ในช่วง 30-50 ปีที่ผ่านมา มุมมองที่ผู้คนทั่วโลกมีต่อสัตว์เลี้ยงเปลี่ยนไปจากในอดีตมาก ไม่ใช่แค่สัตว์ที่เลี้ยงไว้เพื่อใช้งานอีกต่อไป แต่เป็นเพื่อน เป็นสมาชิกในครอบครัว ทุกวันนี้ เจ้าของส่วนใหญ่ทำในสิ่งที่นอกเหนือไปจากการดูแลพื้นฐานอย่างการให้อาหารและที่หลับที่นอน ทั้งตั้งชื่อที่มีความหมายให้ เล่นด้วย คุยด้วย ถ่ายรูปเก็บโมเมนต์น่ารักไว้เป็นความทรงจำ เมื่อป่วยก็พาไปรักษา เมื่อถึงวาระสุดท้ายก็ไว้ทุกข์
และนี่เป็นพฤติกรรมที่สมเหตุสมผล ไม่ได้ผิดธรรมชาติแต่อย่างใด เพราะสัตว์เลี้ยงมีความสำคัญต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของมนุษย์มาก อย่างที่ผู้อ่านหลายคนอาจจินตนาการไม่ถึง พวกมันเข้ามาเติมเต็มบทบาทในกลุ่มสังคมของมนุษย์ ตลอดจนตอบสนองสัญชาตญาณความต้องการที่จะดูแลและมอบความรักให้แก่ผู้อื่น ซึ่งมนุษย์ส่วนใหญ่มีมาแต่กำเนิด
อย่างไรก็ดี มีงานวิจัยหลายชิ้นที่วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างทัศนคติที่เจ้าของมีต่อสัตว์เลี้ยงกับความสามารถของเราในการอ่านอารมณ์ของพวกมัน ที่น่าสนใจคือ เมื่อเจ้าของมอบบทบาททางสังคมแบบมนุษย์ให้กับสัตว์เลี้ยง เราจะเริ่มอ่านสีหน้าและภาษากายของสัตว์ด้วยกรอบของมนุษย์
อ่านมาถึงตรงนี้ ผู้อ่านหลายคนคงกำลังคิดในใจว่า โธ่คุณ! นั่นมันคอนเทนต์เอาสนุกเฉยๆ จะไปจริงจังอะไรกับมุกตลกในคอมมูนิตี้คนเลี้ยงสัตว์ล่ะ แต่ไม่เลย ผลการสำรวจชี้ชัดว่า เจ้าของส่วนใหญ่เชื่อด้วยความสัตย์จริงว่า หมาแมวมีนิสัยขี้อิจฉาหรือมีจิตใจที่ดีงามได้ รู้จักทั้งการแก้แค้นและความกตัญญูรู้คุณ ผลคือมีแนวโน้มสูงขึ้นที่เราจะตีความพฤติกรรมของสัตว์ผิด และเข้าใจอารมณ์จริงๆ ของพวกมันน้อยลง
เหตุผลที่มนุษย์อยากใส่ความเป็นมนุษย์ลงในทุกสิ่งอย่าง
Anthropomorphism เป็นแนวคิดและแนวปฏิบัติที่มนุษย์นำเอามุมมอง คุณลักษณะ พฤติกรรม และอารมณ์ของมนุษย์ด้วยกันเอง ไปใช้กับสัตว์ สิ่งของ หรือแม้กระทั่งปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ
ส่วนใหญ่มักแปลคำนี้เป็นไทยว่า ‘มานุษยรูปนิยม’ ซึ่งผู้เขียนไม่ใคร่จะชอบคำว่า ‘รูป’ สักเท่าไร เข้าใจว่าคงอยากสื่อถึงราก Morph ที่หมายถึงรูปแบบ รูปร่าง สภาพ ในภาษากรีก แต่คำว่า ‘ลักษณะ’ ใน ‘มานุษยลักษณนิยม’ ดูจะตรงกับความหมายจริงๆ ของคำนี้กว่ามาก น่าเสียดายที่ยาวและออกเสียงยากไปนิด
แต่ไม่ว่าเราจะอยากเรียกมันว่าอะไร ผู้เชี่ยวชาญแทบทุกศาสตร์ให้ความสนใจแนวโน้มที่ว่านี้อย่างมาก เพราะเป็นพฤติกรรมที่ฝังรากลึกอยู่ในประวัติศาสตร์ของมนุษย์อย่างยากจะขุดโค่น เรามีตำนานเทพปกรณัมมากฤทธา มีนิทานคลาสสิกอ่านสนุกได้ ก็ด้วยพลังของ Anthropomorphism
