Doggu (ด็อก-กุ) คือแบรนด์สินค้าไลฟ์สไตล์และของใช้สัตว์เลี้ยง ก่อตั้งขึ้นในปี 2019 ด้วยจุดเด่นด้านงานดีไซน์ที่น่ารัก เรียบง่าย และสีสันสดใสอันเป็นเอกลักษณ์ 

ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ตลาดสัตว์เลี้ยงในไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดดสู่มูลค่าแสนล้านบาท โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากพฤติกรรมการเลี้ยงสัตว์ของคนรุ่นใหม่ ที่ดูแลสัตว์เลี้ยงเสมือนลูก ประหนึ่งสมาชิกในครอบครัว ยอมทุ่มสรรพกำลังเลือกสรรเครื่องใช้ อาหาร เพื่อให้สัตว์เลี้ยงอยู่กับเราได้นานที่สุด

เมื่อสัตว์เลี้ยงไม่ได้เป็นเพียงสัตว์เลี้ยงอีกต่อไป สินค้าสำหรับพวกเขาก็ไม่ได้ถูกเลือกจากเหตุผลด้านการใช้งานเพียงอย่างเดียว แต่เลือกจากรสนิยม ไลฟ์สไตล์ และตัวตนของเจ้าของ

และนี่คือจังหวะที่ Doggu เข้ามาเติมเต็มตลาด ด้วยการออกแบบสินค้าสัตว์เลี้ยงที่ผสานฟังก์ชันการใช้งานให้เข้ากับดีไซน์ จนกลายเป็นแบรนด์ที่เติบโตไปพร้อมกับเทรนด์ Pet Humanization

Started

ในโอกาสนี้เราจึงชวน เบลล์-ชาคริยา อริยะสถิตย์มั่น และพิ้ง-พิสชา สมบูรณ์เวชชการ 2 ผู้ก่อตั้ง Doggu มาพูดคุยถึงจุดเริ่มต้น การมองเห็นโอกาสในตลาดสัตว์เลี้ยง และแนวคิดธุรกิจที่เชื่อว่า ของใช้สัตว์เลี้ยงก็เป็นสินค้าไลฟ์สไตล์ได้ ไม่ต่างจากของใช้คน

พิ้งเล่าว่า ก่อนก่อตั้งแบรนด์ เธอเลี้ยงสุนัขอยู่ 4 ตัว และมักรู้สึกว่าของใช้สัตว์เลี้ยงในตลาดเวลานั้นยังไม่มีแบบที่ตรงกับความต้องการ ทั้งในแง่ของดีไซน์และการใช้งาน แต่เหตุการณ์หนึ่งกลับกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อสุนัขของเธอหลุดออกจากบ้าน แม้สุดท้ายจะเดินกลับมาหน้าบ้านได้เอง แต่ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้เธอตระหนักว่า หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก เจ้าของอาจไม่มีทางตามหาสัตว์เลี้ยงเจอ

“ตอนนั้นน้องไม่ได้ใส่อะไรติดตัวเลย เราเลยคิดว่าอย่างน้อยน่าจะมีอะไรสักอย่างที่ติดตัวเขาไว้ได้ ถ้าคนข้างนอกเจอ ก็จะเห็นเบอร์โทรศัพท์ แล้วติดต่อเรากลับมาได้”

จากความคิดนั้น เธอจึงเริ่มทดลองนำวัสดุที่คุ้นเคยมาออกแบบเป็นป้ายชื่อสำหรับสัตว์เลี้ยง พร้อมเลือกจับคู่เชือกและสีสันในแบบที่เจ้าของ Mix & Match ได้เอง

เบลล์เล่าต่อว่า จุดเริ่มต้นของ Doggu ไม่ได้มาจากแผนธุรกิจหรือการสำรวจตลาด แต่เริ่มจากการทำใช้เองก่อน แล้วค่อยนำไปให้เพื่อนและคนใกล้ตัวดู “เราลองแชร์ให้เพื่อนๆ ดูก่อนว่าชอบไหม ปรากฏว่าหลายคนบอกว่าน่ารักมาก แล้วก็อยากสั่งซื้อ จากตรงนั้นเลยกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ Doggu”

