เมื่อวัฒนธรรมไม่ได้มีเพียงสิ่งที่มองเห็น แต่ยังมี ‘กลิ่น’ ที่พาเราย้อนกลับไปสัมผัสเรื่องราวของผู้คนและสถานที่ได้ SAN (ซาน) แบรนด์เครื่องหอมจากจังหวัดสงขลา จึงเลือกหยิบเสน่ห์ของภาคใต้และจังหวัดสงขลามาเล่าผ่านธุรกิจเครื่องหอมที่ไม่เพียงสร้างกลิ่นหอม แต่ยังนำประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต และภูมิปัญญาท้องถิ่น มาตีความใหม่ให้กลายเป็นประสบการณ์ร่วมสมัย
ตั้งแต่ถุงหอมรูปทรง ‘ขนมต้ม’ ไปจนถึงกลิ่นที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก ‘หาดสมิหลา’ ‘ขนมสัมปันนี’ และ ‘โนรา’ แต่ละผลิตภัณฑ์ล้วนมีเรื่องราวซ่อนอยู่เบื้องหลัง ขณะเดียวกัน SAN ยังให้ความสำคัญกับกระบวนการรีเสิร์ช และการทำงานร่วมกับชุมชน เพื่อค้นหาวัตถุดิบ เรื่องเล่า และภูมิปัญญาที่นำมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่ร่วมสมัย โดยไม่ทำให้รากเหง้าของพื้นที่เลือนหายไป
สำหรับ ป๊อก-กอบลาภ ไทยทัน และมะตูม-ธีติ พฤกษ์อุดม ผู้ก่อตั้ง SAN แบรนด์เครื่องหอมจากสงขลา การทำให้วัฒนธรรมท้องถิ่นเป็นที่จดจำอาจไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการเล่าเรื่องอย่างยิ่งใหญ่ หากเป็นการค่อยๆ ชวนผู้คนทำความรู้จักผ่านรายละเอียดเล็กๆ ที่มีความหมาย และปล่อยให้กลิ่นเล่าเรื่องราวด้วยตัวเอง
วันนี้ SAN กำลังก้าวไปไกลกว่าการเป็นแบรนด์เครื่องหอม ด้วยการพัฒนาไปสู่พื้นที่ที่รวมทั้ง ‘รูป รส และกลิ่น’ เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อสร้างบทสนทนาใหม่ระหว่างคนกับวัฒนธรรม และพาเรื่องราวของสงขลาและภาคใต้เดินทางออกไปสู่ผู้คนในวงกว้างขึ้น โดยยังคงรักษาเสน่ห์แบบ ‘ไม่ตะโกน’ ที่เต็มไปด้วยรายละเอียด และเปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้ค้นพบความหมายด้วยตัวเอง
สงขลาเป็นเมืองที่มีเรื่องราวมากกว่าภาพจำของเมืองท่องเที่ยวริมทะเล ทั้งประวัติศาสตร์ ผู้คน อาหาร และวัฒนธรรมที่แทรกซึมอยู่ในรายละเอียดของชีวิตประจำวัน สำหรับป๊อกและมะตูม 2 นักออกแบบที่เกิดและเติบโตในสงขลา การได้กลับมาใช้เวลาอยู่ที่บ้านเกิดอีกครั้งในช่วงโควิด-19 ทำให้ทั้งคู่มองเห็นเมืองที่คุ้นเคยในมุมใหม่ และพบว่ายังมีเรื่องราวอีกมากที่อยากชวนคนอื่นมาทำความรู้จัก
จากประสบการณ์ด้านการออกแบบของทั้งคู่ คำถามจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าจะทำ ‘ของฝากจากสงขลาอย่างไรให้แปลกใหม่’ แต่อยู่ที่ว่าจะเล่าเรื่องของเมืองผ่านอะไรได้บ้าง ทั้งคู่เลือก ‘กลิ่น’ เป็นภาษาของตัวเอง เพราะเชื่อว่ากลิ่นสามารถพาเรากลับไปยังสถานที่ ความทรงจำ หรือความรู้สึกบางอย่างได้โดยไม่จำเป็นต้องอธิบายตรงๆ เรื่องราวของสมิหลา สัมปันนี โนรา รวมถึงรายละเอียดจากวิถีชีวิตและวัฒนธรรมท้องถิ่น จึงถูกนำมาตีความใหม่ผ่านเครื่องหอมภายใต้ชื่อ SAN (ซาน)
