คอร์ตเทนนิสพื้นสีแดง สนามพิกเคิลบอลที่มีเสียงผู้เล่นดังอยู่ข้างๆ และบาร์เล็กๆ ที่ผู้คนแวะนั่งคุยหลังจบเกม ทั้งหมดนี้อยู่ในพื้นที่เดียวกันที่ชื่อว่า The Lobb Club

ในวันที่การออกกำลังกายไม่ได้จบลงแค่การเผาผลาญแคลอรี แต่กลายเป็นกิจกรรมที่พาผู้คนออกมาพบปะ สร้างคอมมูนิตี้ และใช้เวลาร่วมกัน สปอร์ตคลับยุคใหม่จึงไม่ได้มีแค่สนามกีฬา แต่ต้องเป็นพื้นที่ที่ผู้คนอยากใช้เวลาอยู่ต่อ แม้จะเก็บแร็กเกตเข้ากระเป๋าไปแล้วก็ตาม

The Lobb Club คือหนึ่งในสถานที่ที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงนั้น จากไอเดียของกลุ่มเพื่อนที่อยากสร้างพื้นที่ซึ่งผสานกีฬา ไลฟ์สไตล์ และการพบปะผู้คนเข้าไว้ด้วยกัน จนกลายเป็นจุดหมายปลายทางแห่งใหม่ของคนเมือง ที่ไม่ได้มาเพียงเพื่อตีเทนนิส แต่มาเพื่อใช้ชีวิตในอีกความหมายหนึ่งด้วย

The Momentum ชวน พิมพ์วาด นิมิตกุล และ แพรวา นิมิตกุล เจริญกิจมงคล ผู้ร่วมก่อตั้ง The Lobb Club พูดคุยถึงจุดเริ่มต้นของ Passion Project ที่เกิดจากไลฟ์สไตล์ของตัวเอง และเติบโตเป็นคอมมูนิตี้ของคนเมืองในเวลาเพียงไม่กี่เดือน

พิมพ์วาดเริ่มเล่าว่า จุดเริ่มต้นของ The Lobb Club เกิดจากกลุ่มเพื่อนสนิท 7 คนที่ไลฟ์สไตล์คล้ายกัน ชอบเดินทาง ลองประสบการณ์ใหม่ๆ เป็นแก๊งหาทำที่ชื่นชอบการดื่มไวน์

แพรวาเสริมว่า ตอนแรกไอเดียง่ายมาก เราอยากเปิดไวน์บาร์ แต่ในอีกด้านหนึ่ง พวกเราก็เป็นคนที่ออกกำลังกายหนักเหมือนกัน เรียกว่าเฮลตี้สุด ปาร์ตี้ก็สุด ทุกครั้งหลังเล่นกีฬาเสร็จ เราจะหาที่นั่งกิน ดื่ม และคุยกันต่อ เลยเกิดคำถามว่า ถ้าสองกิจกรรมนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องกันอยู่แล้ว ทำไมไม่รวมไว้ในที่เดียว จากไอเดียไวน์บาร์ เลยค่อยๆ พัฒนามาเป็น Social Sports and Wellness Club

“พวกเราตั้งใจใช้คำว่า ‘Social’ นำหน้า เพราะไม่ได้อยากเป็นแค่สปอร์ตคลับ สำหรับคนที่เล่นกีฬาแบบจริงจัง แต่อยากให้ที่นี่เป็นคอมมูนิตี้ที่คนมาใช้เวลาร่วมกัน” พิมพ์วาดกล่าว

นอกจากสนามเทนนิส ที่นี่มีพิกเคิลบอล การแช่น้ำแข็ง (Ice Bath) รวมถึงคลาสต่างๆ เพราะพาร์ตเนอร์ทั้ง 7 คนมีความสนใจและความถนัดไม่เหมือนกัน จึงนำเอาแพสชันของแต่ละคนมารวมกันจนเกิดเป็น The Lobb Club 

The Lobb Club เปิดให้บริการเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา หรือราว 4 เดือนก่อน แต่ผลตอบรับกลับมาเร็วกว่าที่ผู้ก่อตั้งทั้ง 7 คนคาดไว้มาก จนพิมพ์วาดพูดว่า “ดีจนตั้งตัวไม่ทันค่ะ เพราะนี่เป็น Passion Project ที่ทุกคนลงมือทำกันเองแทบทุกขั้นตอน ตั้งแต่วันแรกที่เปิดรับจองก็ยังไม่มีระบบสำเร็จรูป ใช้วิธีรับข้อความผ่าน LINE แล้วค่อยคีย์ข้อมูลลง Excel กันเอง ช่วงนั้นบางคนอยู่ต่างประเทศด้วย ต้องซื้ออินเทอร์เน็ตบนเครื่องบินเพื่อตอบลูกค้า”