ในช่วงเวลาราว 6-7 ปีก่อน ตลาดสินค้าสัตว์เลี้ยงในกลุ่มนี้ยังมีผู้เล่นไม่มาก แม้จะมีสินค้าประเภทป้ายชื่อพร้อมเบอร์โทรศัพท์อยู่แล้ว แต่ทั้งคู่มองว่ายังขาดสิ่งที่ตอบโจทย์ทั้งด้านฟังก์ชันและความสวยงาม

“ตอนนั้นตลาดยังไม่มีเซกเมนต์นี้ชัดๆ บวกกับที่พิ้งเป็นดีไซเนอร์มาก่อน เราเลยรู้สึกว่า ของใช้สัตว์เลี้ยงไม่จำเป็นต้องมีแค่ฟังก์ชัน แต่ควรสวยด้วย ตรงนั้นคือช่องว่างที่เราอยากเข้าไปเติม” เบลล์อธิบาย

ลงสนามจริงครั้งแรก

แม้วันนี้ Doggu จะกลายเป็นแบรนด์ที่หลายคนจดจำจากสีสันและงานดีไซน์ แต่เส้นทางในช่วงเริ่มต้นไม่ได้มีพื้นฐานจากประสบการณ์ในธุรกิจสัตว์เลี้ยงเลย

พิ้งยอมรับว่าทั้งคู่ไม่เคยทำธุรกิจประเภทนี้มาก่อน แต่กลับไม่รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องยาก เพราะสำหรับเธอ การสร้างแบรนด์คือการได้ทดลองและสนุกไปกับการออกแบบ “แบรนด์เรามี Identity ตั้งแต่แรกว่าเป็นความสนุก เราอยากทำให้คนกับน้องหมาอยู่ร่วมกันแล้วมีความสุขมากขึ้น พอเริ่มมีเพื่อนๆ มาซัพพอร์ต เราก็ยิ่งสนุกกับการหาสีใหม่ๆ หรือพัฒนาของให้ตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้น”

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายเริ่มปรากฏขึ้น เมื่อ Doggu ก้าวออกจากวงเพื่อนและครอบครัว ไปพบลูกค้าจริงเป็นครั้งแรก

เบลล์เล่าย้อนถึงการออกบูทครั้งแรกที่ K Village ว่า เป็นช่วงเวลาที่ทำให้ทั้งคู่เริ่มตั้งคำถามกับธุรกิจ เพราะยอดขายไม่เป็นอย่างที่คาดหวัง “ตอนนั้นขายได้นิดหนึ่ง ไม่ใช่ว่าขายไม่ได้เลย แต่เรารู้สึกว่าทำไมคนยังไม่ค่อยสนใจ”

เมื่อมองย้อนกลับไป ทั้งคู่เชื่อว่า เป็นเพราะตลาดสัตว์เลี้ยงในเวลานั้นยังไม่เติบโตเหมือนปัจจุบัน การเลี้ยงสัตว์เสมือนสมาชิกในครอบครัวยังไม่ใช่พฤติกรรมหลักของผู้บริโภค ทำให้สินค้าประเภทไลฟ์สไตล์สำหรับสัตว์เลี้ยงยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับหลายคน

แต่แทนที่จะมองยอดขายเป็นคำตอบสุดท้าย ทั้งคู่เลือกฟังเสียงของลูกค้ากลุ่มแรกที่แวะเข้ามาพูดคุย “ลูกค้าหลายคนบอกว่า ชอบนะ แต่ชอบแบบนี้มากกว่า เราก็เอาฟีดแบ็กเล็กๆ ตรงนั้นมาเป็นกำลังใจ แล้วค่อยๆ พัฒนาสินค้าให้ดีขึ้น”

ทั้งนี้ สินค้าชิ้นแรกของ Doggu คือ Customized ID Tag ที่ต่อยอดมาจากประสบการณ์ของพิ้งที่สุนัขเคยหลุดออกจากบ้าน พิ้งจึงออกแบบป้ายชื่อที่มีทั้งภาพวาดของสัตว์เลี้ยง ชื่อ และเบอร์โทรศัพท์ เพื่อให้เป็นทั้งเครื่องประดับและสิ่งที่ช่วยเพิ่มความอุ่นใจให้เจ้าของ