สิ่งที่น่าสนใจจึงไม่ใช่เพียงการนำวัฒนธรรมมาทำให้ร่วมสมัย แต่คือวิธีที่ทั้งคู่พยายามทำความเข้าใจบ้านเกิดผ่านการค้นคว้าและทำงานร่วมกับผู้คนในพื้นที่ ก่อนค่อยๆ แปลงเรื่องราวเหล่านั้นออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ เพื่อเติมเต็มเสน่ห์ของสงขลาให้เดินทางไปไกลกว่าพื้นที่เดิม โดยไม่จำเป็นต้องส่งเสียงดัง แต่ยังชวนให้คนค่อยๆ ทำความรู้จัก และพบรายละเอียดบางอย่างด้วยตัวเอง
ทำความเข้าใจบ้านเกิด
“ในฐานะคนสงขลา เราภูมิใจในบ้านเกิด มีเรื่องราวอยากเล่าหลายอย่าง” ป๊อกเล่าถึงจุดตั้งต้นของ SAN ธุรกิจเครื่องหอมที่เขาร่วมก่อตั้งกับมะตูม แต่การเล่าเรื่องบ้านเกิดสำหรับทั้งคู่ไม่ได้หมายถึงการหยิบสิ่งที่ตัวเองรักมาบอกต่อเท่านั้น เพราะเมื่อเปลี่ยนจากเรื่องที่อยากเล่ามาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ต้องส่งต่อให้คนอื่นรู้จัก ทั้งคู่เลือกที่จะลองมองสงขลาผ่านสายตาของคนนอกว่า เมื่อใครสักคนเดินทางมาถึงเมืองนี้ พวกเขาจะจดจำอะไรกลับไป และอะไรคือความรู้สึกที่ยังติดอยู่ในความทรงจำแม้เดินทางกลับไปแล้ว
คำตอบค่อยๆ ตกผลึกผ่านกระบวนการ Creative Research ตั้งแต่ธรรมชาติ ผู้คน วิถีชีวิต สถาปัตยกรรม ไปจนถึงพิธีกรรม ก่อนจะทำงานร่วมกับนักปรุงน้ำหอม เพื่อแปลงเรื่องราวเหล่านั้นให้กลายเป็นกลิ่น ซึ่งไม่ใช่กระบวนการที่เกิดขึ้นภายในเวลาไม่กี่เดือน แต่สินค้าชิ้นแรกของ SAN ใช้เวลานานเกือบปี กว่าทั้งคู่จะมั่นใจว่ากลิ่นที่ได้ สามารถถ่ายทอดความรู้สึกของสงขลาออกมาได้จริง จึงเกิดเป็น 3 กลิ่นแรก ได้แก่ ‘Samila Lush’ ที่ได้แรงบันดาลใจจากหาดสมิหลา กลิ่น ‘Soul Sumpannee’ ที่ได้แรงบันดาลใจจากสัมปันนี ขนมไทยโบราณเมืองสงขลา และ ‘Nora Shadow’ กลิ่นที่ได้แรงบันดาลใจจากศิลปะการแสดงโนรา
สำหรับ SAN การเลือกเล่าผ่านกลิ่นจึงเป็นมากกว่าการสร้างเครื่องหอม แต่เป็นความพยายามของนักออกแบบ 2 คนที่ทำความเข้าใจบ้านเกิดอย่างละเอียด ก่อนค่อยๆ แปลงสิ่งที่ค้นพบออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ร่วมสมัยและเข้าถึงคนรุ่นใหม่ โดยมี 3 แกนสำคัญจากความเป็นพหุวัฒนธรรมของสงขลา เมืองที่มีทั้งไทยพุทธ จีน และมุสลิมอาศัยอยู่ร่วมกัน 
ไม่ใช่แค่หยิบเรื่องท้องถิ่นมาทำเป็นสินค้า
แต่คือการค้นหาเรื่องที่เล่าได้จริงและรู้สึกได้จริง
เบื้องหลังกลิ่น 1 กลิ่นจึงไม่ได้เริ่มต้นขึ้นที่โต๊ะของนักปรุงน้ำหอม แต่เริ่มจากการตั้งคำถามว่า ควรเล่าเรื่องราวอะไรภายในพื้นที่ และจะทำอย่างไรให้เรื่องนั้นเดินทางไปถึงคนที่ไม่เคยรู้จักพื้นที่มาก่อนได้อย่างมีความหมาย
สำหรับ SAN ขั้นตอนที่ยากที่สุดกลับเป็นช่วงแรกของการทำงาน นั่นคือการหาแรงบันดาลใจและตกผลึกเรื่องราว เพราะทั้งคู่ไม่เพียงต้องการหยิบสิ่งที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ แต่ต้องการให้ทุกเรื่องที่เล่ามีที่มาและสัมผัสได้จริง
