ในวงสนทนาของคนวัยทำงาน มีคำถามหนึ่งที่วนกลับมาเสมอ และไม่เคยมีใครตอบได้เต็มปาก “ต้องมีเงินเท่าไร ถึงจะเกษียณได้”

คำถามนี้ฟังดูเหมือนคำถามส่วนบุคคล แต่จริงๆ แล้ว คำถามนี้คือคำถามที่วัดสุขภาพของรัฐได้ดีกว่าตัวชี้วัดหลายตัว เพราะในประเทศที่ระบบบำนาญทำงาน คนไม่ต้องถามคำถามนี้บ่อยขนาดนี้

ช่วงหลังมีตัวเลขหนึ่งลอยขึ้นมาในบทสนทนาเรื่องการเงินส่วนบุคคลบ่อยเป็นพิเศษ 14 ล้านบาท เป็น Magic Number สำหรับเป้าเกษียณ เมื่ออายุ 60 ปี

เลข 14 ล้านมาจากไหน ลองยกเครื่องคิดเลขขึ้นมาดู สมมติว่าคุณเกษียณตอนอายุ 60 ปี มีเงินก้อน 14 ล้านบาท เอาไปฝากหรือลงทุนในสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำที่ให้ผลตอบแทนราว 3% ต่อปี แล้วถอนออกมาใช้เดือนละ 6 หมื่นบาท หรือปีละ 7.2 แสนบาท

คำตอบคือ เงินก้อนนี้จะอยู่กับคุณได้ประมาณ 30 ปีพอดี คืออยู่ได้ถึงตอนที่คุณอายุ 90 ปี

ตัวเลขนี้ไม่ได้ถูกปั้นขึ้นมาลอยๆ หากคำนวณกลับได้จริง เงินต้นที่ต้องใช้เพื่อจ่ายเดือนละ 6 หมื่นบาทไปอีก 30 ปี ภายใต้ผลตอบแทน 3% ความสวยงามของมันคือ ดอกผลจากเงินต้นช่วยแบกภาระไปได้เกินครึ่ง คุณไม่ได้กินเงินต้นอย่างเดียว

แต่ถึงจะมี 14 ล้านบาท ตัวเลขนี้ก็ยังไม่ใช่ตัวเลขที่สวยหรู ข้อแรกที่ต้องทำความเข้าใจคือ 6 หมื่นบาทของวันนี้ กับ 6 หมื่นบาทของปีที่ 30 ไม่ใช่เงินจำนวนเดียวกัน

ถ้าเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ราว 2.5% ต่อปี เงิน 6 หมื่นบาทที่คุณถอนออกมาใช้ในปีสุดท้าย จะมีอำนาจซื้อเทียบเท่าประมาณ 2.8-2.9 หมื่นบาทของวันนี้เท่านั้น แปลว่าคำว่า “ใช้ได้เดือนละ 6 หมื่นบาทสบายๆ” เป็นจริงในเชิงตัวเลข แต่ไม่จริงในเชิงชีวิต 

ด้วยตัวเลขนี้ คุณจะสบายใน 10 ปีแรก แล้วค่อยๆ รัดเข็มขัดใน 20 ปีหลัง โดยที่ยอดเงินในบัญชีไม่ได้ลดลงผิดปกติเลย นี่คือกับดักที่แผนเกษียณส่วนใหญ่เผชิญ เราวางแผนเป็นตัวเลข แต่ใช้ชีวิตจริงด้วยราคาสินค้าบวกอัตราเงินเฟ้อ

กระนั้นเอง 14 ล้านบาทก็ยังพอเป็นตัวเลขที่ ‘เป็นไปได้’ 14 ล้านไม่ใช่ตัวเลขที่ ‘เวอร์’ จนไร้ความหมาย ต่างจากตัวเลข 30 ล้านบาท 50 ล้านบาทที่บางคนบอกต้องไปให้ถึง เพื่อจะเกษียณอย่างมีศักดิ์ศรี แต่เป็นตัวเลขที่ทำให้คนฟัง ‘ท้อ’ ตั้งแต่ประโยคแรก