แพรวาเสริมว่า เดิมทีพวกเขาคิดว่าจะมีคนจองเข้ามาหลักร้อย แต่เมื่อเปิดระบบจริง ข้อความกลับหลั่งไหลเข้ามาเป็นพันจน LINE ค้าง ตอบลูกค้าแทบไม่ทัน

แม้จะเริ่มต้นแบบลองผิดลองถูก แต่ฟีดแบ็กจากผู้ใช้งานกลับกลายเป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้ทีมค่อยๆ พัฒนาระบบและการให้บริการให้ดีขึ้น จน The Lobb Club เติบโตจากโปรเจกต์เล็กๆ ของกลุ่มเพื่อน สู่พื้นที่ที่มีผู้คนแวะเวียนเข้ามาใช้งานและสร้างคอมมูนิตี้อย่างต่อเนื่อง

ชื่อ The Lobb Club เองก็สะท้อนคอนเซปต์ของสถานที่ไม่ต่างกัน

พิมพ์วาดเล่าว่า คำว่า Lob คือท่าตีลูกโด่งในกีฬาเทนนิส แต่ความน่าสนใจคือ สนามแห่งนี้ดัดแปลงมาจากโกดังเก่า ทำให้โครงสร้างหลังคาบางจุดต่ำกว่าสนามมาตรฐาน จนการตีลูก Lob กลับเป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ถนัดนัก “มันมีความย้อนแย้งนิดๆ ค่ะ ลูกค้ายังชอบแซวเลย”

ขณะที่แพรวาบอกว่า ความหมายของ Lobb ไม่ได้หยุดอยู่แค่กีฬา แต่ยังเชื่อมโยงกับคำว่า Lobby ซึ่งหมายถึงพื้นที่ส่วนกลางที่ผู้คนได้พบปะ พูดคุย และใช้เวลาร่วมกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาอยากให้เกิดขึ้นในคลับแห่งนี้

“เราไม่ได้อยากเป็นแค่สปอร์ตคลับ แต่เป็นไลฟ์สไตล์คลับมากกว่า คนจะมาตีเทนนิส ออกกำลังกาย หรือแค่มานั่งแฮงเอาต์ก็ได้”

แนวคิดนี้เองที่ทำให้ The Lobb Club ได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว พิมพ์วาดเล่าว่า คลิปโปรโมตสั้นๆ ที่ชวนคนมาเล่นเทนนิสแล้วนั่งดื่มต่อ มียอดรับชมทะลุหลักล้านครั้ง สะท้อนว่าผู้คนกำลังมองหาพื้นที่ที่ผสมทั้งกีฬาและการใช้ชีวิตเข้าด้วยกัน ขณะเดียวกัน ในช่วงเวลาเพียงไม่กี่เดือนหลังเปิดให้บริการ ที่นี่ยังกลายเป็นโลเคชันจัดอีเวนต์ของหลายแบรนด์ที่ต้องการพื้นที่ในบรรยากาศแบบใหม่ที่ไม่ใช่แค่สนามกีฬา แต่เป็นพื้นที่สำหรับการสร้างคอมมูนิตี้ด้วย

ก่อนตัดสินใจลงมือทำ The Lobb Club ผู้ก่อตั้งทั้ง 7 คนมองเห็นช่องว่างของตลาดที่ชัดเจน นั่นคือธุรกิจด้านเวลเนสในไทยยังถูกแบ่งออกเป็น 2 ขั้ว ระหว่างสถานที่แฮงเอาต์อย่างบาร์หรือร้านอาหาร กับสนามกีฬาที่เน้นผู้เล่นจริงจัง ตีเสร็จก็แยกย้ายกลับบ้าน

“เราเห็นช่องว่างของคำว่า Wellness as a Lifestyle ค่ะ” พิมพ์วาดอธิบาย เราอยากสร้างพื้นที่ที่คนไม่จำเป็นต้องเลือกว่า จะมาออกกำลังกายหรือมาเจอเพื่อน แต่ทำทั้ง 2 อย่างได้ในที่เดียว