“เรามองว่าแบรนด์เรามีจุดแข็งอยู่ที่เรื่องราว ฉะนั้นเราอยากพรีเซนต์เรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง และเป็นเรื่องราวที่ทุกคนสัมผัสได้” มะตูมอธิบาย ขณะที่ป๊อกมองว่าความท้าทายอยู่ที่การค้นหาเรื่องที่ส่งต่อความรู้สึกจากผู้สร้างไปถึงผู้ใช้ได้ โดยยกตัวอย่างคอลเลกชันล่าสุดที่พวกเขาต้องเดินทางไปภูเก็ตถึง 3 รอบ กว่าจะค้นพบมุมที่ต้องการ ก่อนเลือกหยิบสถาปัตยกรรมที่ยังหลงเหลืออยู่ในเมืองเก่าภูเก็ตมาเป็นต้นทางของการตีความ
สิ่งที่ SAN ทำจึงคล้ายกับการเป็นตัวแปลภาษา ที่นำเรื่องราวซึ่งอาจดูไกลตัวหรือแตะต้องได้ยาก มาทำให้กลายเป็นสิ่งที่ผู้คนใช้และสัมผัสได้ในชีวิตประจำวัน ทั้งยังพยายามรักษาความถูกต้องของข้อมูลและรากของเรื่องราวเอาไว้
“เราเหมือนตัวแปลภาษา เอาสิ่งที่เข้าใจยากมาทำให้ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน เหมือนงานศิลปะร่วมสมัยที่ใช้ได้ทุกวัน แต่ก็ยังระลึกถึงอัตลักษณ์ภาคใต้” มะตูมบอก นี่อาจเป็นหัวใจสำคัญของ SAN ในการทำให้เรื่องราวของพื้นที่ร่วมสมัยและเข้าถึงง่ายขึ้น โดยไม่ลดทอนคุณค่าหรือความหมายที่อยู่เบื้องหลัง
สร้างกลิ่นที่คนถิ่นอื่นก็รู้สึกได้
ในเมื่อสงขลามีเรื่องให้เล่ามากมาย การเลือกว่าจะหยิบอะไรขึ้นมาเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์จึงเป็นเรื่องของการกรองมากกว่าการตัดสินว่าเรื่องไหนสำคัญกว่าเรื่องไหน จากหลายสิบเรื่องที่ทั้งคู่พบเจอผ่านการทำรีเสิร์ช สุดท้ายจึงค่อยๆ ตกผลึก โดยในช่วงหลัง SAN เริ่มมองไกลกว่าการเล่าเรื่องบ้านเกิด และเลือกเรื่องที่เชื่อมโยงกับผู้คนในพื้นที่อื่นได้มากขึ้น เพื่อให้เรื่องราวเหล่านั้นเดินทางต่อไปได้ไกลกว่าเดิม
การเปลี่ยนวิธีคิดนี้เกิดขึ้นจากบทเรียนของคอลเลกชันแรกที่มีความเป็นสงขลาสูง จนเคยมีร้านค้าในภูเก็ตสนใจนำสินค้าไปจำหน่าย แต่ขอเปลี่ยนชื่อกลิ่นเพื่อให้เข้ากับพื้นที่ ซึ่งแบรนด์ไม่สามารถทำได้ จึงกลายเป็นโจทย์ใหม่ว่า หากต้องการให้เรื่องราวของแบรนด์เดินทางไปสู่คนวงกว้างขึ้น จะเล่าเรื่องอะไรที่คนจากหลายพื้นที่ทำความเข้าใจและรู้สึกร่วมได้บ้าง ก่อนจะนำไปสู่คอลเลกชันว่าด้วยคนจีนโพ้นทะเล เรื่องราวที่เชื่อมโยงผู้คนในสงขลา ภูเก็ต และอีกหลายพื้นที่เข้าด้วยกัน

แต่สิ่งที่เกินความคาดหมายกลับเกิดขึ้นกับคนที่ SAN ตั้งใจจะเล่าเรื่องให้มากที่สุดอย่าง ‘คนสงขลา’ เพราะจากเดิมที่ตั้งใจทำผลิตภัณฑ์ให้เป็นของฝากสำหรับนักท่องเที่ยว กลับพบว่าคนในท้องถิ่นซื้อไปใช้เอง รวมถึงนำไปเป็นของฝากให้คนต่างจังหวัดและต่างประเทศ “ทำให้เห็นว่า คนสงขลารู้สึกภูมิใจกับโปรดักต์ของเรา” มะตูมเล่า
