บางช่วงเวลาของชีวิต ความสุขอาจไม่ได้มาจากเรื่องหวือหวา แต่อยู่ในรูทีนเดิมๆ ที่ทำซ้ำทุกวัน และทำให้เรารู้สึกว่า ‘เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว’
สำหรับ จูนจูน-พัชชา พูนพิริยะ และดี-ปรีดี เฮงษฎีกุล โมเมนต์นี้คือช่วงเวลาที่ทั้งคู่รู้สึกว่า ได้กลับมาโฟกัสกับสิ่งสำคัญตรงหน้า และพบความสุขในชีวิตประจำวันที่แสนธรรมดา
ก่อนเข้าการสัมภาษณ์อย่างจริงจัง อยากรู้ว่าโมเมนต์นี้เป็นช่วงที่รู้สึกว่าสนุกไหม
จูนจูน: สนุกเลยนะ คือจูนเพิ่งคุยกับปรีดีไปเมื่อวานเองว่า รู้สึกว่าเป็นโมเมนต์ที่มีความสุขที่สุดในชีวิตตั้งแต่เกิดมา ถ้านับตั้งแต่หลังมีลูก ก่อนหน้านี้มันก็มีความสุขอีกแบบหนึ่ง ได้ไปเที่ยว ได้นั่นได้นี่ แต่พอมีลูก มันก็มีทั้งขึ้นและลงเหมือนชีวิตปกติ มีปัญหา มีช่วงที่เครียดมาก นอนไม่พอ ทะเลาะกับลูก มีสารพัดเรื่อง แต่พอเราซูมเอาต์ออกมา เรากลับรู้สึกว่า เหมือนเราเพิ่งเจอความสุข เพิ่งมีความสุขมาก
ช่วงแรกๆ ที่ลูกยังไม่ได้เข้าโรงเรียน เราจะพาเขาไปทำกิจกรรม แล้วเราก็ออกมากินข้าวร้านเดิมๆ ในห้าง พาลูกกลับบ้าน จนมาถึงตอนนี้ที่มาส่งลูก ออกมานั่งทำงานร้านเดิมๆ ส่งเวลาเดิม กินข้าวร้านเดิม รับลูกเวลาเดิม มันเป็นรูทีนมากๆ ในมุมหนึ่งก็น่าเบื่อ
แต่จูนรู้สึกว่า ถ้าตอนอายุ 80-90 ปีแล้วยังมีชีวิตอยู่ จูนคงมองย้อนกลับมาถึงโมเมนต์เหล่านี้ว่า มันคือโมเมนต์ที่จูนมีความสุขมาก ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีอะไรหวือหวาเลย มันเป็นลูปที่เราแฮปปี้ เป็นลูปชีวิตที่สร้างความสงบในใจได้บางอย่าง มันแฮปปี้และสงบ ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านี้ แต่มันเพียงพอแล้ว
Grounded ขึ้นเมื่อมีลูก
ถ้าย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 5 ปีก่อน จนถึงวันนี้ อะไรเปลี่ยนไปในตัวคุณบ้าง
จูนจูน: ต่างมาก คุณสามีคอนเฟิร์มได้เลยว่า ก่อนหน้านี้เหวี่ยงมาก คือมันมีเรื่องใหม่ๆ เข้ามาในชีวิตเยอะมาก การมีลูกเหมือนเป็นการเร่งบทเรียน ให้คนเป็นพ่อแม่ต้องเร่งโต
ปรีดี: มันไม่มีทางเลือกด้วย
จูนจูน: ใช่ ไม่มีทางเลือก มีแต่ต้องไปข้างหน้า แล้วมันเร่งให้จูนโตมาก เมื่อก่อนเราจะเข้าใจว่า อารมณ์หรือวิธีการเป็นตัวเองแบบนั้นคือตัวตนของเรา แต่พอมีลูกแล้ว เรารู้สึกว่ามันคือการเซ็ตตัวอย่างที่ดีให้ลูก เราอยากเป็นคนที่ดีขึ้นเพื่อลูก แล้วพอเราเจออะไรมามากมาย มันทำให้อะไรหลายๆ อย่างไม่ได้กระทบเราง่ายเท่าเดิม
ปรีดี: ผมคิดว่า ลำดับความสำคัญเราเปลี่ยนด้วย สมัยก่อนมันเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตามเงินเดือนบ้าง ตามสุขภาพตัวเองบ้าง ตามเทรนด์บ้าง แต่พอมีลูก มันบังคับให้เราต้องทิ้งทุกอย่างไปเลย สมมติว่างานมีปัญหา สมัยก่อนเราก็คงเครียด ตะลุมบอนกับงานจนกว่าจะชนะ แต่พอมีลูกแล้วงานมีปัญหา ถ้าลูกร้องไห้ เราก็ต้องเลือกลูกก่อน เราเปลี่ยนโฟกัสทั้งหมดมาให้ลูก ทุกอย่างมันก็สำคัญ แต่มันไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เราเลยเข้าใจมากขึ้นว่า จริงๆ แล้วเราควรโฟกัสกับอะไร
มันเลยทำให้รู้สึกว่า Grounded ขึ้น ชีวิตมีปัญหาไหม มีตลอดเวลา แต่รู้สึกว่ามันไม่รบกวนแล้ว ถ้าสมมติว่าลูกเรายังแฮปปี้
