อีกเพียง 1 เดือนข้างหน้า ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์กำลังจะเดินทางเข้าสู่ปีที่ 3 นับตั้งแต่ความขัดแย้งปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 ท่ามกลางตัวเลขของผู้เสียชีวิตชาวปาเลสไตน์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่โครงสร้างพื้นฐาน ระบบการศึกษาและสาธารณสุข ถูกโจมตีและได้รับความเสียหายหนัก นอกจากนี้วิกฤตขาดแคลนอาหารยังทำให้เด็กเล็กในพื้นที่ฉนวนกาซาต้องเผชิญกับภาวะทุพโภชนาการอย่างรุนแรง
จวบจนถึงปัจจุบัน กองทัพอิสราเอลยังคงเดินหน้าโจมตีและรุกคืบเข้าสู่ดินแดนปาเลสไตน์อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางเสียงประณามจากบรรดาองค์กรระหว่างประเทศต่อการกระทำที่เข้าข่ายการละเมิดสิทธิมนุษยชนและกฎหมายระหว่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม เสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อภาพลักษณ์ของอิสราเอลไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบนเวทีระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ยังสะท้อนออกมาผ่านทัศนคติของประชาชนจากหลายประเทศทั่วโลก เมื่อผลการสำรวจในปี 2026 พบว่า อิสราเอลกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับมุมมองในเชิงลบมากที่สุดจากประชาชนทั่วโลก
แล้วสิ่งนี้จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและสถานะของอิสราเอลบนเวทีระหว่างประเทศอย่างไรต่อไป รวมถึงชีวิตของชาวอิสราเอลที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ต่างแดนด้วยเช่นกัน
ผลสำรวจพบ อิสราเอลเป็นประเทศที่ถูกมอง ‘เชิงลบ’ มากที่สุด
จากผลสำรวจความคิดเห็นสาธารณะระดับโลก (Global Public Opinion) ด้านประชาธิปไตยและการรับรู้ต่อประเทศในปี 2026 ซึ่งเผยแพร่โดย Nira Data องค์กรอิสระที่รวบรวมข้อมูลความคิดเห็นของประชาชนทั่วโลกพบว่า อิสราเอลถูกมองใน ‘แง่ลบ’ มากที่สุดในโลก และประเทศรองลงมา ได้แก่ เกาหลีเหนือ อัฟกานิสถาน และอิหร่าน ขณะที่กลุ่มประเทศที่ประชากรทั่วโลกมีมุมมองเชิงบวกด้วยมากที่สุด ได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์ แคนาดา ญี่ปุ่น สวีเดน และอิตาลี ตามลำดับ
ผลสำรวจดังกล่าวเป็นการสอบถามความคิดเห็นจากประชาชนทั่วโลกมากกว่า 46,667 คน เพื่อให้ความคิดเห็นและมุมมองต่อ 129 ประเทศทั่วโลกและอีก 3 องค์กรระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคมที่ผ่านมา การรวบรวมความคิดเห็นของประชาชนใน 36 ประเทศทั่วโลกจาก Pew Research Center หน่วยงานด้านการวิจัยนโยบาย ความคิดเห็น และทัศนคติสาธารณะของสหรัฐอเมริกา ยังพบว่า ประชากรทั่วโลกส่วนใหญ่มีทัศนคติเชิงลบต่ออิสราเอล ตั้งแต่กลุ่มประเทศมุสลิมอย่างอินโดนีเซีย มาเลเซีย บังกลาเทศ ปากีสถาน และตุรกี ไปจนถึงกลุ่มประเทศในภูมิภาคยุโรป ในทางกลับกัน กลุ่มประเทศที่มีมุมมองเชิงบวกต่ออิสราเอลมากที่สุด ได้แก่ กลุ่มประเทศในภูมิภาคแอฟริกาใต้ทะเลทรายซาฮารา