ฟังแค่นี้อาจดูเป็นแนวคิดที่ซับซ้อน อลังการ และแสนไกลตัว แต่อย่างที่เกริ่นเอาไว้ตอนต้น นี่คือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับเราแทบทุกวัน เราจินตนาการว่าเงาเป็นผีจนหลอนไปเองได้เพราะอย่างนี้ เราเห็นรูท่อน้ำเป็นหน้าคนแล้วนึกอยากถ่ายรูปลง Instagram Story ตลกๆ ได้เพราะอย่างนี้ และที่สำคัญคือ เรามองหมาแมวเป็นลูกเป็นหลานได้ก็เพราะอย่างนี้เช่นกัน
งานวิจัยพวกนี้ไม่ได้พยายามบอกเราว่า อย่ารักสัตว์เกินไป หรืออย่ามองสัตว์เป็นลูก กลับกันด้วยซ้ำ นักจิตวิทยาและนักวิทยาศาสตร์พฤติกรรมต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า มนุษย์ปฏิบัติต่อสัตว์เลี้ยงดีขึ้น และใส่ใจสิทธิสัตว์มากขึ้น เมื่อเราให้ค่าสัตว์เลี้ยงพอๆ กับคนสำคัญ
เพียงแต่บางครั้ง ในการอ่านและตอบสนองความต้องการของเจ้าก้อนขน (หรือในบางกรณีอาจเป็นเจ้าตัวไร้ขน เจ้าตัวยาว หรือเจ้าอะไรก็ตามแต่) เราอาจควรถอยห่างออกมาจากภาพจำเดิมๆ สักหนึ่งก้าว แล้วทำความเข้าใจวิสัยของพวกมันอย่างเป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น
โย่ว และนี่คือเสียงจากสัตว์เลี้ยง
บทความ เสียงกรีดร้องของสัตว์: Anthropomorphism จากประสบการณ์ของสัตวแพทย์ ของ ธนพล เลิศเกียรติดำรงค์ นักวิจัยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับเคสต่างๆ ในโรงพยาบาลสัตว์ อันเป็นผลมาจากมุมมองแบบ Anthropomorphism
Case File No.01: ไม่ครบ 32
เจ้าของพาสุนัขที่มีแผลบริเวณขามาเข้ารับการรักษา เมื่อตรวจด้วยวิธีการเอกซเรย์พบว่า กระดูกบริเวณที่มีบาดแผลแตกหักจนไม่สามารถรักษาให้กลับมาเหมือนเดิม เสี่ยงต่อการเน่าหรือติดเชื้อจนถึงตายได้ สัตวแพทย์จึงแจ้งรายละเอียดแก่เจ้าของสุนัขและเสนอให้ทำการตัดต้นขา ผลปรากฏว่า เจ้าของไม่อยากให้รักษาด้วยวิธีการตัดขา กลัวว่าสุนัขของเขาจะทุกข์ทรมานจากการเหลือเพียง 3 ขา หรือปฏิเสธด้วยเหตุผลว่า “ถ้าสุนัขมีอวัยวะไม่ครบสมบูรณ์จะดูไม่สวย”
ในมุมและประสบการณ์ของสัตวแพทย์ การที่สัตว์พิการไม่ได้หมายความว่าสัตว์ตัวนั้นจะทุกข์ทรมานไปตลอดชีวิต หลายครั้งพฤติกรรมและอารมณ์ของสัตว์พิการไม่ได้ต่างอะไรจากสัตว์ที่มีอวัยวะครบถ้วนสมบูรณ์ ดังนั้นมุมมองเรื่องความพิการที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของมนุษย์ จึงไม่อาจใช้เป็นเกณฑ์วัดหรือตัดสินความทุกข์ในสัตว์ได้
เคสนี้สะท้อนมุมมองที่เห็นได้บ่อยจากคอนเทนต์หมวดสัตว์เลี้ยง หลายครั้งอินฟลูเอนเซอร์ให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์ของสัตว์เลี้ยงมาก ถึงขั้นที่สิ่งเหล่านี้กลายเป็นปัจจัยในการตัดสินใจด้านสุขภาพให้กับสัตว์เลี้ยง หรือในกรณีที่พวกเขาเลือกสุขภาพเป็นสำคัญ เราก็มักจะได้ยินคำพูดทำนองว่า แผลผ่าตัดหรือการกล้อนขน ทำให้ ‘น้องอาย’ หรือ ‘เสียความมั่นใจ’
ที่จริงแล้ว ความเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมหลังเข้ารับการรักษาลักษณะนี้ ไม่ได้เกิดจากความรู้สึกอาย แต่มาจากภาวะรับรู้ทางประสาทสัมผัสมากเกินไป (Sensory Overload) ในบริเวณที่ขนถูกโกนออกไป และ/ หรือใกล้ๆ แผลผ่าตัด หากเข้าใจเหตุผลที่แท้จริง เจ้าของก็มีแนวโน้มที่จะหาหนทางซัพพอร์ตสัตว์เลี้ยงและดูแลได้ตรงจุดกว่า