จูนจูน: จูนจดคำนี้เอาไว้ตั้งแต่คำถามแรกเลยว่า Grounded แล้วพอไปเสิร์ชความหมาย มันประมาณว่า Emotionally and mentally present และ Firmly connected to your core value จูนรู้สึกว่าตัวเองลอกคราบมากเลย เมื่อก่อนบางเรื่องเราจะคิดว่าเป็นตัวตนของเรา เป็นคนแบบนี้ก็ต้องเป็นแบบนี้ แต่วันนี้เรากลับรู้สึกว่าไม่ใช่แล้ว
ปรีดี: มันทำให้เรารู้สึกว่าเป็นร่างที่แฮปปี้ขึ้น ไม่ได้แปลว่าชีวิตสงบจนไม่มีปัญหา แต่เมื่อเราเป็นพ่อเป็นแม่ เราอธิบายได้ว่าเหนื่อยยังไง อดหลับอดนอน ค่าเทอม ลูกไม่สบาย มีสารพัดเรื่องที่ต้องเจอ แต่เราไม่รู้ว่าจะอธิบายความสุขยังไง มันเหนื่อยมาก แต่ความสุขมันชนะทุกอย่าง อธิบายไม่ถูกว่ามันยังไง อาจจะด้วยฮอร์โมน ด้วยความเป็นมนุษย์หรือเปล่า เราเห็นคนที่หน้าเหมือนเรา ตัวเล็กๆ แล้วเรียกเราว่าพ่อ มันอธิบายไม่ถูก
ถามว่าเหนื่อยไหม โอ๊ย สารพัดสารพัน เราต้องทิ้งอะไรไปบ้าง เสียอะไรไปบ้าง ต้องเปลี่ยนลำดับความสำคัญไปบ้าง แต่สุดท้ายแล้ว ความสุขก็ยังชนะอยู่ดี
จากวันที่เคยวิ่งตามเป้าหมายของตัวเอง วันนี้ทิศทางของชีวิตเปลี่ยนไปมากแค่ไหน
จูนจูน: ต้องบอกว่าจูนกับปรีดีคุยกันตั้งแต่ตอนคบกันแรกๆ แล้วว่า เธออยากมีลูกไหม เพราะจูนอยากมี แล้วเราเหมือนเข้าใจตรงกันตั้งแต่ตอนนั้น เราคุยกันเยอะ สนิทกันมาก เลยวางแผนกันตั้งแต่ต้นว่าอยากให้ชีวิตออกมาเป็นแบบไหน
ก่อนหน้านี้เราก็เคยทำงานหนักกันทั้งคู่ ปรีดีเคยทำงานในบริษัทที่งานเยอะ งานหนัก ส่วนจูนก็ทำอะไรหลายอย่างมาก จนสุดท้ายเราค่อยๆ ดีไซน์แผนชีวิตให้มันเป็นรูปเป็นร่าง มันเลยไม่ใช่อยู่ดีๆ พลิกชีวิต แต่เหมือนเราค่อยๆ ฟอร์มร่างนี้ขึ้นมาด้วยกัน
เราคุยกันตั้งแต่แรกว่า ถ้ามีลูก ลูกต้องเป็น Priority หลัก เราเลยเลือกงานที่ทำให้เราใช้ชีวิตกับลูกได้มากที่สุด
ปรีดี: แต่ไม่ได้หมายความว่านี่เป็นวิธีที่ถูกต้องนะ เพราะแต่ละครอบครัวมีบริบทของตัวเอง บางคนทิ้งงานไม่ได้จริงๆ บางคนงานคือชีวิตของเขา แต่สำหรับผม โชคดีที่มีเวลาคิดตั้งแต่ก่อนมีลูก เราเลยออกแบบชีวิตให้เป็นรูปแบบนี้ เช่น เลือกงานที่ทำตอนเช้าตรู่หรือดึกมากก็ได้ หรือเวลาไปรับไปส่งลูก เราต้องว่าง และต้องทิ้งงานได้ทันที ต้องมีคนทำแทนได้
เราก็ค่อยๆ วางแผนชีวิตให้เป็นแบบนี้ อันไหนไม่จำเป็นก็ตัดออก ส่วนโอกาสใหม่ๆ ที่เข้ามา เราก็ดูว่ามันแมตช์กับตารางชีวิตหรือความต้องการใหม่ของเราในวัยที่เป็นคุณพ่อคุณแม่หรือเปล่า
จูนจูน: เป็นเรื่องที่เซนซิทีฟเหมือนกัน เพราะมันเกี่ยวกับตัวตนมากๆ แม่บางคนอาจไม่ได้ถูกสร้างมาให้ทำสิ่งนี้ ซึ่งไม่ผิดเลย ทุกคนมีสไตล์การเป็นพ่อแม่ของตัวเอง เราเข้าใจมากๆ กับบางคนที่รู้สึกว่าเขาสูญเสียตัวตนไม่ได้ เพราะงานคือสิ่งที่เขาภูมิใจ เป็นสิ่งที่ทำให้รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า จูนเคารพและชื่นชมมาก เพราะมันชัดเจนในแบบของเขา
แต่สำหรับเรา 2 คน เราค่อนข้างชัดเจนในแบบของเราว่า เราให้ลูกเป็นเป้าหมายอันดับ 1 ที่เราอยากทำให้ตัวเองแฮปปี้ในโมเมนต์นี้ คือการเป็นพ่อแม่ เรารู้สึกว่าเราให้เขาได้เต็มที่ แล้วเราเลือกแล้วว่าจะมาทางนี้
จริงๆ จูนรู้สึกว่าสิ่งที่เวิร์กกับจูนจนถึงตอนนี้คือ จูนไม่ได้รู้สึกว่าขาดอะไร เพราะอาจเป็นสิ่งที่จูนอยากทำมาตั้งแต่อายุ 15 ปีแล้ว อยากเป็นแม่ อยากมีลูก อยากมีครอบครัวของตัวเอง มันเลยเวิร์กกับเรา ส่วนปรีดี จูนจะบอกทุกคนว่า จูนโชคดีมากที่ได้เขามาเป็นอีกคนหนึ่งในสมการ เพราะถ้าไม่ใช่ปรีดี จูนก็อาจไม่ได้มีครอบครัวที่มีไดนามิกแบบนี้ หรือไม่ได้มีพ่อที่ใส่ใจขนาดนี้