ขณะที่หากจำแนกความคิดเห็นตามช่วงอายุจะพบว่า ใน 36 ประเทศทั่วโลก กลุ่มคนรุ่นใหม่มีแนวโน้มที่จะมีทัศนคติเชิงลบต่ออิสราเอลมากกว่ากลุ่มวัยกลางคนไปจนถึงกลุ่มสูงอายุ
อีกหนึ่งข้อมูลที่น่าสนใจคือ หลายประเทศนั้นมีความเชื่อมั่นในตัว ‘เบนจามิน เนทันยาฮู’ (Benjamin Netanyahu) นายกรัฐมนตรีของอิสราเอล น้อยมาก ขณะที่ประชากรมากกว่าครึ่งหนึ่งในออสเตรเลีย บังกลาเทศ แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี กรีซ อินโดนีเซีย มาเลเซีย อิตาลี เนเธอร์แลนด์ ปากีสถาน สเปน สวีเดน ตุรกี สหราชอาณาจักร ตอบว่า พวกเขา ‘ไม่มีความเชื่อมั่น’ ในตัวผู้นำอิสราเอลเลย
และที่สำคัญ ทั้งทัศนคติต่อผู้นำอิสราเอล รวมถึงมุมมองต่อประเทศอิสราเอลในภาพรวม มีแนวโน้มเชิงลบเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปี 2025 โดยเฉพาะหลังจากอิสราเอลร่วมกับสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
สาเหตุของทัศนคติเชิงลบที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่การทำสงคราม
ปัจจัยสำคัญของทัศนคติเชิงลบที่มีต่อประเทศอิสราเอลซึ่งทั้ง Nira Data และ Pew Research Center ทำการวิเคราะห์ไว้ คงหนีไม่พ้นการโจมตีพื้นที่ในเขตฉนวนกาซาตลอดช่วงเวลาเกือบ 3 ปีที่ผ่านมา
โดยข้อมูลเปิดเผยว่า นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2023 เป็นต้นมา กองทัพอิสราเอลสังหารประชาชนชาวปาเลสไตน์ไปแล้วมากกว่า 7.4 หมื่นราย พร้อมกับการเดินหน้าทำลายโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน และการขับไล่ชาวปาเลสไตน์ออกจากพื้นที่กาซาจนทำให้ประชาชนจำนวนมากต้องพลัดถิ่นและไร้ที่อยู่อาศัย รวมถึงการตัดความช่วยเหลือด้านอาหาร ยา และปัจจัยสี่ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ และองค์การระหว่างประเทศต่างลงความเห็นตรงกันว่า พฤติกรรมดังกล่าวกำลังเข้าข่าย ‘การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์’
อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ทั่วโลกมองอิสราเอลในแง่ลบ นั่นคือพฤติกรรมของ ‘ชาวอิสราเอล’ ในพื้นที่ต่างแดน
อนึ่ง อิสราเอลเป็นหนึ่งในประเทศที่เผชิญกับแนวโน้มการย้ายถิ่นออกนอกประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตั้งแต่ปี 2023 เป็นต้นมา
โดยเจ้าหน้าที่จัดเก็บภาษีภายในประเทศ (Israel Tax Authority) ให้ข้อมูลว่า ตั้งแต่ปี 2023 จนถึงปัจจุบัน จำนวนชาวอิสราเอลที่ย้ายออกนอกประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีจำนวนมากถึง 2.7 แสนคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีการศึกษาสูงและเป็นกลุ่มที่เสียภาษีให้กับประเทศในอัตราสูงมากกว่ากลุ่มอื่นๆ
สำหรับการย้ายถิ่นออกนอกประเทศ สำนักข่าว Al Jazeera รายงานว่า มี 2 เหตุผลหลัก ได้แก่
1. ความไม่มั่นคงทางการเมือง
ตั้งแต่ปี 2023 รัฐบาลอิสราเอลภายใต้การนำของเนทันยาฮู มีทิศทางทางการเมืองที่หันเหไปทางขวามากขึ้น รวมถึงความพยายามเข้าแทรกแซงสถาบันทางการเมืองอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันตุลาการของประเทศ
