ตึกเก่าอาจเป็นเพียงอาคารหมดอายุในสายตาของผู้บริหาร แต่สำหรับอีกหลายคน อาคารบางหลังคือหลักฐานของยุคสมัย เป็นบันทึกความคิดของสถาปนิก และเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำที่ไม่สามารถเลียนแบบได้

ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ชื่อของ ‘หอพักอ่างแก้ว’ ภายในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) กลับมาเป็นที่พูดถึง หลังมีข่าวว่าอาคารกำลังอยู่ในกระบวนการรื้อถอน จนนักวิชาการด้านสถาปัตยกรรม ศิษย์เก่า ตลอดจนผู้สนใจงานอนุรักษ์ออกมาคัดค้าน ขณะที่สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ออกหนังสือถึงอธิการบดี มช. เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 ขอให้ทบทวนการรื้อถอนและพิจารณาทางเลือกในการอนุรักษ์หรือปรับใช้ประโยชน์อาคารแทน

หอพักอ่างแก้วสร้างขึ้นแทบจะพร้อมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยแห่งแรกที่รัฐจัดตั้งขึ้นในส่วนภูมิภาคของประเทศไทย จากการเรียกร้องของคนเชียงใหม่และคนภาคเหนือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เปิดทำการเรียนการสอนครั้งแรกในปี 2507 ก่อนมีพิธีเปิดมหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการในวันที่ 24 มกราคม 2508

ท่ามกลางบรรยากาศที่รัฐไทยกำลังขยายการศึกษาระดับอุดมศึกษาออกจากกรุงเทพฯ หอพักอ่างแก้วถูกสร้างขึ้นในช่วงกลางทศวรรษ 2500 โดยเป็นผลงานยุคแรกของ อมร ศรีวงศ์ สถาปนิกคนสำคัญของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ไทย พี่ชายแท้ๆ ของ นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักประวัติศาสตร์ชื่อดัง ซึ่งเคยเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เอกสารรวบรวมผลงานของอมรระบุว่า หอพักอ่างแก้วเป็นผลงานของปี 2508 และจัดให้อยู่ในกลุ่มงานสำคัญที่เขาออกแบบให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในช่วงบุกเบิก

น่าสนใจว่าในช่วงเวลาที่อาคารราชการและสถาบันการศึกษาจำนวนมากยังนิยม ‘สถาปัตยกรรมไทยประยุกต์’ อมรกลับเลือกภาษาแบบโมเดิร์น ใช้ความก้าวหน้าทางวิศวกรรมและประโยชน์ใช้สอยเป็นตัวกำหนดรูปทรงมากกว่าการเติมหลังคา หน้าจั่ว หรือลวดลายเพื่อแสดงความเป็นไทย งานของเขาในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นหลักฐานของช่วงเวลาที่มหาวิทยาลัยใหม่ในภูมิภาคกล้าทดลองกับสถาปัตยกรรมสมัยใหม่อย่างเต็มตัว

หากมองจากระยะไกล หอพักอ่างแก้วอาจดูเหมือนตึกคอนกรีตเก่าอายุราว 60 ปี แต่เมื่อเดินเข้าไปใกล้ๆ รายละเอียดหลายอย่างอธิบายว่า เหตุใดคนในแวดวงสถาปัตยกรรมจึงพยายามส่งเสียงให้หยุดการรื้อถอน

ตัวอาคารไม่ได้วางห้องพักเรียงต่อกันเป็นพืดยาว หากใช้ผังล้อมพื้นที่เปิดโล่ง จัดห้องพักเป็น ‘ยูนิต’ ละ 4 ห้อง แล้วเว้นช่องระหว่างแต่ละยูนิตให้กลายเป็นระเบียงขนาดใหญ่ เปิดทางให้ลมธรรมชาติไหลผ่านอาคาร การเรียงตัวสับหว่างของยูนิตทำให้ด้านหน้าอาคารเกิดจังหวะคล้ายการก่ออิฐ แตกต่างจากอาคารหอพักแบบทางเดินยาวที่พบเห็นทั่วไป

ขณะเดียวกัน ตรงมุมอาคารทั้ง 4 ด้าน ยังมีคานยื่นเฉียงออกไปหาเสาที่ตั้งอยู่นอกตัวอาคาร กลายเป็นองค์ประกอบเด่นซึ่งทำให้มวลขนาดใหญ่ของอาคารดูเหมือนถูกยึดตรึงไว้ อีกทั้งการออกแบบคอร์ตกลาง ทางเดิน ระเบียง และช่องเปิด ยังสัมพันธ์กับสภาพภูมิอากาศของเชียงใหม่ โดยพยายามใช้ลมและแสงธรรมชาติก่อนยุคที่เครื่องปรับอากาศกลายเป็นคำตอบสำเร็จรูปของอาคารแทบทุกประเภท