สำหรับแพรวา ช่องว่างที่สำคัญไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจ แต่เป็น Emotional Gap ของผู้คนที่กำลังมองหาพื้นที่ซึ่งไม่ต้องแข่งขัน ไม่ต้องเก่งที่สุด และออกมาใช้เวลาร่วมกับคนอื่นได้ “เราเชื่อว่า Sport as a Lifestyle & Community ไม่ใช่แค่กระแส แต่เป็นวิธีที่คนจะใช้ชีวิตและสร้างความสัมพันธ์ในระยะยาว เหมือนที่เราเห็นจากรันนิงคลับทุกวันนี้”

ส่วนเหตุผลที่เลือกปักหมุดในย่านพระราม 3 นั้น นอกจากผู้ก่อตั้งจะเติบโตในละแวกนี้และเข้าใจย่านเป็นอย่างดีแล้ว พวกเขายังมองเห็นศักยภาพของพื้นที่ซึ่งเต็มไปด้วยโครงการที่อยู่อาศัย และอยู่กึ่งกลางระหว่างฝั่งธนบุรี สุขุมวิท และสาทร

พิมพ์วาดเล่าว่า แม้วันนี้จะมีสนามเทนนิสเปิดอยู่ใกล้กัน แต่กลับยิ่งทำให้ตำแหน่งของ The Lobb Club ชัดเจนขึ้น “เขาเป็นสนามกีฬา แต่ของเราเป็นไลฟ์สไตล์คลับ จะมาตีเทนนิสก็ได้ หรือไม่เล่นกีฬาเลย แค่มานั่งทำงาน มาพบเพื่อน หรือแฮงเอาต์ก็ได้เหมือนกัน”

แม้จะตั้งอยู่ในย่านพระราม 3 แต่ฐานลูกค้าของ The Lobb Club ไม่ได้จำกัดอยู่แค่คนในละแวกนั้น “ตอนแรกทีมคิดว่าผู้ใช้งานส่วนใหญ่จะเป็นคนในย่าน แต่เมื่อเปิดให้บริการจริง กลับมีลูกค้าเดินทางมาจากหลายพื้นที่ โดยฟีดแบ็กที่ได้ยินอยู่เสมอคือ ทำเลเดินทางสะดวก ลงจากทางด่วนเพียงไม่กี่นาทีก็ถึง แม้ทางเข้าจะเป็นซอยเล็ก แต่ก็ไม่ได้ให้ความรู้สึกว่าอยู่ไกลจากใจกลางเมือง” แพรวากล่าว

นอกจากกลุ่มคนรักกีฬาแล้ว The Lobb Club ยังกลายเป็นพื้นที่ของครอบครัวโดยไม่ตั้งใจ ด้วยทำเลที่รายล้อมไปด้วยโรงเรียนหลายแห่ง ทำให้มีทั้งเด็กและผู้ปกครองแวะเวียนมาใช้บริการอยู่เสมอ

พิมพ์วาดกล่าวว่า “ปัจจุบันหนึ่งในกลุ่มลูกค้าหลักคือผู้ปกครองของโรงเรียนนานาชาติในย่านพระราม 3 อย่าง King’s College และ Shrewsbury หลายคนเลือกมานั่งทำงาน รับประทานอาหาร หรือพบปะพูดคุยระหว่างรอลูกเลิกเรียน ก่อนจะกลับบ้านพร้อมกัน ซึ่งเป็นภาพของคอมมูนิตี้ที่เราตั้งใจให้เกิดขึ้นตั้งแต่วันแรก”

หากแก่นของ The Lobb Club คือการเป็นไลฟ์สไตล์คลับ การออกแบบพื้นที่ก็ถูกสร้างขึ้นเพื่อสะท้อนแนวคิดนั้นตั้งแต่แรก พิมพ์วาดอธิบายว่า ทุกอย่างเริ่มต้นจาก 3 แกนหลัก ได้แก่ Social, Sport และ Wellness โดยโจทย์สำคัญที่ส่งต่อให้ทีมออกแบบคือ ทำอย่างไรให้ทั้ง 3 องค์ประกอบหลอมรวมเป็นพื้นที่เดียวกัน ไม่ใช่แยกส่วนเหมือนสปอร์ตคลับทั่วไป