2. สงครามที่ไม่มีวันสิ้นสุด
แม้ชาวอิสราเอลส่วนใหญ่ไม่ได้คัดค้านการทำสงครามในเชิงหลักการ อย่างไรก็ตาม การใช้ความรุนแรงที่ดำเนินต่อเนื่องยาวนานเข้าสู่ปีที่ 3 ทำให้ประชาชนบางส่วนรู้สึกไม่ปลอดภัยที่จะอยู่อาศัยท่ามกลางพื้นที่ความขัดแย้ง รวมถึงความรู้สึกสิ้นหวังต่อความผันผวนทางการเมืองและเศรษฐกิจจากสงคราม
ประเด็นสำคัญอยู่ที่การย้ายถิ่นฐานไปในพื้นที่ที่มีทั้งภาษา วัฒนธรรม และวิถีชีวิตที่แตกต่างออกไป ทำให้ชาวอิสราเอลบางส่วนไม่สามารถปรับตัวเข้ากับบริบทของสังคมได้มากพอ จนเกิดการแสดงพฤติกรรมก้าวร้าว นำไปสู่การสร้างความขัดแย้งกับคนในพื้นที่ และอาจยิ่งตอกย้ำให้ทัศนคติเชิงลบหรือการต่อต้านอิสราเอลจากประชากรทั่วโลกมีเพิ่มมากขึ้น
ดังเช่นกรณีในประเทศฟิลิปปินส์ หนึ่งในประเทศที่ชาวอิสราเอลนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวและพำนัก โดยเฉพาะบนพื้นที่เกาะเซียร์กาโอ เมื่อเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นได้จับกุมชาวอิสราเอลจำนวนหนึ่งจากกรณีละเมิดกฎหมายภายในประเทศ
หนึ่งในกรณีดังกล่าวคือ เหตุการณ์ที่ชาวอิสราเอลจำนวน 2 คนเข้าทำร้ายเจ้าของร้านอาหารแห่งหนึ่งบนเกาะ โดยผู้ก่อเหตุอ้างว่า ไม่พอใจที่เห็นร้านอาหารมีธงปาเลสไตน์ประดับอยู่
เหตุการณ์เหล่านี้จุดกระแสต่อต้านชาวอิสราเอลในหมู่ชาวฟิลิปปินส์ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ จนกระทั่งนำไปสู่การเรียกร้องให้รัฐบาลฟิลิปปินส์มีมาตรการรับมือปัญหาดังกล่าว ที่มากกว่าการจับกุมและดำเนินคดีเป็นรายกรณีไป
ขณะที่ในประเทศอินโดนีเซียมีรายงานข่าวว่า เจ้าของฟิตเนสแห่งหนึ่งในเกาะบาหลีได้ไล่นักท่องเที่ยวชาวอิสราเอล 3 รายออกจากสถานที่ หลังพบว่าบุคคลเหล่านี้ข่มขู่และใช้ถ้อยคำหยาบคายกับพนักงานภายในฟิตเนส พร้อมทั้งกล่าวอ้างว่า พวกตนเคยรับราชการให้กับกองกำลังป้องกันอิสราเอล (Israel Defense Forces: IDF) มาก่อน
หมู่บ้านกาโซล ในรัฐหิมาจัลประเทศของอินเดีย เป็นอีกหนึ่งกรณีที่ได้รับผลกระทบจากการท่องเที่ยวของชาวอิสราเอล โดยเดิมทีกาโซลเป็นจุดหมายปลายทางด้านธรรมชาติของนักท่องเที่ยวแบ็กแพ็กเกอร์จากทั่วโลก ด้วยที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ซึ่งรายล้อมไปด้วยภูเขาหิมาลัย
ทว่าต่อมาหมู่บ้านแห่งนี้กลับได้รับฉายาว่าเป็น ‘อิสราเอลขนาดย่อม’ เนื่องจากมีชาวอิสราเอลจำนวนมากเดินทางมาพักผ่อนและพำนักอยู่ในพื้นที่เป็นเวลายาวนาน จนทำให้ธุรกิจท้องถิ่นต้องปรับตัวเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวกลุ่มดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หมู่บ้านกาโซลเริ่มมีภาพจำที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวแบบสังสรรค์ คอนเสิร์ต ดนตรี รวมถึงเกี่ยวข้องกับปัญหายาเสพติดและการค้าประเวณีมากขึ้น โดยตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจอินเดียให้ข้อมูลว่า ได้ดำเนินคดียาเสพติดไปแล้วมากกว่า 6,246 คดี และมีผู้ถูกจับกุมมากกว่า 1,200 คน โดยมากกว่าร้อยละ 75 เป็นชาวอิสราเอล
