผ่านศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาลแทน แต่กลุ่มผู้ชุมนุมยืนยันว่า จะรอพบและพูดคุยกับนายกฯ โดยตรง โดยระบุว่า ที่ผ่านมายังไม่ได้รับคำตอบต่อข้อเรียกร้อง ก่อนยืนอ่านหนังสือร้องเรียนในพื้นที่

ต่อมาเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยพานายกฯ ออกจากพื้นที่จัดงานทางประตูอีกด้าน เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับกลุ่มผู้ชุมนุม ขณะที่อนุทินไม่ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนและเดินทางกลับทันที

ก่อนขึ้นรถ นายกฯ กล่าวว่า “ขอบคุณนะครับ เดี๋ยวผมไม่อยู่อีก 2-3 วัน” เมื่อผู้สื่อข่าวขอสัมภาษณ์เนื่องจากนายกฯ จะไม่อยู่หลายวัน อนุทินตอบสั้นๆ ว่า “จะได้คิดถึง” ขณะที่เมื่อถูกถามถึงการสั่งการเรื่องพลังงานหลังพบกลุ่มผู้ชุมนุม รวมถึงกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งเตรียมแถลงความคืบหน้าคดีฮั้ว สว. นายกฯ ไม่ได้ตอบคำถาม ก่อนขึ้นรถและเดินทางออกจากพื้นที่

ทั้งนี้ ก่อนนายกฯ เดินทางมาถึง กลุ่มผู้ชุมนุมยังได้นำป้ายผ้าขนาดใหญ่ข้อความ ‘YOUR GAS DEAL, OUR LOSS’ ไปแขวนบริเวณด้านหน้าไบเทค ก่อนเจ้าหน้าที่จะนำป้ายออกจากพื้นที่ในภายหลัง

Tags: , , , , , , , , ,