นอกจากนี้ หน้าต่างห้องพักยังเลือกใช้บานเกล็ดไม้สักเพื่อกรองแสงแต่ยังเปิดรับลมได้ ส่วนฝ้าเพดานภายในถูกเล่นระดับตามแนวโครงสร้าง ทำให้สิ่งที่ตามปกติอาจถูกซ่อนไว้กลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรม

หอพักอ่างแก้วจึงน่าสนใจตรงที่ความสวยไม่ได้ถูก ‘แปะ’ ลงบนอาคารภายหลัง แต่เกิดขึ้นพร้อมกับวิธีที่อาคารทำงาน

อย่างไรก็ตาม ในระยะหลัง หอพักอ่างแก้วถูกใช้เป็นหอพักบุคลากรชาย และเริ่มให้บุคลากรย้ายออกในระยะหลัง ขณะเดียวกันก็มีการปรับภูมิทัศน์โดยรอบ ทั้งอ่างแก้ว อ่างเก็บน้ำแห่งใหม่อย่างอ่างเก็บน้ำตาดชมพู และหอพักอ่างแก้วซึ่งมีอายุยาวนานและเริ่มชำรุดทรุดโทรม จึงอยู่ในข่ายที่จะถูก ‘รื้อถอน’

เอกสารการขายทอดตลาดของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ระบุว่า หอพักอ่างแก้วอยู่ในกลุ่มอาคารและสิ่งปลูกสร้างที่จะถูกรื้อถอน พร้อมกำหนดราคาที่เกี่ยวข้องกับอาคารไว้ 209,587 บาท อ้างอิงราคาจากงานรื้อถอนหอพักหญิงอาคาร 1 และ 8 ซึ่งถูกรื้อถอนและก่อสร้างใหม่ทับในพื้นที่เดิมไปก่อนหน้านี้

กระนั้นเอง ในช่วงสุดท้ายของอาคารหอพักอ่างแก้วกลับได้รับความสนใจไม่น้อย เพราะหลายคนเริ่มเห็นคุณค่าของอาคารทรงโมเดิร์นที่เริ่มสูญหายไปเรื่อยๆ

อาคารเก่าแก่หลายแห่งในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เช่น หอพักชายอาคาร 2 อาคารองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เริ่มสูญหายไป ขณะที่หลายอาคารอยู่ในสภาพทรุดโทรม รอเวลาถูกทุบทิ้งและสร้างใหม่

คำถามก็คือ ในเวลาที่หลายคนกลับมาเห็นคุณค่างานในลักษณะ ‘โมเดิร์น’ เหล่านี้ ซึ่งนับวันจะหาได้ยาก ทางเลือกที่เป็นไปได้มากกว่า ควรเป็นการอนุรักษ์และฟื้นฟูหรือไม่

วันนี้ (19 สิงหาคม 2569) สมาคมสถาปนิกสยามฯ ยื่นหนังสือถึงผู้บริหารมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขอให้ ‘ทบทวน’ การทุบหอพักอ่างแก้ว ในเวลาที่กระบวนการทุบอาคารดำเนินไปแล้วระยะหนึ่ง

“สมาคมสถาปนิกสยามฯ ในฐานะองค์กรวิชาชีพด้านสถาปัตยกรรม ขอแสดงความห่วงใยและไม่เห็นด้วยกับการรื้อถอนอาคารดังกล่าว โดยเห็นว่าหอพักอ่างแก้วมิได้เป็นเพียงอาคารเก่า หากแต่เป็นหลักฐานทางกายภาพที่สะท้อนจุดเริ่มต้นของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกในภูมิภาค และเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมสมัยใหม่ในมหาวิทยาลัยประเทศไทย คุณค่าของอาคารจึงมิได้อยู่เพียงที่ตัวอาคาร หากรวมถึงความทรงจำ ประวัติศาสตร์ และความสัมพันธ์กับผู้คนและสถาบันที่สั่งสมมาเป็นเวลายาวนาน

“สมาคมฯ เห็นว่าการอนุรักษ์อาคารที่มีคุณค่ามิได้หมายถึงการหยุดการพัฒนา หากเป็นการรักษาคุณค่าของอดีตไว้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาในอนาคต จึงขอให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่พิจารณาทบทวนการรื้อถอน และพิจารณาทางเลือกด้านการอนุรักษ์หรือการปรับใช้ประโยชน์จากอาคารก่อนการตัดสินใจ” ความตอนหนึ่งจากหนังสือของสมาคมสถาปนิกสยามฯ ระบุ

จากนี้จึงต้องติดตามต่อไปว่า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่จะเลือกหยุดการรื้อถอน เพื่อเปิดทางให้มีการประเมินคุณค่าและหาแนวทางอนุรักษ์หอพักอ่างแก้วอีกครั้ง หรือจะเดินหน้าตามแผนแม่บทเดิมต่อไป ท่ามกลางเสียงเรียกร้องและคำถามที่ดังขึ้นเรื่อยๆ ว่า การพัฒนามหาวิทยาลัยในอนาคตจำเป็นต้องแลกมาด้วยการรื้อสิ่งที่เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ออกไปหรือไม่

Tags: , , , , , ,