เมื่อเห็นต้นแบบ เบลล์มองว่า สิ่งที่ทำให้สินค้าชิ้นนี้แตกต่างคือความเป็น Personalized จึงพัฒนาต่อยอดให้ลูกค้าเลือกสีเชือก ฟอนต์ ข้อความ หรือแม้แต่ส่งรูปสัตว์เลี้ยงมาให้พิ้งวาดเป็นลายเส้นเฉพาะตัวได้ เพราะอยากให้ปลอกคอทุกชิ้นเป็นชิ้นเดียวในโลก เป็นของที่สะท้อนทั้งตัวตนของสัตว์เลี้ยงและเจ้าของ

สำหรับฟีดแบ็กของสินค้าชิ้นแรก ทั้งคู่เล่าว่าลูกค้าค่อนข้างพึงพอใจ มีการบอกต่อแบบปากต่อปาก ทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักมากขึ้น ขณะเดียวกันก็เป็นยุคที่เจ้าของนิยมทำ Instagram ให้สัตว์เลี้ยง พอมีคนใช้สินค้าของ Doggu แล้วโพสต์ลงไอจีเยอะ ออร์เดอร์ที่เข้ามาก็เยอะขึ้นไปด้วย ยืนยันว่าสิ่งที่ทำมาถูกทางแล้ว 

Doggu ใช้เวลาราว 1 ปีในการพัฒนาโมเดลธุรกิจ ก่อนที่การระบาดของโควิด-19 จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ แม้ทั้งคู่จะกังวลในช่วงแรก แต่กลับพบว่า จำนวนคนเลี้ยงสัตว์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ฐานลูกค้าขยายตัวและมีลูกค้าเดิมกลับมาซื้อซ้ำ จนเริ่มมองเห็นโอกาสในการต่อยอดสินค้า

จากเดิมที่มีเพียง Customized ID Tag ทั้งคู่จึงขยายไปสู่สายจูงและสายรัดอก (Harness) ซึ่งในเวลานั้นตลาดไทยยังมีตัวเลือกด้านดีไซน์ไม่มากนัก และส่วนใหญ่เป็นสินค้าแบรนด์นำเข้า “เราอยากทำของที่ทั้งใช้งานได้จริงและยังมีความเป็น Personalized” เบลล์อธิบาย พร้อมยกตัวอย่างสายรัดอกที่ออกแบบให้เปลี่ยนป้ายชื่อด้วยตีนตุ๊กแกได้ เพื่อรักษา DNA ของ Doggu ที่ให้ลูกค้าออกแบบสินค้าในแบบของตัวเองได้เสมอ

จาก Pet Product สู่ Pet Lifestyle

ตลอดระยะเวลาที่ Doggu เติบโตไปพร้อมกับตลาดสัตว์เลี้ยง ทั้งคู่มองเห็นการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมอย่างชัดเจน พิ้งยกตัวอย่างงาน Pet Expo ที่เคยจัดเพียงฮอลล์เล็กๆ แต่ในเวลาไม่กี่ปีได้ขยายพื้นที่จัดงานหลายเท่าตัว สะท้อนว่า ทั้งผู้บริโภคและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสัตว์เลี้ยงเติบโตอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มอาหาร ของใช้ หรือสินค้าไลฟ์สไตล์

“เมื่อก่อนแบรนด์ไลฟ์สไตล์สำหรับสัตว์เลี้ยงยังมีไม่เยอะ แต่ตอนนี้มีแบรนด์โลคัลรุ่นใหม่เกิดขึ้นมากมาย เราดีใจที่เห็นสินค้าสัตว์เลี้ยงมีความหลากหลายและน่ารักขึ้น” พิ้งกล่าว

