นับตั้งแต่สงครามอิสราเอล-ฮามาสเริ่มต้นปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 เป็นต้นมา ความรุนแรงในพื้นที่สงครามยังดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน ไม่เพียงเท่านั้น ความรุนแรงที่มีอยู่กำลังเกิดขึ้นในระบบการศึกษาของชุมชนชาวปาเลสไตน์เช่นเดียวกัน โดยโรงเรียนหลายแห่งในพื้นที่เยรูซาเลมตะวันออกต้องเผชิญกับการปิดตัว การจำกัดการดำเนินงาน และมาตรการปิดกั้นอื่นๆ จากทางการอิสราเอล

การดำเนินการเหล่านี้ส่งผลให้เด็กปาเลสไตน์จำนวนมากต้องหยุดเรียนหรือไม่สามารถเข้าถึงระบบการศึกษาได้ตามปกติ โดยมีรายงานว่า เด็กนักเรียนปาเลสไตน์ในชุมชนเยรูซาเลมตะวันออกกว่า 800 คนกำลังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว

ในด้านหนึ่ง เหตุการณ์เหล่านี้อาจดูเหมือนเป็นผลกระทบด้านมนุษยธรรมที่เกิดขึ้นเช่นเดียวกับพื้นที่อื่นที่มีความขัดแย้งเกิดขึ้น ทว่าการมุ่งเป้าไปที่สถานศึกษาและระบบการศึกษากลับมีความลึกซึ้งมากกว่านั้น 

อนึ่ง พื้นที่การศึกษาเปรียบเสมือนพื้นที่สำคัญซึ่งใช้หล่อหลอมความเข้าใจต่อประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์ ค่านิยม ความคิด และความเชื่อของคนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี ดังนั้นคงไม่เกินจริงนัก หากจะกล่าวว่า ระบบการศึกษาถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือทางการเมืองชั้นดีที่รัฐจะใช้เพื่อกำหนดทิศทางความมั่นคงของประเทศ

ระบบการศึกษากับ Collective Memory

ก่อนจะลงลึกเกี่ยวกับการดำเนินการของอิสราเอลต่อระบบการศึกษาในพื้นที่เยรูซาเลมตะวันออก บทความนี้อยากชวนทำความเข้าใจกรอบแนวคิด ‘Collective Memory’ หรือความทรงจำร่วมที่ถูกเสนอโดย มอริส ฮาลบ์วักส์ (Maurice Halbwachs) นักปรัชญาและนักสังคมวิทยาชาวฝรั่งเศส เพื่อให้เข้าใจภาพการกระทำของอิสราเอลมากขึ้น

แนวคิด Collective Memory กล่าวไว้ว่า กระบวนการสร้างอัตลักษณ์ ความเชื่อ หรือแม้แต่ความทรงจำของบุคคลหนึ่งไม่ได้เกิดจากประสบการณ์ส่วนตัวของบุคคลนั้น ทว่าเกิดจากการหล่อหลอมหรือขัดเกลาโดยกรอบทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นสถาบันครอบครัว ศาสนา ชาติ หรือพื้นที่ที่บุคคลหนึ่งอาศัยอยู่

โดยสถาบันทางสังคมจะเลือกหยิบเอาเหตุการณ์หรือความทรงจำหนึ่งที่เกิดขึ้นในอดีต และนำมาหล่อหลอมให้บุคคล ‘จดจำ’ หรือ ‘ลืมเลือน’ เหตุการณ์นั้นได้ โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อเชื่อมโยงให้บุคคลนั้นมีอัตลักษณ์ร่วมกับสังคม 

และหากหันมามองที่ ‘ความทรงจำทางการเมือง’ หนึ่งในสถาบันที่ถ่ายทอดความทรงจำทางการเมืองให้กับบุคคลหนึ่งๆ ได้ดีที่สุดนั่นคือ ‘สถานศึกษา’ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่หล่อหลอม บอกเล่า ถ่ายทอด และส่งต่อความทรงจำที่สำคัญของสังคม หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พื้นที่ดังกล่าวคือพื้นที่ที่ใช้ส่งต่อเรื่องที่ ‘จำเป็นต้องรู้’ หรือ ‘เรื่องที่ควรเชื่อ’ ให้กับเด็กๆ เพื่อที่จะเติบโตมาเป็นสมาชิกของสังคมนั้น