ปรีดีเป็นคนที่ตั้งใจมากกับทุกบทบาท ทั้งการทำงาน การเป็นสามี การหาเงินให้ครอบครัว และการเป็นพ่อ มันเลยกลายเป็นสูตรสมการอะไรไม่รู้ที่เวิร์กมาก และทำให้สิ่งที่เราเลือกในวันนี้มีคุณค่ามากที่สุด
ปรีดี: เราคุยกันตลอดว่า ตอนนี้ลูกอยู่กับพ่อแม่เยอะมาก วันหนึ่งมี 24 ชั่วโมง เขาอยู่กับเราไปแล้วประมาณ 18 ชั่วโมง ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะอยู่กับลูกได้เยอะกว่านี้ยังไง อันนี้ก็ไม่รู้ว่าถูกหรือผิด เพราะยังไม่มีสมการที่บอกได้ว่า ถ้าใช้สูตรนี้แล้วเด็กโตขึ้นมาจะเป็นคนแบบไหน เขาอาจจะเป็นเด็กโดนสปอยล์หรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่มันเป็นวิธีที่เราเลือกกัน และตอนนี้เราก็ลองใช้ชีวิตอยู่กับมัน
การเติบโตของลูก ทำให้พ่อแม่กลับมาเห็นความธรรมดาของชีวิตอีกครั้ง
จอนนี่ในวัยเกือบ 3 ขวบตอนนี้เป็นอย่างไร
จูนจูน: ตอนนี้จอนนี่อายุ 2 ขวบ 9 เดือน กำลังจะ 3 ขวบแล้ว สำหรับจูน วัย 0-3 ปีเป็นช่วงที่ต้องใช้เวลากับลูกให้มากที่สุด มันคือเรื่องของปริมาณเวลา ไม่ใช่แค่คุณภาพของเวลา ซึ่งจูนเชื่อเรื่องนี้มาก เราเลยเลือกทางนี้กันตั้งแต่ต้นว่า เราต้องอยู่กับลูกให้มากที่สุด ต้องเป็นแม่ที่มีอยู่จริง เป็นพ่อที่มีอยู่จริง เพื่อวันที่ลูกมีปัญหาแล้วหันกลับมา เขาต้องเจอเรา
หลังจากนี้ลูกโตขึ้น เขาจะไปทำอะไร เราก็ปล่อยเขาได้ ตอนนั้นเราอาจจะกลับไปมีชีวิตของตัวเองกันมากขึ้น แต่ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด เพราะเขายังอยากอยู่กับเรา และเราก็อยากอยู่กับเขา เดี๋ยวโตไปเขาก็อาจจะไม่ค่อยอยากอยู่ด้วยแล้ว ไปกับเพื่อนหมดแล้ว
เกือบ 3 ปีของการเป็นพ่อแม่ มีอะไรที่เพิ่งค้นพบว่าการเลี้ยงเด็กมีเรื่องแบบนี้อยู่ด้วยไหม
ปรีดี: เรื่องใหม่ๆ มาทุกวันเลย เพราะทุกเฟสของเด็กมีอะไรใหม่ๆ ให้เราเรียนรู้ตลอด ตั้งแต่ก่อนท้อง ตอนท้อง ตอนคลอด วัยหัดเดิน จนมาถึงวันนี้ แล้วรายละเอียดเยอะมาก เหมือนเราเรียนคลาสอะไรสักอย่างที่ไม่มีสอบ เพราะทุกวันคือการสอบ และเราไม่รู้ด้วยว่าผลสอบจะออกมาดีหรือไม่ดี ทำถูกหรือทำผิด
จูนจูน: รีเซ็ตไม่ได้ด้วย
ปรีดี: ใช่ รีเซ็ตไม่ได้ ตอนแรกเราเข้าใจว่าเรื่องยากคือการจับเรอ เพราะเด็กเรอเองไม่ได้ ตอนที่เคยเลี้ยงหลาน เราก็คิดว่าแค่ทำท่าตบๆ หลัง เดี๋ยวก็เรอ แต่พอทำจริงถึงรู้ว่า ถ้าทำผิดวิธี เด็กก็เรอไม่ได้
จูน: เรอไม่ได้ ก็ไม่นอน นอนไม่ได้ ก็ไม่กิน
ปรีดี: แล้วมันก็กลายเป็น Domino Effect ไปหมด พอเข้าใจเรื่องเรอแล้ว ก็มาเรื่องนอน ตารางนอนของเด็กเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ทุก 3-4 เดือนก็เปลี่ยนแล้ว ตอนเล็กต้องตื่นทุก 3 ชั่วโมง โตขึ้นต้องนอนให้ครบประมาณ 10 ชั่วโมง แบ่งเป็นกี่รอบก็ว่ากันไป
พอเรื่องนอนเริ่มเข้าที่ เรื่องกินก็มา ต้องกิน 3 เวลา แล้วพอคิดว่าโอเค ทุกอย่างน่าจะเข้าที่แล้ว ต้องฝึกเข้าห้องน้ำอีก ฝึกฉี่ ฝึกอึ ฝึกถอดแพมเพิร์ส ไปนอกบ้านต้องทำยังไง มันหลายเรื่องมากจนเรารู้สึกว่า เราเป็นผู้ใหญ่ที่ตั้งแต่ตื่นจนหลับ ทุกอย่างมันเป็นเรื่องปกติไปหมดแล้ว แต่สำหรับเด็ก ทุกอย่างคือศูนย์ อย่างการกะพริบตา เราบอกจอนนี่ว่าให้กะพริบตา เขาก็ทำตามได้ แต่เขาไม่รู้ว่าต้องกะพริบตาเองด้วยซ้ำ หรือการหายใจ การใช้ชีวิตทุกอย่างที่เราทำโดยไม่ต้องคิด สำหรับเขาคือสิ่งที่ต้องเรียนรู้ใหม่ทั้งหมด มันทำให้เราต้องกลับมาคิดว่า สิ่งที่เราใช้ชีวิตอยู่ทุกวัน ไม่ได้เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับเขาเลย
จูนจูน: แต่มันก็สวยงามนะ ที่เราเห็นเขาค่อยๆ เรียนรู้และเติบโตขึ้นมา
จากวันที่เป็นลูก สู่วันที่ได้เป็นพ่อแม่ และเข้าใจความรักอีกแบบ
การเป็นพ่อแม่ในวันนี้ ทำให้มองย้อนกลับไปเข้าใจพ่อแม่ของตัวเองมากขึ้นไหม
จูนจูน: มากๆ ค่ะ แต่จูนเป็นคนที่คอนเน็กต์กับที่บ้านมากอยู่แล้ว ค่อนข้างสนิทกับพ่อแม่และพี่ๆ พอเรามีลูกก็ยิ่งคุยกันบ่อยขึ้น แต่สิ่งที่เข้าใจมากขึ้นคือ เมื่อก่อนที่พ่อแม่รักเรามากๆ หรือมีคนพูดว่า “พ่อแม่สปอยล์ลูกจังเลย” วันนี้เราเข้าใจแล้วว่าความรู้สึกนั้นมันเป็นยังไง เพราะเราก็ทำแบบเดียวกันกับลูก (หัวเราะ)
เราเข้าใจแล้วว่า ไอ้ความรู้สึกที่อยากจับเขามาฟัด อยากหอม อยากกอด มองหน้าเขาไปเรื่อยๆ ชมเขาไปเรื่อยๆ มันเป็นยังไง เพราะทุกวันนี้จูนสามารถมองลูกไปได้เรื่อยๆ เขาทำอะไรของเขา เราก็มองแล้วก็ยิ้ม หรือแม้แต่ตอนเขาหลับ เราก็ยังอยากมอง
มันคือความรักแบบหาที่สุดไม่ได้เลยนะ เรา 2 คนคุยกันบ่อยมากว่า เราหลงลูกกันมาก มันเป็นเบอร์นั้นเลย เพราะเรา 2 คนเป็นคนที่มีความสุขกับการมีลูก และตั้งใจที่จะมีลูกมากๆ พอมีเขาแล้วรู้สึกว่า เขาคือทุกอย่างจริงๆ
ปรีดี: ผมก็รู้สึกว่า พอมีลูกแล้วมันทำให้เข้าใจพ่อแม่มากขึ้นเหมือนกัน พอวันนี้เราเป็นพ่อคน มันเลยทำให้กลับไปคิดถึงว่า ตอนนั้นพ่อแม่เขาผ่านอะไรมาบ้าง เขารู้สึกยังไง และเขาต้องทำอะไรเพื่อให้เราโตมาได้แบบนี้ มันเป็นความรู้สึกที่เมื่อก่อนเราอาจไม่ได้เข้าใจทั้งหมด แต่พอมีลูกของตัวเองแล้ว หลายอย่างเหมือนค่อยๆ ต่อกันติดเอง
ไม่ได้สูญเสียตัวตนเมื่อมีลูก แค่ชีวิตพาเราไปรู้จักตัวเองอีกคน
แล้วสำหรับคุณ การมีลูกทำให้รู้สึกว่าสูญเสียตัวตนไปไหม
จูนจูน: เขาเคยเป็นหนุ่มที่จะไปอยู่เมืองนอก ทำงานอะไรแบบนั้นเลยค่ะ
ปรีดี: ผมไม่เคยคิดเลยว่าจะมีลูก คือก็รู้ว่ามันเป็นความเป็นไปได้ แต่อาจไม่ใช่ความฝันหลักของผม ผมอยากเป็นสถาปนิก อยากไปอยู่เมืองนอก อยากสร้างผลงานให้โลก อย่างเวลาเด็กสถาปัตย์เรียน เขาก็อยากเปิดหนังสือแล้วเจอชื่อของตัวเอง แบบ “เฮ้ย นี่ผลงานฉัน” อะไรอย่างนั้น
แต่ความฝันของเรามันมีหลายอย่างเนอะ อันนั้นเราก็อยาก นี่ก็อยาก แล้วผมมีความเชื่อว่า คนเราน่าจะเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ทุก 7 ปี ตั้งแต่ 7, 14, 21, 28 และ 35 ปี เราจะเหมือนได้เป็นคนใหม่
เพราะฉะนั้นผมก็มีไอเดีย มีเป้าหมายที่ลอยๆ อยู่ แต่ไม่ได้ยึดติดว่ามันต้องเดินไปทางเดียว เป้าหมายมันก็เหมือนทางเดินที่เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาได้ ช่วงที่มีลูก ผมรู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนความคิดไปอีกครั้ง ผมเห็นพ่อแม่หลายคนพอมีลูกแล้วเจอสิ่งที่เรียกว่า Existential Crisis (วิกฤตทางตัวตน) เหมือนรู้สึกว่าเราต้องเสียตัวตนให้ลูก แต่ผมกลับรู้สึกว่าทุกอย่างเป็นสิ่งที่เราเลือกเอง
เราจะมาบอกว่าสูญเสีย แล้วก็โอดครวญกับสิ่งที่เราเสียไปไม่ได้ เพราะการมีลูกเป็นสิ่งที่เราเลือกเสียใจได้ เสียดายได้ แต่ผมไม่อยากแนะนำให้พ่อแม่คนไหนเอาชีวิตก่อนมีลูกมาทุบอกชกตีตัวเองตอนมีลูกแล้ว เพราะมันไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น
