มีอุทยานในพื้นที่ถึง 2 แห่ง ทั้งทับลานและเขาใหญ่ ไม่ไกลยังมีเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤๅไนที่มีช้างอาศัยอยู่เกือบ 500 ตัว พอได้ยินแบบนี้ ใครก็คิดไม่ถึงว่า ปราจีนบุรีน่ะหรือที่จะกลายเป็น ‘ถังขยะอุตสาหกรรม’ อีกใบหนึ่ง หลังจากที่จังหวัด EEC ทั้งชลบุรี ฉะเชิงเทรา และระยอง ต่างได้ตำแหน่งนั้นไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม การลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมในจังหวัดปราจีนบุรีได้เกิดขึ้นแล้ว และล่วงเลยมาเป็นเวลานานกว่า 10 ปี ขณะที่ในวันนี้ การลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ หรือน้ำมันเครื่องที่ใช้แล้วซึ่งเต็มไปด้วยสารก่อโรค ได้รุกคืบเข้าไปในเขตที่ช้างป่าออกหากินเป็นที่เรียบร้อย

ในขณะที่ช้างป่า สัตว์ซึ่งไม่มีส่วนร่วม ไม่ได้เป็นผู้ประกอบกิจการ ไม่ได้เป็นผู้บริโภค กลับกลายเป็นผู้ ‘ได้รับผลกระทบ’ กับการกระทำของมนุษย์ โดยที่ตัวเองไม่สามารถมีปากเสียงเรียกร้องอะไรในเรื่องนี้ได้เลย

The Momentum พูดคุยกับ สุนทร คมคาย เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง, วัชรพงษ์ หงส์จำรัสศิลป์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และชำนัญ ศิริรักษ์ ทนายความด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม ว่าด้วยประเด็นที่ปราจีนบุรีกำลังจะกลายเป็นถังขยะใบใหม่ ผลกระทบต่อช้างป่า และระบบนิเวศที่จะพังทลาย หากไม่แก้ไขการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมอย่างจริงจัง

EEC คือแหล่งผลิต ส่วนปราจีนบุรีคือถังขยะใบใหม่?

ถึงแม้ว่าจังหวัดปราจีนบุรีจะยังไม่ถูกรวมเป็นส่วนหนึ่งของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ในปัจจุบัน แต่ก็พบการทำอุตสาหกรรมและโรงงานขนาดใหญ่ตั้งแต่กลางทศวรรษ 2530 โดยกระจุกตัวอยู่ตามแนวอำเภอศรีมหาโพธิและกบินทร์บุรี ต่อมามีคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 4/ 2559 ให้งดเว้นข้อจำกัดเกี่ยวกับผังเมือง โดยอนุญาตให้โรงงานบำบัดหรือกำจัดของเสีย โรงคัดแยก ฝังกลบ และโรงงานรีไซเคิล ตั้งโรงงานในพื้นที่ที่เคยเป็นเขตเกษตรกรรมหรือชุมชนได้ คำสั่งดังกล่าวจึงนับเป็นการเปิดประตูให้ขยะอุตสาหกรรมจากพื้นที่อื่น โดยเฉพาะจากเขต EEC หลั่งไหลมายังปราจีนบุรีมากขึ้นเรื่อยๆ

สุนทร คมคาย เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง ให้ข้อมูลว่า ภายหลังคำสั่งของ คสช. มีโรงงานรับกำจัดขยะเกิดขึ้นในจังหวัดปราจีนบุรีและจังหวัดใกล้เคียงเป็นจำนวนมาก บางส่วนมีเจ้าของกิจการเป็นคนสัญชาติจีน มีทั้งการประกอบกิจการแบบถูกต้องตามกฎหมายและเป็นโรงงานเถื่อน ซึ่งมักเป็นโรงงานที่ไม่มีระบบการจัดการขยะอุตสาหกรรม รวมทั้งมีธรรมาภิบาลต่ำ