เป็นไปได้ก็เพราะว่า ถ้าคุณเริ่มเก็บเงินตอนอายุ 30 ปี และมีเวลา 30 ปีเต็ม จำนวนที่ต้องกันไว้ทุกเดือนคือ 3% ต่อปี ราวเดือนละ 2.45 หมื่นบาท ผลตอบแทน 5% ต่อปี ราวเดือนละ 1.75 หมื่นบาท และผลตอบแทน 7% ต่อปี ราวเดือนละ 1.24 หมื่นบาท

นี่คือความต่าง เพราะการ ‘เก็บที่ไหน’ อาจสำคัญมากกว่า ‘เก็บเท่าไร’ ข้อที่ชัดเจนก็คือ การปล่อยเงินไว้ในบัญชีออมทรัพย์ 30 ปี ไม่ใช่การออม แต่คือการยอมให้เงินเฟ้อเก็บภาษีคุณเงียบๆ ทุกปี

และเหตุผลของการ ‘เริ่มช้า’ 10 ปี ไม่ได้แปลว่าต้องเก็บเงินเพิ่มอีก 33% แต่ต้องเก็บเพิ่มเกือบเท่าตัว เพราะสิ่งที่หายไปไม่ใช่เงินที่ไม่ได้เก็บ แต่คือดอกผลของเงินที่ไม่ได้เก็บ ทบไปอีก 20 ปี

กระนั้นเอง ตัวเลข 14 ล้านก็ไม่ใช่เรื่องง่าย หากเอาไปวางข้างเลขจริงของตลาดแรงงานไทย ค่าจ้างขั้นต่ำปี 2569 อยู่ที่ 337-400 บาทต่อวันแล้วแต่พื้นที่ ตกราว 1-1.2 หมื่นบาทต่อเดือนสำหรับคนทำงานเต็มเดือน พูดง่ายๆ คือ ยอดที่ต้องเก็บทุกเดือนเพื่อไปให้ถึง 14 ล้านบาท อยู่ในระดับใกล้เคียงหรือมากกว่าเงินเดือนทั้งเดือนของแรงงานไทยจำนวนมาก

แล้วสถานการณ์ก็ไม่ได้กำลังดีขึ้น ไตรมาส 2 ปี 2569 อัตราว่างงานขยับขึ้นแตะ 0.95% สูงสุดในรอบ 7 ไตรมาส ขณะที่ค่าจ้างที่แท้จริงของแรงงานไทยเมื่อปรับผลเงินเฟ้อแล้ว ลดลง 2.88% ค่าจ้างที่แท้จริงติดลบ แปลว่าความสามารถในการออมของคนทั้งประเทศกำลังหดตัว ในปีเดียวกับที่ทุกคนถูกบอกให้ออมเงินมากขึ้น

สำหรับคนหาเช้ากินค่ำ ฟรีแลนซ์ คนขับรถ แม่ค้า ที่ไม่มีทั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ไม่มีเงินสมทบจากนายจ้าง และรายได้ไม่คงที่พอจะตั้งคำสั่งหักบัญชีอัตโนมัติ เลข 14 ล้านอาจไม่ใช่เป้าหมาย แต่เป็นเพียงคำบอกเล่าเท่านั้น

เช่นเดียวกับพนักงานออฟฟิศกลางมหานคร ทำงานมา 10 ปี เงินเดือนอยู่ที่ 3-4 หมื่นบาท การเก็บเงินให้ได้เดือนละ 1-2 หมื่นบาท ก็อยู่ในขั้น ‘เป็นไปไม่ได้’ ค่าเช่าที่พัก ค่ากิน ค่าเดินทาง อาจมากกว่าครึ่งของเงินเดือน