แม้ตลาดจะมีผู้เล่นมากขึ้น แต่เบลล์มองว่าการแข่งขันของ Doggu ไม่ได้อยู่ที่เรื่องราคา แต่ให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าและตัวตนผ่านงานดีไซน์ เธออธิบายว่า คนเลี้ยงสัตว์ในปัจจุบันไม่ได้เลือกสินค้าจากฟังก์ชันเพียงอย่างเดียว แต่เลือกจากความรู้สึกว่า สินค้าชิ้นนั้นสะท้อนรสนิยมและไลฟ์สไตล์ของตัวเองได้หรือไม่ “ลูกค้าไม่ได้เลือกของให้น้องหมาอย่างเดียว แต่เขาเลือกของที่บอกว่าตัวเขาเป็นคนแบบไหนด้วย”

พฤติกรรมดังกล่าวทำให้เส้นแบ่งระหว่างของใช้สัตว์เลี้ยงกับสินค้าไลฟ์สไตล์ค่อยๆ เลือนหายไป หลายคนแต่งตัวให้สัตว์เลี้ยงในสไตล์เดียวกับตัวเอง พาออกไปคาเฟ่หรือท่องเที่ยว จนสินค้าเหล่านี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต มากกว่าเป็นเพียงอุปกรณ์ที่มีไว้ใช้งาน

ด้วยเหตุนี้ Doggu จึงนิยามตัวเองว่า เป็น Pet Lifestyle Brand มาตั้งแต่วันแรก ไม่ใช่แบรนด์ที่ผลิตอุปกรณ์สำหรับสัตว์เลี้ยง แต่เป็นแบรนด์ที่ออกแบบสินค้าให้ตอบโจทย์ทั้งฟังก์ชัน ความสวยงาม และไลฟ์สไตล์ของคนเลี้ยงควบคู่กัน เพราะสำหรับทั้งคู่ การเลือกของให้น้องหมา ก็คืออีกวิธีหนึ่งที่เจ้าของกำลังบอกเล่าตัวตนของตัวเองเช่นกัน

Colorful and Functional

หากมองผ่านๆ Doggu อาจเป็นแบรนด์ที่โดดเด่นด้วยสีสันสดใส แต่สำหรับพิ้งที่เคยเป็นดีไซเนอร์บอกว่า สีไม่ใช่เพียงองค์ประกอบด้านความสวยงาม แต่เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดในการออกแบบมาตั้งแต่วันแรก

เบื้องหลังงานออกแบบของ Doggu ยังขับเคลื่อนโดยพิ้งเป็นหลัก โดยเธอรับหน้าที่วางทิศทางการออกแบบเกือบทั้งหมด ขณะที่ทีมช่วยต่อยอดและพัฒนาให้สมบูรณ์ เบลล์เล่าว่า ในฐานะนักออกแบบ พิ้งเป็นคนที่ชอบค้นหาไอเดียใหม่ๆ และติดตามเทรนด์อยู่เสมอ ความหลงใหลนี้เองทำให้ Doggu มีคอลเลกชันใหม่ออกมาอย่างต่อเนื่อง และยังคงรักษาเอกลักษณ์ด้านสีสันและความสนุกของแบรนด์ไว้ได้จนถึงปัจจุบัน

“เรารู้สึกว่าน้องหมาและน้องแมวเหมาะกับสีสันมากกว่าสีขาวดำ” เธอเล่า พร้อมยอมรับว่า เคยทดลองทำสินค้าสีโมโนโทนหรือสีขาวดำมาแล้ว แต่ไม่ได้รับความนิยมเท่าคอลเลกชันสีสดใส เพราะเมื่อสีสันไปอยู่บนตัวสัตว์เลี้ยง ก็ยิ่งทำให้พวกเขาดูมีชีวิตชีวา ขณะเดียวกัน การเปิดโอกาสให้ลูกค้าเลือกสีเชือก สีตัวอักษร หรือองค์ประกอบต่างๆ ได้เอง ก็เป็นความสนุก ที่กลายเป็น DNA ของแบรนด์ตั้งแต่เริ่มต้น