และสำหรับป๊อก นี่คือภาพที่ชัดขึ้นเรื่อยๆ เมื่อแม้แต่นักธุรกิจในพื้นที่ที่เคยนำผ้าปาเต๊ะหรือปลาแห้งไปฝากลูกค้าต่างประเทศ ก็เริ่มนำผลิตภัณฑ์ของ SAN ซึ่งเป็นของขวัญที่ร่วมสมัยและใช้งานได้จริงติดตัวไปด้วย เรื่องราวของสงขลาจึงไม่เพียงเดินทางออกจากบ้านเกิด แต่กำลังกลับมาสร้างความภูมิใจให้กับคนที่เป็นเจ้าของเรื่องราวเหล่านั้นเอง
กว่าจะได้ชื่อ
นอกจากเบื้องหลังกลิ่นที่มีเรื่องราวแล้ว ชื่อของแต่ละกลิ่นก็เป็นอีกหนึ่งขั้นตอนที่แบรนด์ให้ความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะชื่อไม่ได้มีหน้าที่เพียงบอกว่ากลิ่นนั้นคืออะไร แต่ต้องสื่อสารความรู้สึกและภาพที่แบรนด์ต้องการส่งต่อไปพร้อมกัน ป๊อกเล่าว่า ขั้นตอนการตั้งชื่อถือเป็นหนึ่งในส่วนที่ใช้เวลามากที่สุดของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บางชื่อใช้เวลาคิดกันเป็นเดือนกว่าจะลงตัว
“จริงๆ ขั้นตอนการตั้งชื่อยากที่สุดเลยครับ ใช้เวลาเป็นเดือน เพราะต้องสอดคล้องกับเรื่องราว และต้องการให้ฟังดูร่วมสมัย สื่อถึงความเป็นใต้ชัดเจน” ป๊อกกล่าว
มะตูมอธิบายต่อว่า ชื่อของแต่ละกลิ่นจึงมักถูกคิดขึ้นจากความรู้สึกและจินตนาการที่เกิดขึ้นจากกลิ่นนั้นๆ เช่น ‘Samila Lush’ ที่ต้องการสื่อถึงความเขียวสดชื่นของป่าสน หรือ ‘Soul Sumpannee’ ซึ่งไม่ได้หมายถึงการนำส่วนผสมทุกอย่างของขนมสัมปันนีมาใส่ไว้ในกลิ่น แต่เป็นการหยิบเอาจิตวิญญาณและบรรยากาศของขนมออกมา ทั้งความอบอุ่น กลิ่นมะพร้าวคั่ว และแสงแดดของสงขลา
เช่นเดียวกับ ‘Nora Shadow’ ที่เลือกใช้คำว่า Shadow หรือ ‘เงา’ เพื่อสื่อถึงโนราในมุมที่ลึกลับและน่าค้นหาอีกเล็กน้อย “ชื่อมันสื่อถึงฟีลลิงและจินตนาการของกลิ่นนั้นๆ เป็นชื่อที่พอนึกออกแล้วจะรู้สึกได้กลิ่นและเห็นภาพชัดเจน” มะตูมอธิบาย
ขนมต้ม
นอกจากกลิ่นที่บอกเล่าเรื่องราวของพื้นที่แล้ว สำหรับ SAN แม้แต่รูปทรงของผลิตภัณฑ์ก็เป็นอีกภาษาหนึ่งที่ใช้พูดถึงภาคใต้ได้ เมื่อโจทย์คือการทำ ‘ถุงหอม’ ให้มีความเป็นท้องถิ่น ทั้งคู่ไม่ได้เริ่มจากการมองหาสัญลักษณ์ที่คนภายนอกจดจำได้ทันที แต่กลับไปค้นหาสิ่งที่เป็นความทรงจำร่วมของคนในพื้นที่ จนพบกับรูปทรงสามเหลี่ยมของ ‘ขนมต้ม’ หรือ ‘ตูปะ’ ที่คนสงขลาคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก และเป็นภาพที่เมื่อเห็นอีกครั้งในต่างถิ่น ก็พาความรู้สึกบางอย่างกลับไปถึงบ้านได้
“ถ้าเกิดในสงขลา ต้องเคยจับ เคยห่อ เคยกินมาตั้งแต่เด็กๆ เป็นภาพติดตา เวลาไปอยู่ต่างจังหวัด พอได้เห็นทรงนี้ มันนึกถึงบ้าน” ป๊อกเล่าถึงที่มาของถุงหอม ก่อนนำวิธีห่อขนมมาพัฒนาเป็นแพตเทิร์นและรูปแบบการตัดเย็บ โดยไม่ได้ทำงานกันเพียงลำพัง แต่ร่วมมือกับสาขาวิชาการออกแบบแฟชั่นและสิ่งทอ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย เปิดพื้นที่ให้อาจารย์และนักศึกษาเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่การพัฒนาแพตเทิร์น ไปจนถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์
