1.

1 เมษายน 1971 โรเบร์โต กินตานิยา เปเรย์รา (Roberto Quintanilla Pereira) กงสุลใหญ่โบลิเวีย เชิญหญิงสาวผมบลอนด์ชาวออสเตรเลียมาพบ ณ ที่ทำงานในเมืองฮัมบวร์ค เยอรมนีตะวันตก 

“เธออยากสอบถามข้อมูลเรื่องวีซ่าเดินทางไปโบลิเวีย เพื่อเล่นดนตรีโฟล์ก” คำร้องขอนี้ทำให้ชายหนุ่มซึ่งมีชื่อเล่นว่า โตโต้ ยอมให้มาพบในวันดังกล่าว

บุรุษวัย 43 ปีทักทายอีกฝ่ายอย่างประหม่า เสี้ยววินาทีแห่งการสบตา เขากลับละทิ้งสัญชาตญาณเอาตัวรอดที่มีติดตัวนับตั้งแต่ทำงานให้กับรัฐบาลโบลิเวีย เพราะความสวยและเสน่ห์อันเหลือล้นของหญิงผมบลอนด์ ทำให้นิสัยจอมวางแผนและการระแวดระแวงถูกลดการ์ดลงมาในฉับพลัน

ความผิดพลาดนี้ต้องจ่ายด้วยราคาของชีวิต

ยังไม่ทันได้ให้ข้อมูลเรื่องวีซ่า นักดนตรีหญิงออสเตรเลียก็ควักปืนลูกโม่.38 ยี่ห้อโคลต์ (Colt) ออกมา แล้วลั่นไกเข้าที่หน้าอกของเปเรย์ราทันที 3 นัด

การยิงของมือสังหารประณีตและแม่นยำมาก กระสุนทั้งหมดที่เข้าร่าง ทำมุมเป็นสามเหลี่ยมเรียงอย่างสมบูรณ์แบบ นั่นแสดงว่าผู้ก่อเหตุมีทักษะและความสามารถด้านการใช้ปืนสูงยิ่ง

เมื่อจัดการเปเรย์ราเสร็จ ผู้หญิงคนนี้รีบผละหนีไป แม้ภรรยาของกงสุลใหญ่จะมาพบและพยายามจับ แต่ไม่เป็นผล แม้เสียงปืนจะทำให้ตำรวจเยอรมันรุดนำกำลังเข้ามา แต่พวกเขาก็ไม่พบใคร มีเพียงวิกผมบลอนด์ แว่นตาสีดำ และกระเป๋าถือซึ่งใส่อาวุธสังหารไว้ รวมถึงกระดาษแผ่นหนึ่งที่เขียนวลีสั้นๆ ถูกทิ้งไว้ใกล้ศพว่า

“ชัยชนะหรือความตาย”

นี่คือคำขวัญของกลุ่มกองโจรซ้ายจัดในโบลิเวีย พวกเขาเหิมเกริมถึงขนาดมาลงมือในแผ่นดินยุโรป นั่นทำให้หน่วยงานความมั่นคงรีบรวบรวมหลักฐาน ไม่นานสื่อก็ระแคะระคายและขุดคุ้ยจนพบความจริงอันตกตะลึงว่า กงสุลใหญ่ที่ตายนั้น แท้จริงแล้วถูกส่งตัวมาอยู่ที่ฮัมบวร์คเพื่อซ่อนตัวภายใต้บทบาทนักการทูต ไม่ให้ถูกไล่ฆ่าโดยกลุ่มฝ่ายซ้ายจัดในประเทศที่มีความแค้นฝังใจกับเขาเป็นอย่างมาก