อิสราเอลกำลังทำอะไรกับระบบการศึกษาในชุมชนปาเลสไตน์

ในปี 1967 พื้นที่เยรูซาเลมตะวันออก หนึ่งในพื้นที่สำคัญซึ่งเป็นศูนย์กลางของชุมชนชาวปาเลสไตน์ ถูกทางการอิสราเอลเข้ายึดครองอย่างเต็มรูปแบบ นับแต่นั้นมา รัฐบาลอิสราเอลได้ขยายขอบเขตอำนาจทั้งทางการเมืองและการทหารเข้ามาในพื้นที่นี้มากขึ้น 

ในที่นี้รวมไปถึงพื้นที่ระบบการศึกษาด้วยเช่นกัน โดยข้อมูลจากบทความวิชาการ Textbooks as tools of power: Israeli censorship and Palestinian curriculum in East Jerusalem ของ ซามิรา อลายัน (Samira Alayan) นักวิชาการที่ The Hebrew University of Jerusalem พบว่า นับตั้งแต่เข้ายึดครองพื้นที่เยรูซาเลมตะวันออก รัฐบาลอิสราเอลมีความพยายามแทรกแซงระบบการศึกษาอย่างต่อเนื่อง 

อลายันเสริมว่า แม้ข้อตกลงออสโล (The Oslo Accords) หรือข้อตกลงสันติภาพที่ทำขึ้นระหว่างรัฐบาลอิสราเอลกับองค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ (PLO) จะกำหนดไว้ว่า รัฐบาลอิสราเอลมีอำนาจเพียงการสนับสนุนงบประมาณในระบบการศึกษาของพื้นที่เยรูซาเลมตะวันออกเท่านั้น ขณะที่ประเด็นเรื่องเนื้อหาและหลักสูตรการเรียนการสอนจะเป็นอำนาจของปาเลสไตน์

จุดที่น่าสังเกตคือ การแทรกแซงเนื้อหาหลักสูตรของทางการอิสราเอลนั้น ไม่ใช่การส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับสันติภาพระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ หรือการสร้างสมดุลทางความรู้ภายในตำราเรียน

ในทางกลับกัน การแทรกแซงระบบการศึกษาของอิสราเอลคือ ความพยายามสร้างประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์เกี่ยวกับอิสราเอลและชาวปาเลสไตน์ขึ้นมาใหม่ เช่น การลบเนื้อหาเกี่ยวกับอัตลักษณ์และประวัติศาสตร์ของชาวปาเลสไตน์ หรือภาพการยึดครองพื้นที่ของรัฐบาลอิสราเอล รวมถึงปิดกั้นไม่ให้มีการถกเถียงในหัวข้อ ‘สิทธิในการกำหนดสถานะทางการเมือง’ ของชาวปาเลสไตน์ (Self-determination) 

สิ่งเหล่านี้อาจกำลังสะท้อนว่า อิสราเอลมีเป้าหมายเพื่อใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือควบคุมอัตลักษณ์ของคนในพื้นที่ รวมถึงรับรองความชอบธรรมในการแผ่ขยายอำนาจเพื่อครอบครองพื้นที่ดังกล่าวให้กว้างขึ้น 

ระบบการศึกษานับตั้งแต่สงครามครั้งล่าสุดเริ่มต้นขึ้น

ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน นับตั้งแต่สงครามระหว่างอิสราเอล-ฮามาส เริ่มต้นขึ้นในวันที่ 7 ตุลาคม 2023 อิสราเอลดำเนินการต่อระบบการศึกษาในพื้นที่เยรูซาเลมตะวันออกมากขึ้น โดยกระทรวงศึกษาธิการอิสราเอลได้สั่งปิดโรงเรียนในเยรูซาเลมตะวันออกมากถึง 6 แห่ง ซึ่งโรงเรียนเหล่านี้เป็นโรงเรียนที่ดำเนินการโดยหน่วยงานสหประชาชาติสำหรับผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์ (United Nations Relief and Works Agency for Palestine Refugees in the Near East: UNRWA) 