สำหรับ SAN การทำงานร่วมกับคนในพื้นที่จึงไม่ได้เป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งของการผลิต แต่เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดที่อยากให้การหยิบวัฒนธรรมมาต่อยอดเกิดขึ้นร่วมกัน “เราอยากให้ชุมชนมีส่วนร่วมและภูมิใจไปด้วยกัน” มะตูมเล่า 
ขยายพื้นที่การเล่าเรื่อง
ตลอดเกือบ 4 ปีที่ผ่านมา SAN จึงค่อยๆ ขยับจากธุรกิจเครื่องหอมที่เล่าเรื่องสงขลา ไปสู่การเป็นแบรนด์ที่พยายามพาเรื่องราวของภาคใต้เดินทางออกไปไกลขึ้น การเปิดร้านที่ภูเก็ตและการทำคอลเลกชัน ‘อันดามัน’ เป็นอีกก้าวสำคัญที่ทำให้เห็นว่า SAN ไม่ได้ต้องการหยุดอยู่แค่การเล่าเรื่องบ้านเกิดเพียงพื้นที่เดียว แต่ยังมองหาวิธีเชื่อมโยงเรื่องราวของภาคใต้กับผู้คนในพื้นที่อื่นๆ มากขึ้น
“ต้องเรียกว่าเรากำลังจะเติบโตไป” ป๊อกตอบเมื่อถูกถามว่า วันนี้ SAN ยังเป็นธุรกิจท้องถิ่นอยู่หรือไม่ เพราะโจทย์ต่อจากนี้ไม่ใช่เพียงการขยายสาขา แต่คือการรักษาตัวตนของแบรนด์เอาไว้ท่ามกลางการเดินทางไปสู่พื้นที่ใหม่ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศที่ทั้งคู่มองว่าเรื่องราวเชิงวัฒนธรรมของ SAN สามารถกลายเป็นคุณค่าที่มีความพรีเมียมได้ ขณะที่การเข้าสู่กรุงเทพฯ กลับเป็นโจทย์ที่ต้องคิดอย่างละเอียดกว่าเดิม เพื่อหาบริบทที่เหมาะสมให้แบรนด์จากภาคใต้เข้าไปอยู่ในเมืองหลวงได้โดยไม่สูญเสียรากของตัวเอง
และการเติบโตครั้งต่อไปของ SAN อาจไม่ได้วัดจากจำนวนร้านเพียงอย่างเดียว เพราะร้านแห่งใหม่ที่กำลังจะเปิดกำลังขยับจากพื้นที่ที่เล่าเรื่องผ่านกลิ่นและดีไซน์ ไปสู่ประสบการณ์ที่มี ‘รสชาติ’ เข้ามาเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบ
“เราจะเพิ่มประสาทสัมผัสในการเล่าเรื่อง คือนอกจากกลิ่นและดีไซน์แล้ว เราจะเพิ่มเรื่องรสชาติเข้ามาด้วย” ป๊อกเล่าถึงทิศทางใหม่ ซึ่งอาจเป็นอีกก้าวของการทำให้เรื่องราวของสงขลาและภาคใต้ไม่ได้เพียงถูกดมหรือมองเห็น แต่สามารถถูกสัมผัสและจดจำผ่านประสบการณ์ที่หลากหลายยิ่งขึ้น
พื้นที่ใหม่ของ SAN จึงไม่ได้ถูกวางให้เป็นเพียงพื้นที่สำหรับวางขายผลิตภัณฑ์ แต่เป็นอีกขั้นของการเล่าเรื่องที่ต้องการให้คนอยู่กับสงขลาให้นานขึ้น ผ่านทั้งงานศิลปะ บรรยากาศของเมือง ถนนด้านหน้า และทะเลสาบที่อยู่ด้านหลัง โดยมีอาหารและเครื่องดื่มเข้ามาเป็นจุดเริ่มต้นของประสบการณ์
ในมุมของป๊อก F&B ยังทำหน้าที่เป็นมากกว่าการเพิ่มหมวดสินค้า เพราะมองว่าอาหารและเครื่องดื่มเป็นสิ่งที่ช่วยดึงคนเข้ามาในพื้นที่ได้ง่ายที่สุด ก่อนที่ประสบการณ์อื่นๆ ของ SAN จะค่อยๆ ทำงานต่อ “พอเขาเข้ามา ก็จะได้ประสบการณ์ในร้านที่มีสินค้าหลายอย่างในการเล่าเรื่อง และหากโมเดลนี้สร้างประสบการณ์ที่ลงตัวได้ ก็อาจกลายเป็นต้นแบบสำหรับการขยายพื้นที่ของ SAN ในอนาคต”