เพราะแท้จริงแล้ว เปเรย์ราคือหัวหน้าหน่วยข่าวกรองของโบลิเวีย และเขาคือผู้ออกคำสั่งให้ยิงเป้า เช เกวารา (Che Guevara) นักปฏิวัติผู้ยิ่งใหญ่ ด้วยความร่วมมือและอนุญาตจากหน่วยข่าวกรอง CIA ของสหรัฐอเมริกา สั่งการให้ทหารยศสิบตรีลั่นไกปิดฉากชีวิตบุรุษที่จะกลายเป็นตำนาน และมีรูปติดอยู่ที่ท้ายรถสิบล้อของไทยแทบทุกคัน เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 1967 เขาเสียชีวิตด้วยวัยเพียง 39 ปี

แต่กลับเป็นอมตะอยู่จนถึงทุกวันนี้

ข้อมูลดังกล่าวกลายเป็นที่ฮือฮาอย่างมาก หลังสังหารเกวารา เปเรย์รายังตัดมือของบุคคลในตำนานเก็บไว้เป็นที่ระลึก ส่งให้หัวหน้าเพื่อเป็นหลักฐานว่า เขาสั่งตายชายคนนี้แล้ว การกระทำนี้สร้างความไม่พอใจให้รัฐบาลคิวบา ซึ่งเกวาราเคยร่วมปฏิวัติ จนถึงขั้นมีคำสั่งให้สังหารเขาได้เลย สิ่งนี้ยิ่งปลุกเร้าและสร้างความเดือดดาลจากฝ่ายซ้ายทั่วโลก

รัฐบาลโบลิเวียจึงต้องส่งเขาไปอยู่ในเยอรมนี เพื่อหวังป้องกันและซ่อนตัวชายคนนี้ในคราบกงสุลใหญ่

แต่ไม่มีความลับใดยืนยง สุดท้ายฝ่ายซ้ายในโบลิเวียก็รู้ว่าโตโต้อยู่ที่ไหน ด้วยความร่วมมือจากพวกคอมมิวนิสต์ในฝรั่งเศส จัดหาหนังสือเดินทางปลอม ส่วนคอมมิวนิสต์อิตาลีก็หาปืนลูกโม่มาให้แก่หญิงสาวที่ต้องการประกาศให้โลกรู้ว่า เธอจะลงมือแทนเหล่านักปฏิวัติทั้งหลายเอง

กินเวลาไม่นาน ทางการเยอรมนีก็รู้ชื่อมือสังหารคนนี้ เธอคือ โมนิกา เอิร์ทล์ (Monika Ertl) อายุ 34 ปี 

เมื่อขุดคุ้ยประวัติก็พบว่า เจ้าตัวมีพ่อเป็นอดีตสมาชิกนาซีที่หนีไปอยู่อเมริกาใต้ หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ความอื้อฉาวดังกล่าวเป็นที่กระฉ่อน แต่สิ่งที่เธอทำลงไปกลับสร้างชื่อเสียง และกลายเป็นที่ยกย่องในหมู่ฝ่ายซ้ายทันที

สื่อรีบตั้งสมญานามให้โมนิกาอย่างเลิศหรูว่า

‘หญิงผู้ชำระแค้นให้เช เกวารา’

2.

พ่อของเอิร์ทล์สนใจเรื่องภาพยนตร์และการปีนเขา เจ้าตัวมีโอกาสทำสารคดีเกี่ยวกับโอลิมปิกปี 1936 ณ กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นสถานที่สำแดงอุดมการณ์และอานุภาพของพรรคนาซี เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาเดินทางไปถ่ายหนัง และนำมาตัดต่อเป็นงานโฆษณาชวนเชื่อให้กับกองทัพเยอรมันด้วย

กระนั้นหลังนาซีล่มสลาย ชายหนุ่มหอบครอบครัวหนีไปอเมริกาใต้ เช่นเดียวกับสมาชิกพรรคหลายคนที่ยอมหลบหนีดีกว่าถูกจับกุม และโดนพิพากษาจากชาติสัมพันธมิตร

เจ้าตัวซื้อที่และทำสวนในโบลิเวียโดยไม่ปิดบังตัวเองว่าเป็นคนเยอรมัน เขาตั้งชื่อนิวาสสถานแห่งนี้ว่า รัฐอิสระแห่งบาวาเรีย อันเป็นภูมิลำเนาที่จากมา