ประกอบกับปัจจัยที่ว่า การรีไซเคิลหรือการนำของเสียมาแปรรูป ไม่ได้ทำให้ของเสียหายไปทั้งหมด ยังคงมีของเสียอื่นๆ ที่ไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลต่อได้ เช่น เศษพลาสติก ฉนวนสายไฟ ตะกรัน เถ้า กากตะกอน น้ำมัน ซึ่งโดยปกติ ผู้ประกอบกิจการมีหน้าที่ส่งไปกำจัดยังโรงงานที่รับกำจัดหรือบำบัดตามกฎหมาย ทว่าด้วยต้นทุนการกำจัดที่สูง และผู้ประกอบการบางเจ้าไม่ได้มีสถานะถูกต้องตามกฎหมายมาตั้งแต่แรก โรงงานเหล่านี้จึงเลือกใช้วิธีที่ประหยัดต้นทุน โดยละทิ้งการคำนึงถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม

“แต่ก่อนจะเป็นพวกน้ำยาล้างเครื่อง น้ำมันใช้แล้ว ประมาณ 5-6 ปีที่แล้ว จะเป็นพวกน้ำเสีย ปัจจุบันจะเป็นพวกเศษขยะอิเล็กทรอนิกส์ เศษสายไฟ แล้วก็แผงวงจรที่ถูกบดย่อยเอาโลหะออกไปแล้ว

“สำหรับโรงงานเถื่อนมักจะไม่มีที่กำจัดขยะ เขาจึงนิยมไปว่าจ้างให้คนเอาขยะไปทิ้ง ซึ่งมีราคาถูกกว่า ส่วนใหญ่ก็จ้างพวกรถบรรทุกขนไป จะมีขบวนการคอยหาพื้นที่ที่เหมาะๆ สำหรับทิ้งขยะพวกนี้ โดยมากจะเป็นพื้นที่ที่ลับตาคน มีบ่อลูกรัง หรือเป็นพื้นที่เกษตรกว้างๆ เช่น ป่าอ้อย ป่ายูคาลิปตัส รวมทั้งพื้นที่ที่มีผู้มีอิทธิพลดูแลอยู่”

ไม่เพียงแต่โรงงานที่ผิดกฎหมาย แต่โรงงานที่ขึ้นทะเบียนและขออนุญาตในการประกอบกิจการอย่างถูกต้อง ก็อาจใช้วิธีการว่าจ้างให้นำของเสียไปทิ้งยังพื้นที่ต่างๆ ด้วยเหตุผลที่ไม่แตกต่างจากโรงงานเถื่อน โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐคอยอำนวยความสะดวกให้ ตั้งแต่การอนุญาตประกอบกิจการ จนถึงการจัดการปกปิดข่าวและไม่ให้เป็นคดีความ ผ่านการเรียกรับผลประโยชน์ระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับผู้ประกอบการ

“เขา (ผู้ประกอบการ) รู้ว่าต้องจ่ายเงินให้กับใคร ต้องจัดการอย่างไร ราคาเท่าไร”

เมื่อสมประโยชน์ เจ้าหน้าที่รัฐได้รับเงินจากการตบทรัพย์ ผู้ประกอบการได้ลดต้นทุน เพราะนำกากอุตสาหกรรมไปทิ้งตามพื้นที่ต่างๆ แทนการส่งกำจัดตามกฎหมายที่มีต้นทุนสูง การตรวจเจอกากอุตสาหกรรมกองทิ้งไว้ในพื้นที่หนึ่งในจังหวัดปราจีนบุรี จึงไม่ได้สะสางไปถึงต้นตอปัญหา แต่เปรียบเสมือนการเล่นเกมตีตัวตุ่น ที่เจอที่หนึ่ง กำจัดไปแล้ว ก็จะไปเจออีกที่หนึ่งอยู่ดี

แตกต่างกันตรงที่ว่า เกมตัวตุ่นยังมีช่วงจบเกม แต่การทิ้งกากอุตสาหกรรมยังคงไม่เจอจุดจบ และในรอบนี้ จุดที่พบการลักลอบทิ้งขยะยังขยายไปสู่พื้นที่ที่ไม่กระทบเฉพาะมนุษย์ แต่อาจกระทบสัตว์ป่าด้วย