แม้ Doggu จะถูกมองว่าเป็นแบรนด์แฟชั่นสำหรับสัตว์เลี้ยง แต่ทั้งคู่ยืนยันว่า ความน่ารักไม่เคยมาก่อนฟังก์ชัน ทุกสินค้าต้องแก้ปัญหาหรือเพิ่มคุณค่าในการใช้งานเสมอ ตั้งแต่ป้ายชื่อที่สลักเบอร์โทรศัพท์เจ้าของ ไปจนถึงชาร์ม หรือจี้ห้อยคอ ที่ออกแบบให้มีขอบโค้งมนเพื่อความปลอดภัยของสัตว์เลี้ยง

พิ้งยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่ทำให้แนวคิดนี้มีความหมายมากขึ้น เมื่อมีผู้พบสุนัขที่หลุดหายและติดต่อมาที่แบรนด์ผ่านปลอกคอ Doggu ก่อนที่ทีมจะช่วยประสานจนสัตว์เลี้ยงกลับไปหาเจ้าของได้สำเร็จ ทำให้รู้สึกว่า สิ่งที่ออกแบบไม่ได้มีแค่ความน่ารัก แต่ช่วยคนได้จริง

ในอีกด้าน เบลล์อธิบายว่า Doggu เป็นแบรนด์ที่ไม่เคยหยุดพัฒนาสินค้า ทั้งการเลือกใช้วัสดุ การติดตามเทรนด์ และการสร้างคอลเลกชันใหม่ๆ เพื่อให้แบรนด์ยังคงสดใหม่อยู่เสมอ “เราไม่อยากเป็นแบรนด์ที่หยุดอยู่กับที่ แต่พยายามคิดและพัฒนาตัวเองตลอด เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่ลูกค้าซื้อไม่ใช่แค่สินค้า แต่คือประสบการณ์และตัวตนที่เขาอยากส่งต่อผ่านสัตว์เลี้ยงของเขา”

เรียนรู้จากความไม่สำเร็จ

แม้ปัจจุบัน Doggu จะยังไม่มีไลน์อาหารหรือขนมสัตว์เลี้ยง แต่ไม่ใช่เพราะไม่เคยคิดทำ ตรงกันข้าม ทั้งคู่เคยพัฒนาสินค้ากลุ่มนี้อย่างจริงจัง โดยตั้งเป้าว่า จะทำขนมที่ใช้วัตถุดิบคุณภาพสูง ไม่ใส่สารกันบูด และผ่านการทดลองกับสุนัขของตัวเองก่อนวางจำหน่าย

อย่างไรก็ตาม หลังทดลองตลาด ทั้งคู่ตัดสินใจหยุดโปรเจกต์ไว้ เพราะยังหาวิธีรักษาคุณภาพและอายุการเก็บรักษาได้ไม่ตรงตามมาตรฐานที่ตั้งไว้ พร้อมย้ำว่า สินค้าทุกชิ้นที่ออกจาก Doggu ต้องเป็นสิ่งที่ทั้งคู่กล้าใช้กับสัตว์เลี้ยงของตัวเองก่อนเสมอ

สำหรับทั้งคู่ ความปลอดภัยของสัตว์เลี้ยงเป็นเรื่องที่ประนีประนอมไม่ได้ “เราไม่อยากปล่อยสินค้าออกไป แล้วลูกค้าหรือสัตว์เลี้ยงต้องมารับความเสี่ยง เป้าหมายของเราไม่ใช่แค่สร้างแบรนด์ให้เติบโต แต่ต้องมั่นใจว่า สิ่งที่น้องหมาและน้องแมวได้กินหรือใช้ เป็นสิ่งที่ดีที่สุดจริงๆ” พิ้งกล่าว เพราะฉะนั้น หากยังทำไม่ได้ในมาตรฐานที่ตัวเองเชื่อ Doggu ก็เลือกที่จะยังไม่ขาย ดีกว่าลดคุณภาพของสินค้าเพื่อให้เข้าสู่ตลาดเร็วขึ้น