คุณยังมีตัวตนใหม่ได้หลังจากมีลูก และจริงๆ แล้ว ช่วงที่ลูกยังเล็กอาจเป็นช่วงที่ยากที่สุด นับวันไปเขาจะค่อยๆ โตและจากเราไปเรื่อยๆ เราก็ยังมีเวลาอีกทั้งชีวิต ถ้าดูแลตัวเองดี ในการค้นหาตัวตนใหม่ของเรา
เพราะเอาจริงๆ ตัวตนตอนอายุ 20 ปีกว่าๆ ก่อนมีลูก กับตัวตนตอน 40 ปีกว่าๆ มันไม่เหมือนกันอยู่แล้ว ต่อให้ไม่มีลูกก็ตาม ถ้าให้คนอายุ 40 ปีกลับไปเป็นตัวเองตอน 20 ปีกว่า เขาอาจไม่ได้อยากกลับไปเป็นคนนั้นด้วยซ้ำ เพราะเวลาเองก็พาเราเปลี่ยน เป้าหมายก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ผมเลยรู้สึกว่า ไม่ต้องโฟกัสกับสิ่งที่เราเสียไปมากเกินไป โฟกัสกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าดีกว่า แล้วตั้งเป้าหมายไว้หลวมๆ ประมาณนี้
ทั้งคู่ดูเป็นคู่ที่คุยกันเยอะมาก จริงๆ แล้วทั้งคู่เหมือนกันไหม
จูนจูน: ไม่เหมือนกันเลยค่ะ โตมาคนละแบบ คนละที่ คนละสไตล์ แต่เรามีเป้าหมายเดียวกัน เราเลยต้องคอยอัปเดตและสื่อสารกันตลอด จูนรู้สึกว่าคนที่เราคบตอนเจอกันวันแรก คนที่เราขอแต่งงาน คนที่เราแต่งงานด้วย คนที่ไปฮันนีมูนด้วย หรือคนที่เรามีลูกด้วย จริงๆ คือคนละคนกันหมดเลย แต่ก็ยังเป็นคนเดิม
เพราะฉะนั้นเราต้องคอยจูนกันตลอด ซึ่งปรีดีเคยบอกตั้งแต่วันแต่งงานว่า การแต่งงานคืองานหนัก และจูนว่ามันจริง โดยเฉพาะพอมีลูก มันยิ่งเหนื่อยทั้งคู่ และความสัมพันธ์ก็ต้องใช้แรงมากขึ้น
ปรีดี: ต้องจูนกันตลอด ต้องคุยกันตลอดว่า วันนี้เราเป็นคนแบบไหนแล้ว
จูนจูน: มันคือความตั้งใจค่ะ เหมือนเรายังไม่อยากแพ้กัน ยังอยากให้สิ่งที่เราเลือกมาด้วยกันมันไปต่อได้ เลยต้องพยายามรักษาอยู่ทุกวัน
ปรีดี: ผมว่ามันยากมาก แต่เราต้องมั่นใจก่อนว่าเราเลือกคนที่ถูกต้อง แล้วรู้สึกว่าเราเลือกถูกแล้ว เพราะฉะนั้นนี่คือทางเดินที่เราเลือกแล้ว เราเลยตั้งใจขนาดนี้เพื่อจะทำมัน
ไม่ปิดกั้นโซเชียลฯ แต่เลือกสร้าง ‘รั้ว’
ให้ลูกเรียนรู้ที่จะอยู่กับโลกออนไลน์อย่างปลอดภัย
ในวันที่โซเชียลมีเดียกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตครอบครัว ทั้งคู่มีวิธีจัดการเรื่องการแชร์เรื่องของลูกอย่างไร
จูนจูน: เราเข้าใจมากๆ กับพ่อแม่ที่ไม่อยากโพสต์รูปลูกเพราะกังวลเรื่องความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว และเราก็มีวิธีของบ้านเราเอง แม้จะไม่ได้บอกว่าเราทำได้ดีที่สุดในเรื่องนี้ แต่เรามีกฎที่ค่อนข้างชัด เช่น ไม่ลงรูปลูกในลักษณะที่โป๊ ไม่ลงตอนเขาร้องไห้หรืออยู่ในภาวะที่เขาไม่โอเค และถ้าวันหนึ่งเขาโตพอที่จะบอกว่า “ไม่เอา ไม่ถ่าย” เราก็จะฟังทันที
ปรีดี: เราคิดเรื่องนี้จากมุมที่ว่า ถ้าเราเป็นผู้ใหญ่ แล้วมีคนเอารูปเราไปโพสต์ในแบบที่เราไม่โอเค เราก็คงไม่ชอบ เพราะฉะนั้นถ้าวันหนึ่งลูกย้อนกลับมาดูสิ่งที่พ่อแม่เคยโพสต์ เราอยากให้เขารู้สึกว่า พ่อแม่ใจดีกับเขาแค่ไหน รักกันแค่ไหน และมีโมเมนต์อะไรด้วยกันบ้าง มากกว่าจะรู้สึกแย่กับสิ่งที่เราเคยทำไว้ มันคงไม่มีทางดี 100% หรอก แต่เราพยายามมีรั้วของบ้านเรา เหมือนคนข้างนอกอาจมองเข้ามาเห็นบางส่วน แต่ส่วนที่เรารู้สึกว่าควรปกป้อง เราก็ปกป้องเต็มที่