แนวคิดดังกล่าวถูกแปลออกมาเป็นการแบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 โซนหลัก คือ Court House พื้นที่ของกิจกรรมและพลังงานสำหรับคนที่ชอบความคึกคัก และ Club House โซนคาเฟ่และบาร์ที่ให้บรรยากาศสงบ ผ่อนคลาย เปรียบเสมือนพื้นที่ชาร์จพลังของสายอินโทรเวิร์ต แต่แม้จะแบ่งฟังก์ชันต่างกัน ทั้ง 2 โซนยังเชื่อมถึงกันผ่านการออกแบบที่เปิดมุมมองให้ผู้คนเห็นกิจกรรมในสนามได้จากทุกจุด ไม่ว่าจะนั่งอยู่ที่บาร์ หรือพื้นที่ชั้นบนที่เตรียมไว้สำหรับคลาสโยคะและกิจกรรมเวลเนสในอนาคต

บรรยากาศทั้งหมดถูกถ่ายทอดผ่านสไตล์ Modern Retro ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากบีชคลับบนเกาะมายอร์กา ประเทศสเปน ซึ่งผู้ก่อตั้งทั้ง 7 คนเคยเดินทางไปด้วยกัน และประทับใจในความอบอุ่น เรียบง่าย แต่มีเสน่ห์ จึงหยิบไวบ์นั้นมาปรับใช้กับ The Lobb Club ตั้งแต่การเลือกใช้โทนสีแดงอิฐ สีฟ้า และสีครีม ไปจนถึงรายละเอียดเล็กๆ อย่างมือจับประตูที่ออกแบบเป็นไม้เทนนิส เพื่อให้พื้นที่แห่งนี้ให้ความรู้สึกเหมือนบ้านเพื่อน มากกว่าจะเป็นสปอร์ตคลับที่ดูจริงจังหรือเข้าถึงยาก

‘Experience Design’ กลยุทธ์ที่ทำให้อยากนั่งต่อหลังเล่นกีฬา

สำหรับผู้ก่อตั้ง The Lobb Club ความน่าสนใจของพื้นที่แห่งนี้ไม่ได้อยู่ที่ความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่คือการออกแบบ ‘ประสบการณ์’ ตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้ามา

พิมพ์วาดเล่าว่า ทีมไม่ได้เริ่มจากการหาแรงบันดาลใจใน Pinterest แต่เริ่มจากการตั้งคำถามว่าอยากให้ผู้คนรู้สึกอย่างไรเมื่อมาถึง “เราออกแบบจากความรู้สึกและประสบการณ์มากกว่า เราอยากให้คนรู้สึกว่า แค่เลี้ยวเข้าซอยแล้วเปิดประตูเข้ามา ก็เหมือนตัดขาดจากโลกข้างนอก และได้ใช้เวลาเป็นตัวเองจริงๆ”

องค์ประกอบสำคัญอีกอย่างคือ Lobb Bar ที่ถูกวางให้เป็นจุดหมายปลายทางหลังจบเกม แพรวาอธิบายว่า นอกจากบรรยากาศที่ชวนให้นั่งต่อ เมนูยังถูกออกแบบให้เป็น Comfort Food ที่ไม่เฮลตี้หรือหนักจนเกินไป และยังมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้เลือก เพื่อสะท้อนแนวคิดการใช้ชีวิตที่สมดุล “คอนเซปต์ของเราคือ Tennis and Wine เล่นกีฬาให้เต็มที่ แล้วก็กินดื่มให้เต็มที่เหมือนกัน”

แนวคิดนี้ถูกซ่อนอยู่ในรายละเอียดเล็กๆ ทั่วทั้งคลับ ตั้งแต่ยูนิฟอร์มพนักงานที่มีลายแก้วไวน์ ไปจนถึงม้านั่งริมสนามที่ออกแบบให้มีช่องวางแก้วและถังน้ำแข็ง เพราะภาพที่ผู้ก่อตั้งอยากเห็นมาตั้งแต่วันแรก คือผู้คนถือแก้วไวน์ เดินพูดคุยอยู่ริมคอร์ตเทนนิส และใช้เวลาอยู่ด้วยกันให้นานกว่าการมาเล่นกีฬาเพียงอย่างเดียว

แม้หลายคนจะจดจำ The Lobb Club ในฐานะสปอร์ตคลับ แต่สำหรับทั้งคู่ จุดเริ่มต้นของโปรเจกต์กลับมาจากความตั้งใจที่จะเปิด ‘ไวน์บาร์’ มากกว่า