สารพัดการคอลแลบ

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา Doggu ไม่ได้เติบโตผ่านการออกสินค้าใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ยังขยายบทบาทผ่านการคอลแลบกับแบรนด์ในหลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่แบรนด์แฟชั่นอย่าง Whatwewearrr ที่ร่วมออกแบบคอลเลกชันสำหรับคนและสัตว์เลี้ยง ไปจนถึงการพัฒนาโปรดักต์ร่วมกับแบรนด์เตียงสัตว์เลี้ยง รวมถึงโปรเจกต์กับ JAECOO ที่ชวน Doggu มาร่วมออกแบบชาร์มพวงกุญแจลายพิเศษ และจัดเวิร์กช็อปในงานเปิดตัวรถยนต์รุ่น Pet Friendly

นอกเหนือจากการออกแบบสินค้า Doggu ยังได้รับโอกาสให้เข้าไปสร้างประสบการณ์ร่วมกับลูกค้าของแบรนด์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบชาร์มพวงกุญแจพิเศษสำหรับจัดเวิร์กช็อปให้ BOSS ในงานเปิดตัวคอลเลกชันเสื้อผ้าสัตว์เลี้ยง หรือการจัดเวิร์กช็อปให้กับแบรนด์อย่างแสนสิริ, Major Development และ Scope promsri เพื่อสร้างกิจกรรมสำหรับลูกค้าแต่ละแบรนด์

เบลล์มองว่า สิ่งที่ทำให้ Doggu ได้รับโอกาสเหล่านี้ ไม่ใช่เพียงเพราะเป็นแบรนด์สัตว์เลี้ยง แต่เป็นเพราะแบรนด์มีภาพลักษณ์และจุดยืนที่ชัดเจน “หลายแบรนด์มีกลุ่มลูกค้าที่รักสัตว์เลี้ยงอยู่แล้ว พอเขาอยากสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ลูกค้า เราก็ดีใจที่เขานึกถึง Doggu เป็นหนึ่งในพาร์ตเนอร์” เธอกล่าว

Doggu & Cat

แม้ชื่อ Doggu จะกลายเป็นภาพจำของแบรนด์มาตั้งแต่วันแรก แต่เมื่อเทรนด์การเลี้ยงแมวเติบโตขึ้น ทั้งคู่ก็พบว่าเอกลักษณ์ดังกล่าวกลับสร้างข้อจำกัดโดยไม่ตั้งใจ พิ้งเล่าว่าเคยได้ยินลูกค้าพูดกันตรงๆ ว่า “เป็นแบรนด์ด็อกกุ ไม่ซื้อหรอก เราเลี้ยงแมว” ทั้งที่ในความเป็นจริง สินค้าหลายชิ้นใช้ได้กับทั้งสุนัขและแมว

แทนที่จะมองว่าเป็นความเข้าใจผิด ทั้งคู่เลือกนำเสียงสะท้อนนั้นมาปรับปรุงแบรนด์ โดยเพิ่มคำว่า ‘Doggu & Cat’ ลงบนโลโก้และตัวสินค้า เพื่อสื่อสารให้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่า Doggu ไม่ได้เป็นแบรนด์สำหรับคนเลี้ยงสุนัขเท่านั้น แต่เป็นแบรนด์สำหรับคนรักสัตว์เลี้ยงทุกคน

การรับฟังฟีดแบ็กยังสะท้อนอยู่ในกระบวนการพัฒนาสินค้าด้วย เมื่อได้รับคำแนะนำจากลูกค้าว่า ปลอกคอสำหรับแมวควรมี Safety Buckle เพื่อความปลอดภัย ทั้งคู่ก็นำข้อเสนอแนะนั้นมาปรับใช้กับสินค้าในเวลาต่อมา

สำหรับ Doggu เสียงของลูกค้าไม่ใช่เพียงความคิดเห็นหลังการขาย แต่เป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบแบรนด์และผลิตภัณฑ์อยู่เสมอ เพราะทุกคำแนะนำล้วนช่วยให้ทั้งคู่เข้าใจความต้องการของคนเลี้ยงสัตว์ได้ลึกซึ้งขึ้น และทำให้แบรนด์ค่อยๆ เติบโตไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของตลาด

ทดลองตลาดผ่าน Pop-up Store

อีกหนึ่งก้าวสำคัญของ Doggu ในปีนี้ คือการเปิด Pop-up Store ที่ย่านทรงวาด ภายในพื้นที่ของ Garçon Dept ซึ่งพิ้งบอกว่า ตัดสินใจตอบรับแทบจะทันที เพราะมองว่าพื้นที่แห่งนี้มีแนวคิดสอดคล้องกับแบรนด์ ทั้งการสนับสนุนศิลปะ ความคิดสร้างสรรค์ และการเปิดพื้นที่ให้แบรนด์ไทยได้แสดงตัวตน

นอกจากภาพลักษณ์ของสถานที่แล้ว ทั้งคู่ยังมองว่า ทรงวาดเป็นทำเลที่เต็มไปด้วยโอกาส โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาอย่างต่อเนื่อง “เรามองว่ามันเป็นโอกาสใหม่ๆ การเปิด Pop-up Store ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่เป็นโอกาสให้ทีมได้พบลูกค้าตัวจริง หลังจากก่อนหน้านี้ธุรกิจเติบโตผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหลัก

“เราอยากเห็นว่าลูกค้าเวลาได้จับสินค้าจริง เขารู้สึกอย่างไร มีประสบการณ์กับแบรนด์แบบไหน โดยฟีดแบ็กที่ได้รับถือว่าเกินความคาดหมาย โดยเฉพาะจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 90% ของผู้ที่แวะเข้ามา หลายคนที่เป็นเจ้าของสัตว์เลี้ยงอยู่แล้วต่างชื่นชอบงานดีไซน์ของ Doggu และสะท้อนให้เห็นว่า ภาษาของงานออกแบบสามารถเชื่อมต่อกับผู้คนได้ แม้จะมาจากคนละประเทศก็ตาม”

สร้างแบรนด์ที่คนอยากอยู่ด้วย

เมื่อถามถึงความท้าทายตลอด 5-6 ปีที่ผ่านมา ทั้งคู่มองว่าการสร้างแบรนด์ Pet Lifestyle ไม่ได้ยากเพียงการออกแบบสินค้า แต่คือการทำให้ไอเดียเกิดขึ้นจริง ตั้งแต่การเฟ้นหาวัสดุที่ปลอดภัย แข็งแรง และเหมาะกับสัตว์เลี้ยง ไปจนถึงการหาวิธีผลิตงานดีไซน์ในแบบที่ตั้งใจไว้ “บางครั้งเราอยากใส่กราฟิกหรือรายละเอียดบางอย่างลงไป แต่เทคโนโลยีหรือวัสดุในตอนนั้นยังทำไม่ได้” พิ้งเล่า ขณะที่เบลล์เสริมว่า หลังจากพัฒนาสินค้าจนสำเร็จ ความท้าทายถัดมาคือ การทำให้คนรู้จักและเข้าใจคุณค่าของสินค้า ผ่านการสื่อสารและการตลาด

สำหรับ Doggu การทำคอนเทนต์จึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือในการขายสินค้า แต่เป็นอีกวิธีหนึ่งในการสร้างแบรนด์ เบลล์บอกว่า แม้จะเป็นทีมเล็ก แต่ทุกโพสต์ ทุกภาพ และทุกวิดีโอถูกคิดอย่างละเอียด เพื่อให้สะท้อนตัวตนของแบรนด์ ทั้งด้านดีไซน์ สีสัน และน้ำเสียงการสื่อสาร

มากไปกว่านั้น ทั้งคู่ยังพยายามให้ช่องทางของแบรนด์ทำหน้าที่มากกว่าหน้าร้านออนไลน์ โดยเฉพาะบน TikTok ที่ไม่ได้ตั้งใจผลิตคอนเทนต์เพื่อขายสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการแบ่งปันความรู้ และสร้างคอมมูนิตี้ของคนรักสัตว์เลี้ยง ให้รู้สึกว่า Doggu เข้าใจวิถีชีวิตของพวกเขา เพราะท้ายที่สุดแล้ว ทั้งคู่เชื่อว่า คนไม่ได้ติดตามแบรนด์เพราะสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ติดตามเพราะรู้สึกเชื่อมโยงกับตัวตนและคุณค่าที่แบรนด์กำลังสื่อสาร