จูนจูน: อีกอย่างคือเราไม่ค่อยลงรูปแบบเรียลไทม์แล้ว เมื่อก่อนอาจจะอยู่ไหนก็ลงเลย แต่ตอนนี้จะรอก่อน และถ้าในอนาคตเขากลับมาบอกว่า “อันนี้ผมเขิน ไม่โอเค” เราก็ยินดีลบ เพราะมันเป็นเรื่องของเขาด้วย
สำหรับจูน สิ่งสำคัญคือ ถ้าเขาพูดหรือแสดงออกว่าไม่ต้องการ เราต้องทำให้เขารู้ว่าเสียงของเขามีน้ำหนัก และสิ่งที่เขารู้สึกมีความหมาย
แล้วกับคอมเมนต์หรือคำแนะนำจาก ‘พ่อแม่ออนไลน์’ ทั้งคู่รับมือกันอย่างไร
จูนจูน: คอมมูนิตี้ของจูนตอนนี้ค่อนข้างดีนะ และจูนคิดว่ามันมีแง่งามของการไม่ได้อยู่ในจุดที่แมสมากๆ ด้วย ตั้งแต่จูนเข้ามาอยู่ในโลกเอนเทอร์เทนเมนต์หรือโลกสื่อ จูนรู้สึกว่ามันเต็มไปด้วยความคาดหวัง การถูกจับจ้อง และการถูกวิพากษ์วิจารณ์ จูนเลยบอกตัวเองตั้งแต่ต้นว่า จะพยายามใช้โลกนี้อย่างฉลาดที่สุด
จูนไม่ได้อยากทำคอนเทนต์เพื่อให้ตัวเองแมสที่สุด หรือพยายามไปให้ถึงยอดผู้ติดตามเป็นล้าน เพราะรู้ว่าถ้าเราเอาตัวเองไปอยู่ตรงนั้น มันอาจทำให้เรารักษาไลฟ์สไตล์ ความสงบ หรือแม้แต่ความปลอดภัยของลูกได้ยากขึ้น
แต่ขณะเดียวกัน จูนยังเห็นประโยชน์ของการอยู่ในโลกนี้ เราได้เจอคนดีๆ ได้เจองานที่ชอบ ได้คอนเน็กต์กับคนใหม่ๆ และมีคอมมูนิตี้ของคนที่ติดตามเรา โดยเฉพาะตอนนี้ที่มีคอมมูนิตี้คุณแม่เข้ามา เรารู้สึกว่ามันเป็นพื้นที่ที่น่ารักและใจดีกันมาก จูนเลยอยากรักษาระยะตรงนี้ไว้ เราได้ประโยชน์จากมัน แต่ก็ไม่จำเป็นต้องดังจนชีวิตเราเปลี่ยนไปทั้งหมด
ปรีดี: ผมบอกจูนเสมอว่า งานมีเดียขอให้เป็นงานเสริม ห้ามให้เป็นงานหลัก เพราะไม่อย่างนั้นจะเสียตัวตน เราต้องรู้สึกว่าเรายังเป็นอิสระที่จะปฏิเสธงานใหญ่ได้ ถ้าไม่รับงานนี้ ฉันก็ยังอยู่ได้ เพราะถ้าเราขาดมันไม่ได้ สุดท้ายมันจะกลายเป็นสื่อคุมเรา แทนที่เราจะเป็นคนคุมมัน
จูนจูน: จริงๆ ที่ผ่านมา คอมเมนต์ที่เจอก็ไม่ได้มีอะไรน่ากลัวมาก มีบ้างที่คนแสดงความคิดเห็นเรื่องการเลี้ยงลูก แต่จูนรู้สึกว่ายังอยู่ในระดับที่เข้าใจได้ จูนรู้สึกว่าเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องปกติของการใช้ชีวิต เรารู้อยู่แล้วว่าถ้าเราอยู่ในพื้นที่นี้ ก็ต้องเจอความคิดเห็นแบบนี้บ้าง ตราบใดที่มันยังไม่ได้กระทบสุขภาพจิตหรือชีวิตของเรา เราก็รับมันได้
แล้วทั้งคู่มีวิธีสร้างภูมิต้านทานให้น้องอย่างไร ในวันที่โซเชียลฯ เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ปรีดี: เราพยายามให้เขาเข้าใจก่อนว่า โซเชียลฯ หรือโทรศัพท์ของพ่อแม่ บางครั้งคือ ‘อุปกรณ์ทำงาน’ ไม่ใช่ของเล่น เวลาเขาเห็นพ่อแม่จับโทรศัพท์ ก็จะบอกว่า อันนี้พ่อทำงาน อันนี้แม่ทำงาน เพื่อให้เขาเข้าใจตั้งแต่ต้นว่าเทคโนโลยีมีหลายบทบาท
ส่วนเรื่องการใช้โซเชียลฯ ของลูก เราตั้งใจว่าอยากให้ช้าที่สุดเท่าที่ทำได้ ผมเห็นด้วยกับแนวทางที่พยายามจำกัดโซเชียลฯ สำหรับเด็กที่ยังไม่มีวุฒิภาวะมากพอ เพราะเด็กยังไม่มีภูมิต้านทานกับมัน
จูนจูน: เราไม่ได้คิดว่าจะห้ามไปตลอดนะคะ เพราะสุดท้ายมันเป็นสิ่งที่เขาต้องเจออยู่ดี และเราเองก็ทำงานกับสื่อมานาน เรารู้สึกว่าเรามีภูมิเรื่องนี้พอที่จะสอนเขาได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันอาจจะเลี่ยงไม่ได้ ถ้าเพื่อนทุกคนมี หรือวันหนึ่งมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนหรือการทำงาน เราคงต้องดูตามสถานการณ์ แล้วสอนเขาให้ใช้เป็นมากกว่าการพยายามปิดกั้น