เอิร์ทล์เป็นลูกที่พ่อรักมากที่สุด เขามักจะพาเธอไปท่องป่า ฝึกยิงปืน และนั่งดูหนังกัน 2 คน สิ่งนี้กลายเป็นเบ้าหลอมเด็กหญิงให้โตมาแบบไม่กลัวใคร บ้าบิ่น และมุทะลุเป็นอย่างมาก

เมื่อเป็นผู้ใหญ่ เธอตระเวนทำหนังสารคดีเกี่ยวกับประเทศโบลิเวีย ได้แต่งงานกับชนชั้นสูง มีคฤหาสน์หลังงาม ใช้ชีวิตครองคู่ยาวนานกว่า 11 ปี ทว่าวันหนึ่งเจ้าตัวกลับเปลี่ยนมุมมองและอุดมการณ์ชีวิตแบบฉับพลัน จากภรรยาผู้ร่ำรวย เอิร์ทล์กลับต้องการเป็นนักปฏิวัติเพื่อปวงประชาแทน

ไม่มีใครรู้เหตุผลเรื่องนี้อย่างชัดเจน คาดกันว่า การที่เธอไม่มีลูกในยุคที่ผู้หญิงต้องเป็นแม่ อาจมีส่วนกดดันให้เธอทนรับสภาพนี้ไม่ไหว แต่อีกประเด็นคือ การเห็นอกเห็นใจคนยากจนในประเทศที่ถูกทอดทิ้ง และต้องทำงานให้เศรษฐีแบบถูกกดขี่และไร้ค่า หล่อหลอมให้เธอโกรธแค้นชนชั้นนำในโบลิเวีย รวมถึงรัฐบาลเผด็จการและประธานาธิบดีที่ฉ้อฉล ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านกับครอบครัวเธอตั้งแต่เด็ก

ยิ่งมาล่วงรู้ความลับในตอนหลังว่า พ่อคือคนที่มีส่วนร่วมในการสังหารคนบริสุทธิ์นับล้าน ประกอบกับยุคสมัยแห่งกบฏ และความโกรธแค้นต่อสภาพสังคมที่ไม่เท่าเทียม ทำให้เอิร์ทล์ตัดสินใจหย่าขาดกับสามี ละทิ้งภูมิหลังสุดหรูจากครอบครัว มุ่งหน้าจับปืนสู่เส้นทางปฏิวัติ และเข้าร่วมกับกลุ่มกองโจรฝ่ายซ้ายที่ต้องการล้มรัฐบาลเผด็จการฝ่ายขวา ซึ่งได้รับการอุ้มชูและคุ้มกันจากสหรัฐฯ

สิ่งนี้สร้างความตกใจให้กับผู้เป็นพ่ออย่างยิ่ง

“ถ้าอยากสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ได้จริงๆ ลูกต้องไปอยู่ในสลัมต่างหาก เพราะปัญหาในสังคมไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการก่อการร้าย”

แต่ลูกสาวสุดที่รักไม่สนใจ เธอเลือกตัดขาดสายสัมพันธ์กับพ่อ ก่อนจะร่วมหัวจมท้ายกับหัวหน้ากลุ่มกองโจรที่สืบทอดเจตนารมณ์และอุดมการณ์จากเกวารา พวกเขาต่อสู้ฟาดฟันกับทหารและเจ้าหน้าที่รัฐ หวังโค่นล้มประธานาธิบดี ผู้ที่พ่อของเอิร์ทล์เคยมอบนาฬิกาหรูให้เป็นของขวัญ

กระนั้นด้วยอำนาจและเงินทุนไม่อั้นจากสหรัฐฯ ทำให้ทางการโบลิเวียมีพลานุภาพกวาดล้างกองโจรอย่างโหดเหี้ยม นั่นทำให้เอิร์ทล์ต้องหลบหลีกหนีภัย ก่อนจะลอบเดินทางไปคิวบา ณ ที่แห่งนั้น เธอรู้ว่าคนที่มีส่วนร่วมสังหารเกวาราอยู่ที่ฮัมบวร์ค จึงเดินทางไปทันที

เพื่อล้างแค้นให้…

3.

