“บ้านเรือนที่สงขลามันแตกต่างกันหมดเลยนะ 300 หลัง 300 แบบ ไม่ซ้ำกันเลย นี่คือเสน่ห์ของสงขลา เพราะสงขลาเป็นเมืองที่มีความคิดสร้างสรรค์ ไม่หยุดนิ่งมาตั้งแต่อดีตอยู่แล้ว”

ข้างต้นเป็นหนึ่งในบทสนทนาที่เกิดขึ้นระหว่างการพูดคุยกับ ‘เป้-ปกรณ์ เนมิตรมานสุข’ สถาปนิกผู้ออกแบบอาคาร TCDC สงขลาและบ้านเกียดฟั่ง ที่พูดถึงสถาปัตยกรรมบ้านเรือนในเมืองสงขลา สร้างความตื่นเต้นให้ไม่น้อย ก่อนที่เราจะเดินชมเมืองและเก็บภาพมาประกอบซีรีส์ The Tide Turns ที่ The Momentum บินลงไปสำรวจจังหวัดศูนย์กลางเศรษฐกิจที่สำคัญของภาคใต้แห่งนี้

ย้อนกลับไปในอดีต ‘สงขลา’ เป็นเมืองที่มีความสำคัญของสยามในฐานะ ‘เมืองท่า’ เชื่อมต่อการค้ากับหลายประเทศด้วยปัจจัยทางภูมิศาสตร์ที่เกื้อหนุน เพราะเทคโนโลยีการเดินเรือในอดีตอย่างเรือสำเภา จำเป็นต้องใช้ลมมรสุมในการเดินทาง จึงเป็นเหตุให้สงขลากลายเป็นจุดพักเรือของเหล่าพ่อค้าตะวันตก อินเดีย และจีน ที่พักซ่อมเรือ ที่เติมเสบียงแหล่งสำคัญ รวมถึงที่เปลี่ยนถ่ายสินค้า นั่นจึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เมืองท่าแห่งนี้มีความเป็น ‘หม้อหลอมทางวัฒนธรรม’ (Cultural Melting Pot) ค่อนข้างสูง

โดยปรากฏหลักฐานการตั้งรกรากของกลุ่มพ่อค้าชาวจีนที่เมืองท่าแห่งนี้เป็นครั้งแรกราวพุทธศตวรรษที่ 12-15 จากการค้นพบข้าวของเครื่องใช้หลายชนิด รวมถึงเครื่องปั้นดินเผา และยังปรากฏการตั้งชุมชนชาวจีนในอำเภอสทิงพระและบริเวณลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ชาวจีนเข้ามามีปฏิสัมพันธ์ในสงขลามาอย่างช้านาน

อีกหนึ่งหลักฐานที่สะท้อนอิทธิพลของวัฒนธรรมจีนที่แทรกซึมในเมืองสงขลาอย่างแนบเนียนตาคือ ‘สถาปัตยกรรม’ โดยเฉพาะอาคารบ้านเรือนที่มีความเป็นจีนสูง เช่น อาคารห้อมล้อมลานกลางบ้าน (Courtyard) หรือการใช้ ‘อิฐดินเผา’ เช่น กระเบื้องว่าว หรือกระเบื้องกาบกล้วยมามุงหลังคาบ้านเรือน

และหลังจากชาวจีนเข้ามาตั้งรกรากมากขึ้น ปริมาณการใช้กระเบื้องเพื่อสร้างบ้านและอาคารต่างๆ ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน จึงทำให้เกิดอาชีพทำอิฐขึ้นในชุมชนลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา เช่น ท่านางหอม โดยชาวจีนนำดินเหนียวในน้ำเค็ม ซึ่งมีคุณสมบัติเหนียวและทนทานมากกว่าดินเหนียวน้ำจืดมาทำเป็นเครื่องปั้นดินเผา รวมถึงกระเบื้องมุงหลังคา

หากเราเดินเตร็ดเตร่ในเมืองเก่าสงขลา เชื่อได้เลยว่า หลังคากระเบื้องดินเผาจะเป็นหนึ่งสิ่งที่ดึงดูดสายตาได้เป็นอย่างดี ด้วยสีสันและลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ นอกจากกระเบื้องที่ใช้มุงหลังคาแล้ว สถาปัตยกรรมในเมืองเก่าสงขลายังมีหลากหลายสไตล์โดดเด่นไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นบ้านจีนโบราณ อาคารตึกแถวจีน 2 ชั้น อาคารสไตล์ชิโน-โปรตุกีสแต่ไม่มี ‘หงอคากี่’ หรือซุ้มโค้งทางเดินหน้าบ้านแบบที่ภูเก็ต-ปีนัง ตลอดจนอาคารสมัยใหม่แนว Art Deco ตั้งเรียงรายบนถนนนางงาม ถนนนครใน และถนนนครนอก

โดยหนึ่งในบ้านที่มีเอกลักษณ์เด่นชัดที่สุดคือ บ้านเลขที่ 121 บนถนนนครใน หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘บ้านนครใน’ เป็นบ้านสไตล์จีนโบราณที่ถูกเปลี่ยนมาเป็นพิพิธภัณฑ์เมืองเก่าสงขลา ภายในมีของสะสมและเครื่องมือเครื่องใช้จำนวนมากตั้งอยู่ เพื่อเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้เกี่ยวกับอดีตของเมือง แสดงให้เห็นถึงความรุ่มรวยทางวัฒนธรรมที่สงขลามีมาตั้งแต่อดีตอย่างชัดเจน

และปัจจุบันอาคารบ้านเรือนในเมืองเก่าสงขลาก็ยังเป็นพื้นที่ที่ใช้งานจริง ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ท่องเที่ยวที่ถูกแช่แข็งไว้ แต่ยังมีผู้คนอาศัย มีกิจการร้านค้าต่างๆ ดำเนินธุรกิจตามปกติ หรือแม้แต่ร้านเชนระดับประเทศอย่าง คาเฟ่ อเมซอน ก็ตั้งอยู่ในอาคารจีนโบราณได้อย่างแนบเนียนสายตา

นั่นจึงสะท้อนให้เห็นว่า แม้โลกจะเดินหน้าอย่างรวดเร็ว แต่กลิ่นอายความหลากหลายทางวัฒนธรรมของเมืองสงขลายังคงอยู่ ขณะที่เมืองก็มีเสน่ห์มากขึ้นจากการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการรักษาอัตลักษณ์เอาไว้อย่างลงตัว

อ้างอิง:

https://kb.psu.ac.th/server/api/core/bitstreams/3c95af1f-c57e-47cc-8c9a-61a30413f8cf/content

https://www.scf.or.th/paper/27

– อรทัย สัตยสัณห์สกุล. (2548). การศึกษาหัตถกรรมอิฐและกระเบื้องดินเผา ท่านางหอม จังหวัดสงขลา. วารสารปาริชาต, 18(1), 43-50

Tags: , , , , , , , , , , , , , , ,