ปรีดี: เพราะโซเชียลฯ มันกลายเป็นเครื่องมือไปแล้ว ไม่ว่าจะทำอาชีพอะไร สุดท้ายถ้าอยากเติบโตในเชิงธุรกิจ มันก็มีโอกาสต้องใช้เครื่องมือนี้
จูนจูน: เพราะฉะนั้นสุดท้ายเราอาจไม่ได้สอนให้เขาหนีจากมัน แต่สอนให้เขาอยู่กับมันให้ได้
ปรีดี: เหมือนเรื่อง AI เลยครับ เด็กสมัยนี้บางโรงเรียนมีคลาสสอนให้รู้ว่าอะไรเป็น AI อะไรไม่ใช่ เพราะเทคโนโลยีมันเกิดขึ้นแล้ว เราก็ต้องเรียนรู้ว่าจะอยู่กับมันอย่างไร
จูนจูน: สำหรับจูน สุดท้ายเรื่องโซเชียลฯ หรือเทคโนโลยีต่างๆ คงต้องเป็นไปตามธรรมชาติ เราในฐานะพ่อแม่ทำได้แค่แนะนำและปกป้องเขาให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ ที่เหลือคงต้องค่อยๆ เรียนรู้ไปด้วยกันค่ะ
พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องรู้คำตอบแทนลูก
ถ้าวันหนึ่งต้องเลือกระหว่าง ‘ความสำเร็จ’ กับ ‘ความแข็งแรงทางใจ’ ทั้งคู่ให้ความสำคัญกับอะไร
ปรีดี: เราคุยกันเรื่องนี้หลายรอบมากว่า อยากให้ลูกโตไปทำอาชีพอะไร เรียนที่ไหน อยู่เมืองไทยหรือต่างประเทศ แล้วสุดท้ายคำตอบของเราคือ เราไม่รู้
ผมว่าเราโอเคมากกับการที่ลูกจะยังไม่รู้ว่าตัวเองอยากเป็นอะไร เพราะจริงๆ ตอนเด็กผมเองก็เคยอยากเป็นทหารอากาศ อยากเป็นนักบิน แต่วันนี้ชีวิตผมห่างไกลจากสิ่งนั้นมาก เพราะฉะนั้นผมรู้สึกว่าการเปิดทางเลือกไว้ก็น่าจะดีกว่า
จูนจูน: เราไม่ได้มีภาพว่าจอนนี่จะต้องเข้ามหาวิทยาลัยดังๆ หรือจบมาแล้วต้องเป็นหมอ เป็นนักธุรกิจ หรือเป็นอะไรที่ชัดเจนขนาดนั้นค่ะ ในเรื่องการศึกษา สิ่งที่จูนเลือกตอนนี้คืออยากให้เขาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี เพราะเราไม่รู้ว่าโตไปเขาจะอยากเป็นหมอ ชาวสวน ดีไซเนอร์ นักกีฬา หรืออะไรก็ตาม เราเลยอยากให้เขาเห็นโลกกว้างๆ และมีทางเลือกให้ตัวเองมากที่สุด
แล้วในช่วง Early Years เราก็ให้ความสำคัญกับเรื่องการดูแลใกล้ชิดมากกว่าโรงเรียนที่ใหญ่หรือมีทุกอย่าง เพราะวัยนี้ สิ่งที่เด็กต้องการอาจเป็นแค่เวลาที่เขามีคำถามแล้วมีคนตอบเขาได้ทันที สุดท้ายเราคงค่อยๆ โตไปกับลูกค่ะ ถ้าวันหนึ่งเห็นว่าเขาสนใจอะไร เราค่อยสนับสนุนตรงนั้น เราไม่ได้อยากขีดเส้นใต้ว่า จอนนี่ต้องโตไปเป็นอะไร
ปรีดี: สำหรับผม สิ่งที่สำคัญกว่าการเรียนคืออยากให้เขาเป็น ‘คนจริงๆ’ เป็นคนที่มีตรรกะที่ดี รู้ว่าอะไรดีหรือไม่ดี มีความตระหนักรู้ทางสังคม และรู้จักจัดการกับความสุขหรือความทุกข์ของตัวเองโดยไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน
จูนจูน: มันคือ EQ, EF, Emotional Intelligence และ Resilience ค่ะ เพราะเราไม่รู้เลยว่าจอนนี่โตไปจะเจออะไร หรือจะเลือกเดินทางไหน แต่เราเชื่อว่าชีวิตคนเราต้องเจอปัญหาแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาจากตัวเอง จากคนรอบข้าง หรือจากเทคโนโลยีในวันที่เขาโตขึ้น สิ่งที่เราอยากให้เขามีคือ พื้นฐานที่แข็งแรงพอจะผ่านสิ่งเหล่านั้นไปได้
ช่วง 3 ปีแรก เราเลยเลือกที่จะอยู่กับเขาให้มากที่สุด เพราะเราอยากให้เขารู้สึกว่าโลกนี้ปลอดภัย หันมาเมื่อไรก็เจอพ่อแม่ เมื่อเด็กมีความรู้สึกปลอดภัย เขาก็น่าจะกล้าที่จะออกไปสำรวจโลกด้วยตัวเองมากขึ้น
แต่เราก็รู้ว่าพอเขาโตขึ้น เขาจะค่อยๆ หายไปจากเรา เขาจะมีเพื่อน มีโลกของตัวเอง และวันหนึ่งเราอาจไม่ได้อยู่ตรงนั้นเพื่อแก้ปัญหาให้เขาแล้ว เพราะฉะนั้นหน้าที่ของเราตอนนี้ไม่ใช่แค่เติมความสุขให้เขา แต่คือการทำให้เขามีความแข็งแรงทางใจมากพอที่จะดูแลตัวเองในวันที่ไม่มีเราอยู่ตรงนั้น