และข้อสำคัญที่สุดซึ่งมักถูกลืมเวลาแชร์ตัวเลขนี้กันในโซเชียลฯ 14 ล้าน คือเลขของคนคนเดียว ไม่รวมคู่ชีวิตที่อาจไม่มีเงินก้อนของตัวเอง ไม่รวมลูกที่ยังเรียนไม่จบตอนคุณอายุ 60 ปี ซึ่งค่าเทอมแพงขึ้นเรื่อยๆ และไม่รวมพ่อแม่ที่แก่ก่อนคุณและไม่มีบำนาญ 

ในโครงสร้างครอบครัวไทยที่คนวัยทำงานหนึ่งคนมักแบก 2 รุ่นพร้อมกัน เงินก้อนเกษียณของคุณไม่เคยเป็นของคุณคนเดียวจริงๆ

ขณะเดียวกัน ยังมีอีกเงื่อนไขที่ซ่อนอยู่ระหว่างบรรทัด เลข 14 ล้านบาท ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ไม่มีใครพูดออกมาดังๆ นั่นคือ คุณจะไม่ป่วยหนัก และระบบสาธารณสุขจะยังทำงานได้ดีเท่าวันนี้ ถ้าเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งพัง ตัวเลขทั้งชุดพังตาม โรคเรื้อรังที่ต้องรักษาต่อเนื่อง 20 ปี หรือโรคร้ายแรงที่ต้องใช้ยานอกบัญชีเพียงครั้งเดียว สามารถลบแผน 30 ปีได้ในไม่กี่ปี

ต้องยอมรับว่า สิ่งที่ปกป้องเงินเกษียณที่เก็บหอมรอมริบมานาน ส่วนหนึ่งก็คือความอยู่รอดของระบบประกันสังคม และระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ต้องอย่าลืมว่า ทุกครั้งที่มีการถกเถียงเรื่องงบบัตรทองหรือความยั่งยืนของกองทุนนั้นไม่ใช่เรื่องของคนอื่น แต่คือตัวแปรใหญ่ที่สุดในสมการการเกษียณของคุณในอนาคต

แล้วประเทศอื่นเขาเหนื่อยขนาดนี้ไหม?

ตรงนี้คือส่วนที่ทำให้เลข 14 ล้านเปลี่ยนจากเรื่องวินัยส่วนบุคคล เป็นเรื่องโครงสร้าง ตัวชี้วัดที่ใช้เทียบกันทั่วโลกคือ Replacement Rate หรือสัดส่วนที่บำนาญทดแทนรายได้ก่อนเกษียณ ค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ OECD สำหรับผู้มีรายได้ระดับกลางอยู่ที่ราว 63% โดยเนเธอร์แลนด์สูงถึง 96% แปลว่าคนดัตช์ที่ทำงานเต็มอายุงาน เกษียณแล้วมีรายได้เกือบเท่าตอนทำงาน โดยไม่ต้องนั่งคำนวณว่าตัวเองต้องมีเงินก้อนกี่ล้าน

ส่วนไทย OECD จัดให้อยู่กลุ่มท้ายของภูมิภาค โดยผู้มีรายได้สูงได้อัตราทดแทนเพียงราว 21% ต่ำพอๆ กับอินเดียและปากีสถาน ขณะเดียวกัน หากดูจากของจริง จะพบว่าผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่ส่งเงินสมทบครบและอยู่ที่เพดานค่าจ้าง 1.75 หมื่นบาท จะได้บำนาญชราภาพสูงสุดในราว 8,000 กว่าบาทต่อเดือน ส่วนคนที่ไม่อยู่ในระบบเลยเหลือเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 600-800 บาทต่อเดือน ระยะห่างระหว่างสิ่งที่รัฐให้กับสิ่งที่ชีวิตต้องการ คือช่องว่างที่ถูกโยนกลับมาให้ปัจเจกชนอุดด้วยตัวเอง 

แล้วทำอะไรได้บ้าง ตั้งแต่วันจันทร์หน้า ระหว่างที่โครงสร้างยังไม่เปลี่ยน มีสิ่งที่ทำได้จริงและไม่ต้องรอใคร