เพราะหัวใจสำคัญของพื้นที่นี้อาจไม่ใช่การทำให้คนเข้ามาแล้วรีบเลือกซื้อสินค้า แต่คือการทำให้พวกเขามีเวลาหยุด และเปิดรับสิ่งต่างๆ รอบตัวมากขึ้น “พอคนเข้ามา ได้ลองชิมรสชาติอาหารหรือเครื่องดื่ม เขาจะมีเวลาพัก พอมีเวลาพัก ก็จะมีเวลาหายใจ ได้ดูสิ่งต่างๆ หรือสัมผัสประสบการณ์ที่เรามอบให้” มะตูมอธิบาย และเมื่อผู้คนมีเวลาอยู่กับพื้นที่มากขึ้น เรื่องราวที่ SAN พยายามเล่าผ่านรูป รส และกลิ่น ก็อาจมีโอกาสค่อยๆ ซึมเข้าไปอยู่ในความทรงจำของพวกเขาได้มากกว่าเดิม
วันที่เมืองหยุดเดิน
สำหรับธุรกิจที่ผูกเรื่องราวของตัวเองไว้กับพื้นที่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเมืองย่อมส่งผลถึง SAN โดยตรงเช่นกัน โดยเฉพาะเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในปีที่ผ่านมา ซึ่งไม่ได้กระทบเพียงยอดขายจากนักท่องเที่ยว แต่ทำให้ทั้งคู่ได้เห็นอีกด้านของเมืองที่ตัวเองเรียกว่าบ้าน เมื่อถนนที่เคยเต็มไปด้วยผู้คนกลายเป็นสายน้ำ ร้านค้าต้องปิด และการเดินทางของนักท่องเที่ยวจากมาเลเซียซึ่งเคยเป็นลูกค้าหลักของร้านหายไปอย่างรวดเร็ว
“ถ้ามองภาพไปในบริเวณนั้น ถนนเส้นข้างหน้านี้ก็คือเป็นแม่น้ำเลย ทุกอย่างเงียบสนิท มีเด็กออกมาว่ายน้ำ เมืองคือหยุดเลย” ป๊อกเล่าถึงภาพที่เกิดขึ้น แม้ร้านจะไม่ได้รับความเสียหายโดยตรง และยังขายผ่านช่องทางออนไลน์ได้ แต่เมื่อมองออกไปนอกพื้นที่ของตัวเอง ทั้งคู่กลับพบว่ามีผู้คนอีกจำนวนมากที่กำลังเผชิญกับความเสียหายที่หนักกว่ามาก มะตูมจึงเข้าไปช่วยขนของ ขนอาหาร และทำอาหารแจก พร้อมเห็นน้ำใจของคนสงขลาที่ต่างช่วยเหลือกันและกันเท่าที่ทำได้
ท้ายที่สุด SAN เลือกนำกำไรส่วนหนึ่งจากเดือนธันวาคมไปบริจาคให้โรงพยาบาลหาดใหญ่ แม้สงขลาจะกลับมาเดินหน้าต่อได้ในเวลาไม่นาน แต่สำหรับหาดใหญ่ การฟื้นฟูยังไม่จบลงง่ายๆ เพราะเบื้องหลังร้านค้าที่กลับมาเปิดอีกครั้ง ยังมีผู้คนอีกจำนวนไม่น้อยที่ต้องเริ่มต้นใหม่ “ร้านใหญ่ๆ หรือคนที่มีทุนจะฟื้นเร็วมาก แต่คนที่ไม่ค่อยมีทุนหรือไม่มีแรงแล้วก็ยังอยู่ในสภาพเดิม” มะตูมเล่าถึงภาพที่เห็นหลังลงพื้นที่จริง ขยะอาจถูกเก็บไปแล้ว แต่ภายในบ้านหลายหลังยังเต็มไปด้วยความเสียหายและกลิ่นอับจากน้ำท่วมที่ยังหลงเหลืออยู่
เมืองเปลี่ยน เพราะคนเริ่มเห็นคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่
ตลอดระยะเวลาเกือบ 4 ปีที่ SAN เติบโตขึ้น สงขลาเองก็เปลี่ยนแปลงไปไม่น้อย จากช่วงแรกที่ร้านค้าและแบรนด์ท้องถิ่นยังมีอยู่ไม่มากนัก ส่วนใหญ่เป็นเพียงคาเฟ่เล็กๆ ที่ตั้งอยู่ห่างกันเป็นระยะ วันนี้เมืองกลับคึกคักขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในช่วงหลังที่สงขลาได้รับการโปรโมตในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวมากขึ้น รวมถึงมีงานและกิจกรรมเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องแทบทุกสัปดาห์