เมื่อที่ทิ้งขยะกำลังทับซ้อนกับแหล่งอาหารของช้างป่า

คงเป็นเรื่องน่าแปลกหากว่า จังหวัดปราจีนบุรีซึ่งมีพื้นที่อุทยานถึง 2 แห่ง ทั้งอุทยานแห่งชาติทับลานกับอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ รวมทั้งอยู่ใกล้กับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤๅไนอันอุดมสมบูรณ์ จะกลายเป็น ‘ถังขยะ’ อุตสาหกรรมใบใหม่ของประเทศไทย เนื่องจากพื้นที่เหล่านี้เป็นบ้านและแหล่งอาหารของสัตว์ป่าหลายชนิด โดยเฉพาะ ‘ช้างป่า’ ที่พบว่าอยู่อาศัยในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤๅไนเกือบ 500 ตัว

กระนั้น ห่างจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤๅไนออกไปเพียง 40 กิโลเมตร ในพื้นที่ตำบลวังท่าช้าง อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งเป็นหนึ่งในบริเวณที่ชาวบ้านพบช้างป่าออกมาหากินและเล่นโคลนเป็นประจำ กลับเป็นจุดที่พบการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นเศษสายไฟฟ้าที่ผ่านการบดย่อยหรือปอกโลหะออกแล้ว เศษสายไฟบดและเถ้าตะกอน น้ำเคมีที่มีลักษณะบ่งชี้ว่าเป็นน้ำมันใช้แล้ว กองพะเนินอยู่บนพื้นดินใกล้กับไร่มันสำปะหลังและในบ่อน้ำ

สำหรับพื้นที่ตำบลวังท่าช้างนั้น นอกจากชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียงจุดลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมจะได้รับผลกระทบแล้ว ความน่ากังวลยังรวมไปถึงช้างป่าที่ออกมาหากินในพื้นที่ โดยสุนทรได้แสดงความกังวลต่อกรมควบคุมมลพิษไปแล้วเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคมที่ผ่านมา

“แต่เขาบอกว่าให้ปักหลัก ทำสายกั้นไว้ในพื้นที่ที่ลักลอบทิ้ง ไม่ให้เข้ามาใกล้บ่อ แต่ช้างมันจะไปรู้ได้อย่างไร และเราจะกั้นช้างไม่ให้เขาเข้ามาใกล้บ่อน้ำที่ปนเปื้อนได้อย่างไร ขนาดกำแพงปูนช้างมันยังพังเข้ามาได้เลย”

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วัชรพงษ์ หงส์จำรัสศิลป์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลว่า ช้างอาจมีความเสี่ยง หากกากอุตสาหกรรมและน้ำมันที่ใช้แล้วมีสารอันตรายปนเปื้อนจริง โดยความเสี่ยงขึ้นอยู่กับชนิดของสาร ปริมาณ ระยะเวลาที่สัมผัส และการเคลื่อนที่ของสารในสิ่งแวดล้อม

“ช้างป่ารับสารโลหะหนักเข้าสู่ร่างกายได้หลายช่องทาง โดยช่องทางสำคัญ ได้แก่ การกินอาหาร พืช หรือการดื่มน้ำที่มีสารปนเปื้อน และการสูดดมฝุ่นที่มีอนุภาคของโลหะหนักในกรณีที่มีฝุ่นฟุ้งกระจายเป็นจำนวนมาก หากได้รับสารเหล่านี้ในปริมาณต่ำแต่ต่อเนื่องเป็นเวลานาน โลหะหนักบางชนิด เช่น ตะกั่ว แคดเมียม และปรอท สามารถสะสมในร่างกายและส่งผลกระทบต่ออวัยวะหลายระบบได้ โดยอ้างอิงจากองค์ความรู้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมพบว่า อาจส่งผลต่อระบบประสาท การทำงานของไตและตับ ระบบสืบพันธุ์ การเจริญเติบโต และระบบภูมิคุ้มกัน”

อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าวต่อไปว่า ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนว่า ช้างสามารถหลีกเลี่ยงน้ำที่ปนเปื้อนสารพิษได้เสมอด้วยสัญชาตญาณ แม้ว่าสัตว์บางชนิดอาจหลีกเลี่ยงน้ำที่มีกลิ่นหรือรสผิดปกติ แต่สารปนเปื้อนหลายชนิด เช่น โลหะหนัก บางครั้งไม่มีสีหรือกลิ่นที่สัตว์รับรู้ได้ ดังนั้นจึงไม่ควรสรุปว่าช้างจะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงได้ทั้งหมด เหมือนที่คนไม่สามารถแยกได้ว่า น้ำที่ดื่มอยู่ทุกวันนี้มีไมโครพลาสติกอยู่