ภายใต้การกระทำดังกล่าว ทางการอิสราเอลอ้างว่า โรงเรียนเหล่านี้ถือเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ เนื่องจากสอนเนื้อหาต่อต้านชาวยิว รวมถึงบ่มเพาะความรู้สึกเกลียดชังต่อชาวอิสราเอล

คำสั่งของกระทรวงศึกษาธิการอิสราเอลส่งผลให้เด็กนักเรียนกว่า 800 คนต้องหลุดออกจากระบบการศึกษาทันที และจนถึงปัจจุบัน เด็กนักเรียนกลุ่มนี้ก็ยังไม่สามารถกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้ เนื่องจากพื้นที่โรงเรียนถูกสั่งปิดและห้ามดำเนินการเรียนการสอนไปแล้ว และอาจกล่าวได้ว่า การกระทำดังกล่าวอาจถือเป็นการตัดทอนการสร้างความทรงจำร่วมต่อประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ให้กับเยาวชนปาเลสไตน์

ไม่เพียงเท่านั้น ตลอดเวลาที่ผ่านมา สมาชิกสภาภายในรัฐสภาอิสราเอลหลายคนยังเดินหน้าผลักดันกฎหมายเพื่อมุ่งทำลายระบบการศึกษาของชุมชนชาวปาเลสไตน์อย่างเป็นระบบ โดยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ซวี ซุกคอต (Zvi Sukkot) ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขวาจัดจากพรรค Religious Zionist Party ของอิสราเอล เดินทางไปยังพื้นที่เยรูซาเลมตะวันออก และทุบป้ายโรงเรียนที่มีธงชาติปาเลสไตน์อยู่ พร้อมประกาศอย่างแข็งกร้าวว่า เขาจะเสนอต่อรัฐสภา เพื่อผลักดันให้มีการสั่งปิดโรงเรียนแห่งนี้อย่างถาวร

ก่อนหน้านี้ยังมีกฎหมายอีกหลายฉบับที่มีการประกาศใช้เพื่อโจมตีระบบการศึกษาของชุมชนชาวปาเลสไตน์อย่างเป็นระบบ ตัวอย่างเช่น เมื่อเดือนมกราคม 2026 มีการประกาศใช้กฎหมายห้ามบัณฑิตที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยปาเลสไตน์ทำงานเป็นครูในโรงเรียนของพื้นที่เยรูซาเลมตะวันออกและเขตเวสต์แบงก์ (West Bank) ด้วยข้ออ้างว่า บัณฑิตเหล่านี้ถือเป็นภัยต่อความมั่นคงของอิสราเอล และไม่มีศีลธรรมที่เหมาะสมจะเป็นครู เนื่องจาก ‘ไม่ได้ปลูกฝังความเป็นอิสราเอล’ แก่เด็กนักเรียน และด้วยกฎหมายฉบับนี้ ส่งผลให้บุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่ดังกล่าวขาดแคลนหนัก

ในอีกมุมหนึ่งอาจมองได้ว่า รัฐบาลอิสราเอลมีความพยายามที่จะกำหนดว่า ใครควรเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ต่อการสร้างอัตลักษณ์และความเชื่อให้กับเหล่านักเรียนในพื้นที่ปกครองของอิสราเอล

และหากย้อนกลับไปอีกเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2024 รัฐสภาอิสราเอลยังได้ประกาศผ่านร่างกฎหมายที่รู้จักกันในชื่อ ‘กฎหมายปิดปาก’ (Silencing Law) โดยมอบอำนาจให้กระทรวงศึกษาธิการอิสราเอลสั่งเพิกถอนการให้เงินทุนแก่โรงเรียน รวมถึงสั่งพักงานหรือไล่ครูออกได้ หากเห็นว่าบุคคลนั้นมีคำพูดหรือลักษณะการสอนที่มุ่งให้เกิดการก่อการร้ายต่ออิสราเอล

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรท่านหนึ่งจากพรรคลิคุด (Likud) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองฝ่ายขวาของอิสราเอลยังเคยเน้นย้ำไว้ในที่ประชุมคณะกรรมการการศึกษาเมื่อช่วงต้นปี 2024 ไว้ว่า เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่เด็กนักเรียนในพื้นที่เยรูซาเลมตะวันออกจะต้องถูกปลูกฝังให้เป็นผู้สนับสนุนลัทธิไซออนิสต์ (Zionism) 