“มันก็เลยทำให้คนอยากเข้ามาทำความรู้จักสงขลามากขึ้น” ป๊อกเล่าถึงความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัด เมื่อผู้คนจากภายนอกเริ่มเข้ามาสัมผัสเมืองมากขึ้น ก็ทำให้พวกเขาได้เห็นว่า สงขลามีต้นทุนและเรื่องราวมากมายที่น่าสนใจ ขณะเดียวกันคนในพื้นที่เองก็เริ่มมองเห็นคุณค่าของสิ่งเหล่านั้นในมุมใหม่ และเห็นโอกาสที่จะนำของดีจากบ้านเกิดมาต่อยอดให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ร่วมสมัยขึ้น
“พอปริมาณนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น คนในพื้นที่ก็เริ่มเห็นไอเดียที่จะนำของดีในสงขลามาสร้างเป็นโปรดักต์ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์เครื่องหอม หรือผลิตภัณฑ์แฟชั่น” สำหรับป๊อก การเปลี่ยนแปลงนี้จึงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในมุมของการท่องเที่ยว แต่ยังส่งต่อไปถึงคนทำธุรกิจและผู้ประกอบการในพื้นที่ที่เริ่มเห็นศักยภาพของสิ่งที่ตัวเองมีมากขึ้น และเมื่อคนสงขลาเริ่มเห็นคุณค่าของต้นทุนเหล่านั้น เมืองก็ยิ่งมีแรงส่งให้เกิดแบรนด์และธุรกิจใหม่ๆ ตามมา
“คนสงขลาเริ่มเห็นคุณค่าของมันมากขึ้น ตรงนี้เป็นตัวดันให้เมืองพัฒนาได้รวดเร็วขึ้น”
เมืองที่ไม่ตะโกน
หากต้องอธิบายความเป็นสงขลาให้กับคนที่ยังไม่เคยมา ป๊อกเลือกใช้คำว่า ‘ความไม่ตะโกน’ เป็นคำสั้นๆ ที่อาจฟังดูแปลกในตอนแรก แต่สำหรับเขา นี่คือเสน่ห์สำคัญของเมืองที่ไม่ได้พยายามประกาศตัวเองว่าต้องเป็นอะไร หากแต่ปล่อยให้ผู้คนค่อยๆ เดินเข้ามาทำความรู้จักด้วยตัวเอง
“ผมว่าเสน่ห์ของสงขลาคือ ความไม่ตะโกน” ป๊อกบอก ก่อนที่มะตูมจะขยายความต่อว่า “สิ่งนี้สะท้อนอยู่ในความเรียบง่ายของเมือง เพราะแม้หลายสิ่งจะดูธรรมดาเมื่อมองจากภายนอก แต่เมื่อใช้เวลาเดินเข้าไปดูใกล้ๆ กลับพบรายละเอียดและเรื่องราวที่ซ่อนอยู่มากมาย อย่างบ้านหลังหนึ่งที่ภายนอกอาจเป็นเพียงอาคารสีขาวเรียบๆ ในแบบฉบับบ้านสงขลา แต่เมื่อเปิดประตูเข้าไป กลับมีรายละเอียดของผนัง บรรยากาศ หรือองค์ประกอบบางอย่างที่ไม่เหมือนเมืองอื่น บางบ้านอาจมีบ่อน้ำอยู่ด้านใน หรือมีการตกแต่งที่สะท้อนวิถีชีวิตของเจ้าของบ้านอย่างเฉพาะตัว
“มันเป็นเรื่องของความเรียบง่าย ธรรมดาๆ แต่ในความธรรมดานั้นมีรายละเอียดและเรื่องราวเกิดขึ้น ถ้าตั้งใจดูดีๆ” มะตูมเล่า นั่นทำให้สงขลาในสายตาของเขาไม่ใช่เมืองที่ต้องพยายามสร้างภาพจำให้ชัดเจนตั้งแต่แรกเห็น แต่เป็นเมืองที่ยิ่งใช้เวลา ยิ่งได้ค้นพบรายละเอียดเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ตามตรอก ซอย บ้าน และพื้นที่ต่างๆ