ขณะเดียวกัน ในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรีที่พบว่ามีนกกระจาบอาศัยอยู่ ก็อาจจะได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน หากสารเคมีหรือสารโลหะหนักปนเปื้อนลงสู่ระบบนิเวศ อาจทำให้แหล่งน้ำมีการสะสมของมลพิษ รวมทั้งในตัวของแมลง ซึ่งสารพิษเหล่านี้อาจเกาะติดไปกับวัสดุที่นกใช้ทำรัง ซึ่งในระยะยาวจะกระทบต่อการสืบพันธุ์ การฟักไข่ การเจริญเติบโตของลูกนก นอกจากนี้ เขายังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สัตว์ที่จะได้รับผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงช้างกับนกกระจาบเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงสัตว์น้ำ เช่น กบ ปลา เขียด แมลงน้ำ สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก นกน้ำ และนกที่หากินบริเวณแหล่งน้ำอีกด้วย

ทั้งนี้ หากยังปล่อยให้มีการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมในพื้นที่หากินของสัตว์ป่า โดยไม่มีการควบคุมจนเกิดการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม ดร.วัชรพงษ์ชี้ว่า จะมีความเสี่ยงต่อระบบนิเวศในระยะยาว ดังนี้

– การสะสมของสารปนเปื้อนในดินและตะกอน

– การสะสมทางชีวภาพ (Bioaccumulation)

– การเพิ่มความเข้มข้นของสารตามลำดับห่วงโซ่อาหาร (Biomagnification) สำหรับสารที่มีคุณสมบัติเหมาะสม

– ความหลากหลายของชนิดพันธุ์ลดลง

– ความสำเร็จในการสืบพันธุ์ลดลงในบางชนิด

– การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของระบบนิเวศ

“การลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมถือเป็นความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม เพราะหากมีสารอันตรายปนเปื้อนจริง สัตว์ป่าสามารถได้รับสารผ่านน้ำ อาหาร ดิน และตะกอนในสิ่งแวดล้อมได้ นอกจากนี้ ชาวบ้านอาจจะได้รับผลกระทบทางอ้อม เช่น จากการสูดดม หรือจากสารตกค้างในอาหาร เช่น พวกปลาน้ำจืด หรือแม้แต่เป็ดที่ปล่อยเลี้ยงแบบอิสระ หากเข้ามาในบริเวณที่มีการปนเปื้อนนั้น โลหะหนักอาจจะสะสมในไข่เป็ดได้”

หากไม่หาต้นตอ ก็ไม่มีวันกำจัดได้

The Momentum พร้อมด้วยมูลนิธิบูรณะนิเวศ เดินทางไปยังสถานีตำรวจภูธรวังตะเคียน ซึ่งเป็นผู้จับกุมรถบรรทุกพ่วง 3 คันที่พบว่ามีการขนขยะไปเทกองในพื้นที่ตำบลวังท่าช้าง เพื่อขอสำเนาบันทึกประจำวัน จนได้เลขทะเบียนของรถบรรทุกพ่วงคันก่อเหตุ เครือข่ายปราจีนเข้มแข็งจึงแกะรอยตาม GPS ที่ติดไว้กับรถบรรทุกพ่วงหนึ่งในสามคันนี้ พบว่าเส้นทางของรถบรรทุกพ่วงคันดังกล่าวมีจุดจอดอยู่บริเวณโรงงานแห่งหนึ่งในตำบลเขาหินซ้อน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทราหลายครั้ง ก่อนจะกระจายไปจอดยังจุดอื่นๆ เช่น ตำบลวังท่าช้าง จังหวัดปราจีนบุรี และตำบลห้วยโจด อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว ซึ่งพบว่าในพื้นที่เหล่านี้มีการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมจำนวนมหาศาล

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีข้อมูลที่จัดทำขึ้นโดยประชาชน ซึ่งเจ้าหน้าที่ผู้มีส่วนในการบังคับใช้กฎหมายเอาผิดกับเอกชนผู้ลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมสามารถนำไปใช้ต่อได้ แต่ปัจจุบันผ่านมาเกือบ 1 เดือนแล้ว นับตั้งแต่มีการตรวจพบการลักลอบทิ้ง ยังจับกุมผู้กระทำผิดไม่ได้ ขณะเดียวกัน สารเคมีและสารโลหะหนักจากของเสียยังคงกองพะเนินอยู่บนพื้นดินของจังหวัดปราจีนบุรีหลายจุด รอคอยการฟื้นฟู

ชำนัญ ศิริรักษ์ ทนายความด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม ให้สัมภาษณ์ว่า แม้จะมีกฎหมายที่กำกับให้มีการกำจัดกากอุตสาหกรรม ทั้งกรณีพบของเสียหรือวัตถุอันตรายบนที่ดินสาธารณะ ซึ่งท้องถิ่นสามารถใช้อำนาจตามกฎหมายสาธารณสุข สั่งให้นำของเสียออกไปกำจัดได้ ขณะเดียวกัน กรมโรงงานอุตสาหกรรมยังสามารถกำกับและสั่งให้ขุดย้ายกากอุตสาหกรรมไปกำจัดยังบริษัทที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง รวมถึงกรณีที่พบของเสียอันตรายบนที่ดินเอกชน ซึ่งต้องให้เจ้าของที่ดินรับผิดชอบก่อนในเบื้องต้น

แต่ในทางปฏิบัติ หลายพื้นที่กลับไม่ขุดเอากากอุตสาหกรรมออกไปกำจัด ทว่ากลับใช้รถไถดัน ปาด หรือฝังกลบลงไปในบ่อหรือดิน เพื่อให้ของเสียเหล่านี้หายไปจากสายตาของผู้คน โดยไม่ได้กำจัดหรือฟื้นฟูอย่างถูกต้อง เพราะค่ากำจัดมีราคาแพง

ทนายความด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมยังตั้งข้อสังเกตว่า อาจมีความพยายามวิ่งเต้นหรือจ่ายเงินจากบริษัทผู้ประกอบกิจการที่เป็นเจ้าของกากอุตสาหกรรมตัวจริง และเป็นผู้ว่าจ้างขบวนการรถบรรทุกพ่วงให้นำมาเทกองเอาไว้บนผืนดิน โดยจ่ายเงินหลักแสนบาทให้คดีจบอยู่แค่คนขับรถบรรทุก เพื่อไม่ให้สาวไปถึงตัวการหลัก ซึ่งอาจเป็นผลให้ต้องรับผิดชอบค่ากำจัดหลักล้านหรือหลักสิบล้านบาท แต่ในท้ายที่สุด เมื่อหน่วยงานรัฐอ้างว่าไม่มีงบประมาณ ส่วนบริษัทผู้ก่อมลพิษไม่ถูกบังคับให้จ่ายเงินรับผิดชอบ กากอุตสาหกรรมก็ยังคงไร้คนรับผิดชอบ

ดังนั้น กรณีที่เกิดขึ้นในตำบลวังท่าช้างจึงอันตราย หากปล่อยให้กากอุตสาหกรรมยังคงนิ่งอยู่บนผืนดินและผืนน้ำ เพราะยิ่งปล่อยให้เวลาผ่านไป สารโลหะหนักและสารเคมีที่อยู่ในกองขยะพิษเหล่านี้มีโอกาสที่จะปนเปื้อนไปสู่ธรรมชาติ ถูกชะด้วยน้ำฝน ไหลลงสู่แหล่งน้ำ พืชผล และลงสู่น้ำใต้ดินที่ผู้คนใช้อุปโภคและบริโภค ลุกลามไปปนเปื้อนในสัตว์ที่ไม่แม้แต่จะมีส่วนร่วมกับการก่อมลพิษที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะที่ใดก็ตามในประเทศ

ฉะนั้น ไม่ว่าบทบาทแห่งการฟื้นฟู กำจัด และลงโทษคนผิดจะอยู่ที่ใคร จะอยู่ที่เจ้าหน้าที่รัฐ ประชาชน หรือเอกชนรายใด หากไม่กำจัดกากอุตสาหกรรมและหยุดมันตอนนี้ บทสรุปที่ว่า ‘พวกเราจะตายกันหมด’ คงไม่ใช่เรื่องที่เกินจริงสักเท่าไรนัก

Tags: , , , , ,