อนึ่ง ความพยายามทั้งหมดข้างต้นของอิสราเอลนั้นกำลังสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของกระบวนการสร้างความทรงจำร่วมให้กับเด็กหรือเยาวชนภายในพื้นที่เยรูซาเลม ซึ่งส่วนใหญ่แล้วคือชาวปาเลสไตน์

อย่างไรก็ตาม ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ‘Adalah’ หรือองค์กรสิทธิมนุษยชนและศูนย์ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายไม่แสวงหาผลกำไร ซึ่งบริหารงานโดยชาวปาเลสไตน์-อาหรับในประเทศอิสราเอล (The Legal Center for Arab Minority Rights in Israel) มีความพยายามที่จะยื่นเรื่องคัดค้านข้อกฎหมายเหล่านี้ต่อศาลฎีกาอิสราเอลมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายเพื่อเรียกร้องสิทธิการศึกษา และเรียกคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้กับเด็กชาวปาเลสไตน์

อันที่จริง ในปัจจุบันปรากฏการณ์การสร้างความทรงจำทางการเมืองและการต่อสู้ทางความเชื่อและอัตลักษณ์ของชาติระหว่าง 2 ฝ่ายผ่านระบบการศึกษา ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่ในพื้นที่อิสราเอล-ปาเลสไตน์เท่านั้น อีกหนึ่งตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ การต่อสู้ระหว่างรัฐบาลจีนกับกลุ่มชาติพันธุ์ อย่างทิเบตหรือซินเจียง

ข้อมูลจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Office of the United Nations High Commissioner for Human Rights: OHCHR) มีการเปิดเผยว่า รัฐบาลจีนได้ส่งเสริมการสอนภาษาจีนกลางและปรับโครงสร้างหลักสูตรทางการศึกษาในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อมุ่งเน้นให้เกิดการสร้างภาษา วัฒนธรรม ความเชื่อ และค่านิยมที่ถูกกำหนดจากส่วนกลางหรือพรรคคอมมิวนิสต์จีน (Chinese Communist Party: CCP) แต่ในทางกลับกันก็มีการเฝ้าระวังและจำกัดการปฏิบัติทางศาสนา รวมถึงการแสดงออกทางอัตลักษณ์ของชนกลุ่มน้อย

ทั้งนี้ รายงานจาก OHCHR ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า นโยบายเหล่านี้อาจนำไปสู่การลบเลือนประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ภาษา และสิทธิทางการศึกษาของชนกลุ่มน้อยได้

ภาพเหล่านี้กำลังสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ระบบการศึกษาเองก็สามารถกลายเป็นหนึ่งในพื้นที่ของความขัดแย้งและการแสดงออกทางอำนาจ เพื่อกำหนดอัตลักษณ์ ความทรงจำ และความชอบธรรมของรัฐได้ดีไม่แพ้สนามรบ ที่ไม่ว่าอย่างไรผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงก็คือประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กเยาวชน ซึ่งการเข้าถึงการศึกษาและการรับรู้ประวัติศาสตร์อาจถูกกำหนดด้วยความขัดแย้ง มากกว่าที่จะได้เรียนรู้อย่างเป็นอิสระ หรือหากเลวร้ายที่สุด เด็กเหล่านี้อาจไม่มีโอกาสได้เข้าถึงการศึกษาเลยด้วยซ้ำ

 

ที่มา:

https://www.mythsformodernity.com/collective-memory

https://www.aljazeera.com/opinions/2026/7/19/israel-uses-law-to-destroy-palestinian-education-in-east-jerusalem

https://apnews.com/article/israel-palestinians-jerusalem-unrwa-schools-10e4d242d0c1b0d84ce03945b44f6d31

https://www.tandfonline.com/doi/epdf/10.1080/03626784.2026.2634026?needAccess=true

https://imeu.org/resources/resources/quick-facts-east-jerusalem/107

https://www.ohchr.org/en/documents/country-reports/ohchr-assessment-human-rights-concerns-xinjiang-uyghur-autonomous-region 

Tags: , , , , , , , , , , , , , , , ,