อ้างอิงจากกรอบคิดเรื่อง 7 วงจรอารมณ์พื้นฐาน ของ ยาค พังก์เซปป์ (Jaak Panksepp) นักประสาทวิทยา สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมส่วนใหญ่มีอารมณ์พื้นฐานอยู่ 7 โหมดด้วยกัน ได้แก่ PLAY, SEEKING, CARE, LUST, FEAR, RAGE และ PANIC/ GRIEF กล่าวคือ นี่เป็นอารมณ์ที่มนุษย์มีร่วมกับหมาแมว หากอ่านภาษากายได้ถูกหลัก เช่น แมวในโหมด FEAR จะหมอบต่ำ หูลู่ ม่านตาขยาย เราก็จะเข้าใจหัวอกของพวกมันได้ไม่ยาก
ปัญหาคือ มนุษย์ดันมีอีกกลุ่มอารมณ์ทางสังคมที่ซับซ้อน (Complex Social Emotions) กว่านั้นมาก ไม่ว่าจะเป็นอับอาย สงสาร เคียดแค้น หึงหวง อิจฉา งอน เสียดาย รู้สึกผิด ฯลฯ เราจึงมักอดไม่ได้ที่จะเผลอคิดว่า สัตว์เลี้ยงเองก็คงมีอารมณ์พวกนี้ไม่ต่างจากเรา ยิ่งไปกว่านั้น บางคนยังเหมาเอาว่า พวกมันจะแสดงออกด้วยวิธีการเดียวกับเราเป๊ะอีกต่างหาก
แม่ไก่กกไข่เป็ดและเลี้ยงลูกเป็ด เพราะสงสาร
แมวตีน้องและชอบมองแรง เพราะอิจฉา
หมาหน้าจ๋อง หูตก เพราะรู้สึกผิด
จริงอยู่ เราอาจไม่มีวันเลิกวิเคราะห์สัตว์ด้วยเลนส์ของมนุษย์ได้ และเอาเข้าจริง ก็ไม่มีเหตุผลอะไรร้ายแรงที่ขีดเส้นว่าเราควรเลิก ปัญหาจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเราขาดความรู้แล้วยังขาดความใคร่รู้ ทึกทักเอาว่าแค่รักมาก ก็ต้องหมายความว่า มีเพียงฉันที่รู้จักสัตว์เลี้ยงของฉันอย่างถ่องแท้ที่สุด
ในความเป็นจริง กระทั่งนักประสาทวิทยา สัตวแพทย์ และผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมสัตว์ ก็ยังเผชิญข้อจำกัดในการทำความเข้าใจความคิด อารมณ์ และนิสัยของสัตว์ บทความนี้เองก็ไม่ได้เขียนขึ้นเพื่อสื่อสารว่า มนุษย์ฉลาดเลิศล้ำกว่าสัตว์มาก เพียงเพราะมิติทางอารมณ์ที่ซับซ้อนกว่า แต่เพื่อย้ำเตือนว่า เราปฏิบัติต่อสัตว์เลี้ยงเหมือนครอบครัวได้ แต่บางที ขั้นตอนแรกในการที่จะรักพวกมันให้ดีที่สุด อาจคือการยอมรับว่า พวกมันแตกต่างจากเรามากกว่าที่เราเคยคิด
พวกมันบางตัวอาจจะใช้เวลาหลังเราตายน้อยนิดจนน่าตกใจในการตัดสินใจจะเริ่มแทะกินศพของเรา แต่นั่นจะหมายความว่า เจ้าพวกนี้มีนิสัยอกตัญญูหรือเคียดแค้นอะไรเราส่วนตัวหรือ แน่นอนว่าไม่
ยกเว้นว่าสัตว์เลี้ยงของคุณคือช้าง ลิง หรือวาฬเพชฌฆาตน่ะนะ
อ้างอิง:
– https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S0168159123003222
– https://manypets.com/uk/articles/should-i-shave-my-cat/
– https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC10705108
– https://www.sac.or.th/portal/th/article/detail/412
Tags: นิสัย, พฤติกรรม, นิสัยสัตว์, มานุษรูปนิยม, สัตว์, มานุษยลักษณนิยม, หมา, สัตว์เลี้ยง, แมว, Wisdom, อารมณ์