“มันไม่ได้พยายามที่จะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่เป็นเมืองที่เป็นของมันอยู่แล้ว แค่ต้องเข้ามาค้นหาและดูว่าลึกๆ แล้ว สงขลาเป็นยังไง มีของดีอะไรบ้าง” ป๊อกเสริม และนั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมเสน่ห์ของสงขลาจึงไม่ใช่สิ่งที่เห็นได้ทั้งหมดจากการมาเยือนเพียงครั้งเดียว เพราะหลายครั้งสิ่งที่น่าสนใจที่สุด กลับเป็นสิ่งที่ไม่ได้ตั้งใจให้ใครเห็นตั้งแต่แรก
“หลายที่ที่เดินผ่านดูเหมือนเป็นบ้านธรรมดา แต่พอเข้าไป อ้าว มีร้านซ่อนอยู่ มันคือ ความเป็น อยู่ คือ ที่ปกติของเมืองนี้” มะตูมทิ้งท้ายถึงความเป็นธรรมชาติของสงขลา เมืองที่ไม่ได้พยายามตะโกนบอกว่าตัวเองมีอะไรดี แต่กลับชวนให้คนค่อยๆ เดินเข้าไปหา และค้นพบเรื่องราวเหล่านั้นด้วยตัวเอง
จากความทรงจำในวัยเด็ก สู่รากทางวัฒนธรรมที่ถูกถ่ายทอดผ่านกลิ่น
เมื่อถามถึงผลิตภัณฑ์หรือกลิ่นของ SAN ที่แต่ละคนอยากแนะนำที่สุด คำตอบของทั้งคู่กลับพาไปสู่เรื่องของความทรงจำมากกว่าคำอธิบายเรื่องกลิ่น ป๊อกเลือก ‘Samila Lush’ กลิ่นแรกๆ ที่ผูกโยงกับความทรงจำในวัยเด็กและช่วงเวลาที่ใช้ชีวิตอยู่บริเวณหาดสมิหลา “ของผมยังคงเป็นกลิ่นสมิหลาครับ เป็นกลิ่นที่เป็นความทรงจำตอนเด็กๆ มีช่วงที่ใช้เวลาอยู่ที่หาดสมิหลาเยอะ” และในช่วงปลายปีนี้ SAN กำลังเตรียมเปิดตัวกลิ่น Samila Lush ในรูปแบบน้ำหอมฉีดตัว ซึ่งจะมีการปรับสูตรเพิ่มเติม ทำให้กลิ่นในความทรงจำของป๊อกมีอีกหนึ่งเวอร์ชันที่น่าติดตาม
สำหรับมะตูมเลือก ‘Nora Shadow’ กลิ่นที่มีความหมายกับเขาในอีกรูปแบบ เพราะเชื่อมโยงกับรากของครอบครัวที่มีเชื้อสายโนราอยู่แล้ว “ด้วยความที่ครอบครัวเดิมเป็นเชื้อสายโนราอยู่แล้ว รู้สึกว่า Nora Shadow เป็นเหมือนตัวแทนลูกหลานชาวใต้” กลิ่นนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงผลิตภัณฑ์ที่หยิบยกวัฒนธรรมโนรามาเล่า แต่เป็นเหมือนเงาของโนราที่ยังคงส่งต่อความเป็นภาคใต้จากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง
“สิ่งที่ SAN พยายามทำผ่าน Nora Shadow ไม่ใช่การนำเสนอภาคใต้ผ่านภาพจำเดิมๆ อย่างการรำโนราเพียงอย่างเดียว แต่คือการพาคนเข้าไปสัมผัสบรรยากาศและความรู้สึกของโนราผ่านประสาทสัมผัสอื่นๆ เป็นเหมือนเงาของโนราที่สืบทอดความเป็นภาคใต้ โดยใช้กลิ่นทำความเข้าใจและนำเสนอภาคใต้ในรูปแบบที่ไม่ใช่แค่การรำ แต่ดึงคนเข้าสู่บรรยากาศของโนราจริงๆ ผ่านรูป รส กลิ่นครับ” มะตูมกล่าว
ท้ายที่สุดไม่ว่าจะเป็น Samila Lush ที่พาเจ้าของแบรนด์กลับไปสู่ความทรงจำในวัยเด็ก หรือ Nora Shadow ที่เชื่อมโยงกับรากทางวัฒนธรรมของครอบครัว ทั้ง 2 กลิ่นสะท้อนวิธีคิดเดียวกับการทำงานของ SAN มาตลอด นั่นคือการหยิบสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวและมีความหมายมาตีความใหม่ ให้คนอื่นเข้าถึงและทำความรู้จักกับสงขลาและภาคใต้ผ่านประสบการณ์ของตัวเองได้