สำหรับประเทศไทยเองก็มีเหตุการณ์เกี่ยวกับพฤติกรรมเชิงลบของชาวอิสราเอลเกิดขึ้นหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการละเมิดกฎหมายไทย ข่มขู่ คุกคาม และใช้ความรุนแรงกับคนในพื้นที่ รวมถึงการประกอบกิจการและสวมสิทธิถือครองที่ดินในไทยอย่างผิดกฎหมาย โดยปัจจุบันมีชาวอิสราเอลที่เดินทางเข้ามาพำนักในไทยราว 3-4 หมื่นคน
กระทั่งนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างชาวไทยกับชาวอิสราเอล อย่างกรณีที่เกิดขึ้นในพื้นที่เกาะสมุย เกาะพะงัน ภูเก็ต พังงา และอำเภอปาย ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ดังที่ปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์มากมาย
และล่าสุดเมื่อวานนี้ (8 กันยายน 2026) สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เข้าพบ อโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ (Alona Fisher-Kamm) เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย เพื่อหารือถึงประเด็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของชาวอิสราเอลบางส่วนที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย พร้อมชี้แจงจุดยืนของไทยว่า ผู้ที่เดินทางเข้ามาในประเทศควรเคารพสังคม ประเพณี และวัฒนธรรมของไทย ขณะที่หากพบการกระทำที่เข้าข่ายละเมิดกฎหมาย ก็จำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด
ขณะที่เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยก็ไม่ได้เพิกเฉยต่อประเด็นดังกล่าว โดยพร้อมที่จะสื่อสารและสร้างความเข้าใจแก่ชาวอิสราเอลที่เดินทางมายังประเทศไทยมากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้พฤติกรรมของชาวอิสราเอลบางกลุ่มกลายเป็นปัญหาที่ลุกลามจนกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอิสราเอลในภาพรวม
สถานะและความมั่นคงในเวทีระหว่างประเทศ = ราคาที่ต้องจ่าย
เราคงไม่สามารถพูดได้ว่า ชาวอิสราเอลทั้งหมดมีพฤติกรรมดังที่กล่าวมาข้างต้น ทว่าในแง่หนึ่งก็ต้องยอมรับว่า ทั้งจุดยืนของรัฐบาล ตลอดจนพฤติกรรมของชาวอิสราเอลบางกลุ่มในต่างแดน ล้วนมีต้นทุนที่ต้องจ่าย และหนึ่งในนั้นคือ ‘สถานะทางการทูต’ และ ‘ชื่อเสียงของอิสราเอลในระดับระหว่างประเทศ’
ในวันที่ภาพลักษณ์ของประเทศตกต่ำลง สิ่งที่ตามมาอาจไม่ใช่เพียงเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมโลกเท่านั้น แต่ยังอาจกระทบความไว้วางใจและความชอบธรรมที่ประเทศได้รับจากนานาชาติ ซึ่งอาจกลายมาเป็นข้อจำกัดต่อความสามารถของอิสราเอลเองในการดำเนินนโยบายต่างประเทศกับชาติอื่นๆ ในอนาคต
บทความวิเคราะห์จากสำนักข่าว The Times of Israel วิเคราะห์เอาไว้ว่า อิสราเอลอาจจะต้องใช้เวลานานเกือบ ‘ชั่วอายุคน’ ในการฟื้นฟูชื่อเสียงและสถานะทางการทูตของประเทศ ซึ่งเป็นความพยายามที่อิสราเอลใช้เวลาสั่งสมมาอย่างยาวนานตลอดหลายทศวรรษ