 1. เปลี่ยนคำถามจาก ‘เก็บเท่าไร’ เป็น ‘เก็บที่ไหน’ ส่วนต่างระหว่างผลตอบแทน 3% กับ 7% คือส่วนต่างของเงินเดือนละ 1.2-2.5 หมื่นบาท ตลอด 30 ปี

 2. ใช้ของฟรีให้ครบก่อน เงินสมทบนายจ้างในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพคือผลตอบแทน 100% ทันทีที่ใส่ ถ้าที่ทำงานมีให้และคุณยังใส่ไม่เต็มเพดาน นั่นคือเงินที่คุณเลือกจะไม่รับเอง

 3. คำนวณเลขของตัวเอง อย่ายืมเลขคนอื่นมาใช้ 14 ล้านบาท คือเลขของคนที่ใช้เดือนละ 6 หมื่นบาท ถ้าคุณใช้เดือนละ 3 หมื่นบาท เลขของคุณคือครึ่งเดียว การรู้ตัวเลขที่แม่นยำของตัวเองสำคัญกว่าตัวเลขของคนอื่น ทั้งนี้อย่าลืมคิดถึงอัตราเงินเฟ้อ 

 4. นับสวัสดิการเป็นสินทรัพย์ บำนาญประกันสังคมเดือนละ 8,000 บาท มีค่าเทียบเท่าเงินก้อนหลายล้านบาทที่คุณไม่ต้องเก็บเอง เช่นเดียวกับสิทธิรักษาพยาบาล การรู้ว่าตัวเองมีอะไรอยู่ในมือแล้ว ทำให้เป้าหมายที่เหลือนั้นเล็กลงและจับต้องได้ขึ้น

 5. ข้อที่วินัยส่วนบุคคลทำแทนไม่ได้ คือการเฝ้าติดตามว่าใครกำลังเสนออะไรเรื่องบำนาญแห่งชาติ เรื่องเพดานประกันสังคม เรื่องงบสาธารณสุข เพราะการเมืองเรื่องบำนาญ คือการเมืองที่จ่ายผลตอบแทนสูงที่สุดต่อชีวิตหลังเกษียณของคุณ สูงยิ่งกว่าพอร์ตไหนๆ

จริงอยู่ เงิน 14 ล้านบาทเป็นเป้าหมายที่มีประโยชน์ เพราะอย่างน้อยมันทำให้เรามองเห็นราคาของชีวิตหลังเกษียณ และรู้ว่าต้องเริ่มเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ตัวเลขนี้ก็เผยให้เห็นความจริงที่น่ากังวลว่า การแก่ตัวลงอย่างมีศักดิ์ศรีในประเทศไทย ยังเป็นสิ่งที่แต่ละคนต้องซื้อหาด้วยเงินเก็บของตัวเอง ใครมีรายได้มาก เริ่มเร็ว และไม่เจ็บป่วย ก็อาจไปถึง ส่วนใครมีต้นทุนน้อย เริ่มช้า หรือต้องแบกรับคนในครอบครัว ก็ถูกทิ้งให้รับความเสี่ยงของวัยชราเพียงลำพัง

เพราะท้ายที่สุด ราคาของการเกษียณไม่ควรถูกจ่ายด้วยวินัยของประชาชนฝ่ายเดียว หน้าที่ของเราคือเตรียมพร้อมให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ แต่หน้าที่ของรัฐคือ ทำให้ความแก่ไม่กลายเป็นบทลงโทษของคนที่เก็บเงินไม่ถึง 14 ล้านบาท

เพราะประเทศที่ดี ไม่ใช่ประเทศที่ปล่อยให้ประชาชนแต่ละคนเตรียมรับมือกับวัยชราเพียงลำพัง แต่คือประเทศที่มีระบบรองรับให้ทุกคนแก่ลงอย่างมั่นคงและมีศักดิ์ศรี ไม่ว่าในวันที่เกษียณ เขาจะมีเงินเท่าไรก็ตาม

Tags: , , , ,