ด้วยความที่พูดภาษาเยอรมันได้ และเคยเดินทางกลับบ้านเกิดหลายครั้ง ทำให้เอิร์ทล์เหมาะสมที่สุดในการลงมือสังหาร แผนการถูกวางไว้เป็นอย่างดี การลงมือเต็มไปด้วยความรุนแรง แต่เฉียบขาดและว่องไว สิ่งที่เธอทำลงไปได้รับการยกย่องจากฝ่ายซ้ายและรัฐบาลคิวบา

แต่กับโบลิเวีย การลั่นไกครั้งนี้ทำให้เธอกลายเป็นศัตรูหมายเลข 1 ของประเทศ แม้ทุกคนรู้ดีว่าพ่อของเธอเป็นใคร แต่การฆ่าเปเรย์ราอย่างเลือดเย็นนี้ ทำให้รัฐบาลประกาศออกหมายจับ และสั่งล่าตัวมารับโทษให้ได้

พลันที่รูปของลูกสาวตีพิมพ์ไปทั่วประเทศ พ่อถึงกับช็อก รางวัลนำจับเธอสูงถึง 2 หมื่นดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 6.53 แสนบาท) มากกว่าเกวาราที่ถูกตั้งไว้เพียง 4.2 พันดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 1.38 แสนบาท) 

อดีตนาซีที่เอาตัวรอดหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุด ยอมเสี่ยงตายหนีมาเสวยสุขในอเมริกาใต้รู้ดีว่า จำนวนเงินที่เยอะขนาดนี้คือคำพิพากษาประหารชีวิตอดีตลูกสุดที่รัก เพราะในไม่ช้า จะต้องมีคนคายความลับนี้ให้แก่ทางการ เพื่อแลกกับเบาะแสงามๆ แน่

ทว่าเอิร์ทล์ก็มีฝีมือพอตัว แม้ตำรวจเยอรมันตะวันตกจะไล่ล่า แต่เธอเดินทางออกจากยุโรปได้อย่างปลอดภัย คาดว่ากลุ่มติดอาวุธที่ศรัทธาคอมมิวนิสต์ลอบช่วยเหลือ ช่วงเวลานั้นหญิงสาวสามารถเดินทางไปขอลี้ภัยในคิวบา และอยู่ที่นั่นได้อย่างสำราญ ในฐานะผู้ชำระแค้นให้เกวารา ทว่าเธอกลับเลือกกลับมาโบลิเวียเพื่อสานต่ออุดมการณ์ปฏิวัติ

กระนั้น พวกฝ่ายซ้ายในยุโรปได้ส่งเบาะแสสำคัญมาให้เอิร์ทล์ เจ้าตัวพบว่าเพื่อนสนิทของพ่อคนหนึ่งที่ชื่อว่า เคลาส์ อัลท์มันน์ (Klaus Altmann) แท้จริงแล้วเป็นอดีตสมาชิกนาซีที่มีฉายาว่า จอมเชือดแห่งลียงอีกด้วย ชื่อของเขาคือ เคลาส์ บาร์บี (Klaus Barbie)

นี่คือชายผู้มีส่วนรับผิดชอบในการสังหารคนยิวในฝรั่งเศส ที่เสียชีวิตประมาณ 1.1-2.5 หมื่นราย เขาเคยบอกกับคนใกล้ชิดว่า “ผมเสียใจแทนพวกยิวแต่ละคนที่ไม่ได้โดนผมฆ่า”