ขณะที่สำนักข่าว The Jerusalem Post ระบุว่า แนวโน้มเชิงลบที่มีต่ออิสราเอลอาจดำเนินต่อไปอีกยาวนาน จนกระทั่งส่งผลต่อความไว้วางใจและความชอบธรรมของประเทศ ซึ่งย่อมส่งผลต่อการวางยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงของประเทศในระยะยาว
The Jerusalem Post ยังชี้ให้เห็นว่า ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา รัฐบาลอิสราเอลให้ความสำคัญกับความมั่นคงในมิติกายภาพเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการเสริมสร้างศักยภาพของกองทัพหรือการพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ ขณะที่มองข้ามเรื่องการเสริมสร้างภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของประเทศไปมาก
ทางออกของอิสราเอลในตอนนี้
ข้อมูลล่าสุดในเดือนพฤษภาคม 2026 เผยว่า รัฐบาลอิสราเอลกำลังเดินหน้าทุ่มงบประมาณกว่า 730 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 2.4 หมื่นล้านบาท) สำหรับการดำเนินงานด้านการทูตสาธารณะ ซึ่งเพิ่มมากขึ้นเกือบประมาณ 5 เท่าเมื่อเปรียบเทียบกับในปี 2025 และสูงกว่างบประมาณที่เคยใช้ก่อนวันที่ 7 ตุลาคม 2023 มากกว่า 20 เท่า
งบประมาณดังกล่าวถูกนำมาใช้กับกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การรณรงค์สื่อและโซเชียลมีเดีย การผลิตเนื้อหาและเผยแพร่เรื่องเล่าของอิสราเอล การทำงานร่วมกับผู้มีอิทธิพลทางความคิดและเครือข่ายต่างๆ ไปจนถึงการจัดคณะผู้แทนเดินทางเจรจากับประเทศต่างๆ ทั้งหมดนี้ทำไปเพื่อต้องการกำหนดเรื่องเล่าของอิสราเอลต่อสายตาของประชาคมโลก
การเพิ่มงบประมาณอย่างก้าวกระโดดเกิดขึ้นท่ามกลางทัศนคติและกระแสเชิงลบต่ออิสราเอลที่เพิ่มมากขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประเทศพันธมิตรอย่างสหรัฐฯ
ดังนั้นเหตุผลสำคัญจึงอาจไม่ใช่แค่การรักษาภาพลักษณ์ของประเทศ แต่ยังเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างจุดยืนของประชาชนกับการดำเนินนโยบายต่างประเทศของรัฐบาล
เพราะเมื่อประชาชนมีทัศนคติเชิงลบต่ออิสราเอลมากขึ้น รัฐบาลของประเทศเหล่านั้นก็อาจเผชิญแรงกดดันภายในประเทศมากขึ้นในการกำหนดนโยบายด้านการเมือง การทูต หรือการสนับสนุนทางทหารต่ออิสราเอล นั่นอาจหมายความว่า ในอนาคตอิสราเอลอาจมีแนวโน้มได้รับความช่วยเหลือจากพันธมิตรลดลงนั่นเอง
อีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญคือ การเพิ่มงบประมาณในส่วนนี้ให้มากขึ้น ก็เป็นไปเพื่อต่อต้านกระแสเกลียดชังชาวยิว และเพื่อป้องกันผลกระทบในมิติต่างๆ ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อชาวอิสราเอลที่อาศัยอยู่นอกประเทศด้วยเช่นกัน
ที่มา:
– https://www.aljazeera.com/news/2026/8/20/tsunami-of-emigration-reshapes-israels-future-experts-warn
– https://www.jpost.com/opinion/article-898696
– https://www.gov.il/en/departments/topics/anti_semitism/govil-landing-page
Tags: ภาพลักษณ์ประเทศ, Feature, สถานะทางการทูต, Israel, มุมมองประเทศ, อิสราเอล, ปาเลสไตน์, ยิว, การทูต, เบนจามิน เนทันยาฮู, ทูต, ชาวอิสราเอล