ปรีดี: ผมไม่ว่าอะไรเลยนะ ถ้าจบ ม.6 แล้วเขาหาเงินเลี้ยงตัวเองได้
จูนจูน: คือจะเรียนต่อที่ไหน อยู่ไทยหรือต่างประเทศ หรือไม่เรียนต่อแล้ว เราโอเคหมด ขอแค่เขาเจอทางที่ทำให้เขามีความสุข และวันที่เจอปัญหา เขาผ่านมันไปได้
ปรีดี: แต่ต้องเรียนให้จบตามข้อกำหนดพื้นฐานนะครับ (หัวเราะ)
จูนจูน: ใช่ค่ะ เรียนให้จบตามกำหนดพื้นฐานก่อน แต่สำหรับเรา สิ่งนั้นสำคัญกว่าว่าเขาจะเรียนที่ไหน หรือเป็นดอกเตอร์หรือเปล่า เราอยากให้เขามีแรงพอที่จะใช้ชีวิตของตัวเองมากกว่าค่ะ
100 คะแนน เพราะทำทุกอย่างเต็มที่
ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ถ้าให้คะแนนตัวเองในฐานะพ่อแม่เต็ม 100 ทั้งคู่จะให้ตัวเองกี่คะแนน
จูนจูน: 100 ค่ะ
ปรีดี: 100 เหมือนกัน
จูนจูน: ตอนแรกจูนจะตอบ 70 แต่คิดไปคิดมา เออ 100 ก็ 100 เพราะเรารู้สึกว่า ในมุมของพ่อแม่คนหนึ่ง เราทำดีที่สุดแล้วจริงๆ
ปรีดี: ผมก็รู้สึกแบบนั้น ทุกวันนี้ก่อนนอน ต่อให้เหนื่อยมาก เราก็รู้สึกว่าเราใส่เต็มที่แล้ว ถ้าให้คะแนนน้อยกว่านั้น มันไม่คุ้มกับความเหนื่อยที่เราทุ่มไป
จูนจูน: ปรีดีจะเป็นคนที่มั่นใจเรื่องนี้มาก เขาจะรู้สึกว่า ถ้าเราทำดีที่สุดแล้ว ต่อให้คนอื่นจะมองว่าเรายังทำอะไรได้ไม่ดีพอ แต่ในมุมของเรา เรารู้ว่าเราใส่เต็มแมกซ์แล้ว จูนก็คิดแบบนั้นนะว่า เราอาจไม่ได้เป็นพ่อแม่ที่สมบูรณ์แบบ แต่เราทำดีที่สุดแล้วในฐานะพ่อแม่คนหนึ่ง และเราก็มีแต่ความรักให้เขาจริงๆ
ปรีดี: ผมว่า 100 คะแนนไม่ได้แปลว่าเราเพอร์เฟกต์นะ แต่หมายถึงเราให้ทั้งหมดที่เรามีแล้ว
จูนจูน: ใช่ค่ะ 100 เต็ม เพราะถ้าไม่มีใครให้กำลังใจ ก็ให้กันเอง (หัวเราะ)
ถ้าวันหนึ่งจอนนี่กลับมาอ่านบทสัมภาษณ์นี้ คุณอยากบอกอะไรกับเขา
ปรีดี: มีประโยคหนึ่งที่ผมชอบมากครับ “We do what we can, whatever we can, whenever we can, and only hope it’s enough.”
ในฐานะพ่อแม่ เราทำทุกอย่างที่เราทำได้ ทำในทุกครั้งและทุกโอกาสที่เราทำได้ ด้วยความสามารถที่เรามี แล้วก็ได้แต่หวังว่า สิ่งที่เราทำนั้นจะเพียงพอ ผมรู้สึกว่าเราใช้ชีวิตกับการเป็นพ่อแม่แบบนั้น เราทำเต็มที่ที่สุดแล้ว และหวังว่าสักวันหนึ่ง เขาจะเข้าใจว่าทุกอย่างที่เราทำ มันมาจากความรัก
จูนจูน: จูนรู้สึกว่าถ้าจอนนี่กลับมาอ่านตอนโต เขาน่าจะรู้สึกว่าเขาเป็นเด็กที่ถูกรักมากๆ เพราะทุกวันนี้เรารู้สึกว่าเขาเป็นเด็กที่เต็มไปด้วยความรัก และเขารู้จริงๆ ว่า พ่อแม่รักเขา จูนอธิบายไม่ถูกเหมือนกัน แต่รู้สึกว่านี่เป็นเป้าหมายสำคัญของเราในการเลี้ยงลูก และตอนนี้เรารู้สึกว่าเราทำเป้าหมายนั้นสำเร็จแล้ว
อย่างวันหนึ่งจูนเครียดเรื่องงานมาก แต่ต้องเข้านอนกับเขาตามปกติ จูนก็บอกเขาว่า “วันนี้หม่ามี้เครียดมากเลย” แล้วเขาตอบกลับมาว่า “หม่ามี้ไม่เครียดได้ไหม ผมรักหม่ามี้มาก” ตอนนั้นเรารู้สึกว่า เขาเข้าใจด้วยว่าเวลาคนที่เขารักเหนื่อยหรือไม่สบายใจ เขาสามารถทำอะไรบางอย่างเพื่อช่วยคนนั้นได้
ถ้าวันหนึ่งเขาโตแล้วกลับมาอ่านเรื่องพวกนี้ จูนคิดว่าเขาน่าจะมองย้อนกลับมาแล้วเข้าใจมากขึ้นว่า ทำไมเขาถึงเติบโตมาเป็นคนที่เต็มไปด้วยความรัก เพราะความรักที่เขาได้รับมาตั้งแต่ตอนนั้น มันอยู่ในตัวเขามาตลอดค่ะ
ขอบคุณสถานที่ Raintree International School