เมื่อสัตว์เลี้ยงกลายเป็นสมาชิกในครอบครัว

ทั้งคู่มองว่า การเติบโตของตลาดสัตว์เลี้ยงไม่ได้สะท้อนเพียงจำนวนผู้เลี้ยงที่เพิ่มขึ้น แต่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคที่มองสัตว์เลี้ยงเป็นสมาชิกในครอบครัว มากกว่าเป็นเพียงสัตว์เลี้ยง เจ้าของจึงพร้อมลงทุนกับอาหาร ของใช้ และอุปกรณ์ที่มีคุณภาพ เพื่อให้พวกเขามีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด “เราอยากให้เขาอยู่กับเราไปนานๆ” พิ้งกล่าว

มุมมองนี้ยังเป็นเหตุผลที่ Doggu วางตำแหน่งตัวเองเป็น Pet Lifestyle Brand โดยทั้งคู่หวังให้แบรนด์เป็นมากกว่าผู้ผลิตอุปกรณ์สัตว์เลี้ยง แต่เป็นตัวกลางที่สร้างความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสัตว์เลี้ยงผ่านงานออกแบบ

“เราอยากให้คนจดจำว่า Doggu เป็นแบรนด์ที่ทำให้ทั้งเจ้าของและสัตว์เลี้ยงมีความสุขมากขึ้น” พิ้งกล่าว ขณะที่เบลล์ย้ำว่า สิ่งที่อยากให้ลูกค้าจดจำไม่แพ้กันคือความใส่ใจ ทั้งในด้านคุณภาพ ฟังก์ชัน และดีไซน์ เพราะทุกชิ้นถูกออกแบบจากความเข้าใจว่า ทุกวันนี้คนเลี้ยงสัตว์เหมือนลูกจริงๆ

สำหรับเป้าหมายในอนาคต ทั้งคู่ยังมองว่า Doggu เป็นแบรนด์เล็กที่มีพื้นที่ให้เติบโตอีกมาก ความฝันคือการผลักดันให้ Doggu กลายเป็นหนึ่งในแบรนด์สัตว์เลี้ยงสัญชาติไทยที่ได้รับการยอมรับในหลายประเทศ

ปัจจุบันแบรนด์มีสินค้าวางจำหน่ายในสิงคโปร์ และเคยจัด Pop-up Store ที่ฮ่องกงและไต้หวัน ขณะเดียวกันก็เริ่มได้รับการติดต่อจากร้านค้าในญี่ปุ่น ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา จีน มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ซึ่งส่วนใหญ่รู้จักแบรนด์ผ่าน Instagram สะท้อนว่า ภาษาแห่งงานดีไซน์และการสร้างแบรนด์ที่ชัดเจน สามารถพาแบรนด์ไทยเดินทางไปไกลกว่าตลาดในประเทศได้

ก่อนจบบทสนทนา ทั้งคู่เผยข่าวดีว่า Doggu กำลังเตรียมเปิดหน้าร้านสาขาใหม่แบบ Standalone ภายในปีนี้ โดยเลือกปักหมุดที่ย่านอารีย์ ซึ่งเป็นการขยับครั้งสำคัญของแบรนด์หลังจากทดลองเปิด Pop-up Store ที่ทรงวาด

เบลล์อธิบายว่า การเลือกอารีย์ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลจากการสังเกตพฤติกรรมของลูกค้า ทั้งจากหน้าร้านปัจจุบันและ Pop-up Store ที่ทรงวาด ซึ่งพบว่า มีกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนไม่น้อยเดินทางมาตามหาแบรนด์โดยเฉพาะ และมองว่าอารีย์เป็นย่านที่มีบรรยากาศสร้างสรรค์ เต็มไปด้วยคาเฟ่ ร้านดีไซน์ และยังเป็นย่าน Pet Friendly ซึ่งสอดคล้องกับตัวตนของ Doggu จึงน่าจะเป็นพื้นที่ที่เหมาะกับการเติบโตของแบรนด์ในก้าวต่อไป

Tags: , , , , , ,