บาร์บีเป็นอาชญากรสงครามสุดอันตรายที่ยังลอยนวล ไม่ถูกดำเนินคดีอะไรเลย เมื่อได้รับเบาะแสและรู้ความจริงนี้ ทำให้เธอและกลุ่มกองโจรในโบลิเวียเตรียมลักพาตัวเขากลับไปยังฝรั่งเศสเพื่อดำเนินคดีในฐานะฆาตกรสุดโหดให้ได้

ทว่าสิ่งที่เอิร์ทล์ไม่ได้ตระหนักคือ บาร์บีไม่ได้เป็นเพียงอดีตจอมเชือดแห่งลียง แต่เขายังเป็นพันเอกกิตติมศักดิ์ ให้คำปรึกษาแก่หน่วยงานความมั่นคงโบลิเวีย เพื่อต่อสู้กับกบฏฝ่ายซ้าย เขาจึงมีหูมีตาอยู่ทั่วประเทศ พลันที่สายข่าวแจ้งว่า อดีตนาซีรายนี้กำลังจะโดนหลานสาวของเพื่อนรักจับกุมตัว

เคลาส์จึงซ้อนแผนเพื่อจัดการผู้ชำระแค้นให้เกวาราแทน

วันที่ 12 พฤษภาคม 1973 หรือ 2 ปี หลังสังหารเปเรย์รา ขณะที่หญิงสาวเดินอยู่กลางเมืองหลวงของโบลิเวีย โดยปลอมตัวให้เหมือนพวกฮิปปี มีเสน่ห์ชวนมอง แต่ไม่มีใครจำได้ว่า นี่คือเอิร์ทล์ ในนาทีนั้นเอง บาร์บีและเจ้าหน้าที่กลับซุ่มดักรออยู่ และผู้เป็นลุงนี้เองที่ชี้ตัวหลานสาวของเพื่อน

มันคือการทรยศสุดโหดเหี้ยม

สมุนรัฐบาลเผด็จการบุกล้อมจับ เกิดการยิงต่อสู้อย่างดุเดือด เอิร์ทล์ถูกยิงเสียชีวิต ปิดฉากชีวิตด้วยวัย 36 ปีเท่านั้น อายุน้อยกว่าตอนที่เกวาราตายด้วยซ้ำไป

ทางการโบลิเวียถ่ายภาพหญิงสาวไว้ แล้วตัดสินใจนำร่างไปฝังโดยไม่คืนศพให้กับครอบครัว กระทั่งทุกวันนี้ ไม่มีใครรู้ว่าร่างของเธอถูกฝังอยู่ที่ใด โดยเจ้าหน้าที่ใช้วิธีเดียวกับเกวารา คือฝังในหลุมศพนิรนาม แต่ความแตกต่างคือ ร่างของนักปฏิวัติชายถูกค้นพบในปี 1997 หรือ 30 ปีหลังความตาย

แต่ร่างของหญิงสาวที่แก้แค้นให้เกวารากลับไม่มีใครหาพบ และยังคงเป็นปริศนาจนถึงปัจจุบัน

หลังพ่อรู้ข่าวการเสียชีวิต แม้จะตัดขาดกับลูกสาวไปแล้ว แต่ความผูกพันยังคงอยู่ แม้จะเสียใจ เจ็บปวด และต้องแบกรับความทุกข์ที่ไม่อาจเอาร่างบุตรีมาฝังตามความเชื่อของคริสต์ศาสนาได้ แต่อดีตนาซีผู้นี้ก็ให้สัมภาษณ์กับสื่ออย่างน่าสนใจว่า

“การที่ลูกของผมถูกยิงตาย นั่นเหมาะแล้ว ดีกว่าโดนจับเป็น แล้วให้ไอ้พวกนั้นทรมานเธอ”

อ้างอิง:

https://www.spiegel.de/geschichte/leben-und-sterben-der-monika-ertl-a-948245.html

https://blogs.timesofisrael.com/monika-ertl-the-nazis-daughter/

https://thehighasia.com/monika-ertl-the-avenger-of-che-guevara/

https://themomentum.co/haunted-history-lyon/

Tags: , , , , , , ,