พิมพ์วาดเล่าว่า ไอเดียแรกของกลุ่มเพื่อนทั้ง 7 คนคือ การทำพื้นที่สำหรับคนรักไวน์ ก่อนจะค่อยๆ เติมสนามเทนนิสและกิจกรรมเวลเนสเข้ามา จนกลายเป็นโมเดลในปัจจุบัน แนวคิดดังกล่าวสะท้อนออกมาผ่าน Lobb Bar ที่ไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงร้านอาหารในสปอร์ตคลับ แต่เป็นอีกหนึ่งจุดมุ่งหมายของพื้นที่ แพรวาอธิบายว่า ตั้งแต่เริ่มวางโมเดลธุรกิจ ทีมตั้งใจรองรับทั้งคนที่มาเล่นกีฬา และคนที่ตั้งใจแวะมาทานอาหารหรือดื่มไวน์โดยเฉพาะ จึงพัฒนาเมนูอย่างจริงจัง ตั้งแต่ Comfort Food ไปจนถึงอาหารจานหลัก และทาปาส (Tapas) ที่ออกแบบมาให้จับคู่กับไวน์ได้

ความจริงจังยังต่อเนื่องไปถึงการมี Wine Room ภายในคลับ และแผนต่อยอดให้ The Lobb Club เติบโตเป็น Natural Wine Bar ในอนาคต โดยมีทั้งบรันช์ คาเฟ่ และเมนูเครื่องดื่มที่เติมเต็มประสบการณ์การใช้เวลาของผู้คนได้ตลอดทั้งวัน

แม้ในกลุ่มผู้ก่อตั้งจะไม่มีใครเป็นเชฟ แต่หนึ่งในหุ้นส่วนเติบโตมากับธุรกิจบาร์และโรงแรม ทำให้ทีมได้เชฟและผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยวางระบบตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น ขณะที่สิ่งที่ทุกคนมีเหมือนกัน คือแพสชันที่มีต่อไวน์และการสร้างพื้นที่ให้ผู้คนได้มาใช้เวลาร่วมกัน

หากให้ทั้งคู่เลือกเมนูที่สะท้อนตัวตนของ Lobb Bar มากที่สุด ทั้งคู่ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า คือพานินี่ (Panini) และสมูทตี้ (Smoothie) ซึ่งถือเป็นเมนูซิกเนเจอร์ของร้าน

สำหรับพานินี่ ทีมออกแบบแพ็กเกจให้ถือรับประทานได้สะดวก จะนำเข้าไปกินระหว่างเล่นกีฬา หรือนั่งแฮงเอาต์หลังจบเกมก็เหมาะ ขณะที่สมูทตี้ไม่ได้โดดเด่นแค่รสชาติ แต่ยังใส่ใจถึงการเลือกเฉดสีของเครื่องดื่มให้สอดรับกับโทนสีประจำแบรนด์ เพื่อให้ทุกแก้วเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์และบรรยากาศของ The Lobb Club ตั้งแต่รสชาติไปจนถึงภาพที่ถ่ายออกมา

เมื่อ Merchandise และรายละเอียดเล็กๆ กลายเป็นภาษาของแบรนด์

อีกหนึ่งองค์ประกอบที่สะท้อนตัวตนของ The Lobb Club คือ Merchandise ที่ผู้ก่อตั้งตั้งใจออกแบบเอง ทั้งเสื้อและกระเป๋า โดยวางให้เป็นจุดกึ่งกลางระหว่างแฟชั่น กีฬา และไลฟ์สไตล์ มากกว่าจะเป็นของที่ระลึกของคลับ ขณะเดียวกัน แบรนด์ที่นำมาคอลแลบหรือวางจำหน่ายก็ล้วนเป็นแบรนด์ไทยที่ทีมมองว่ามีเอกลักษณ์ด้านดีไซน์

สำหรับพิมพ์วาด Merchandise ยังเป็นอีกวิธีหนึ่งในการสื่อสารตัวตนของแบรนด์ ตั้งแต่เสื้อพนักงานที่หยิบทั้งไม้เทนนิสและแก้วไวน์มาเป็นกิมมิก ไปจนถึงภาพจำของคลับที่หลายคนแซวว่า ‘นี่สนามเทนนิสหรือสตูดิโอถ่ายรูป’

ความตั้งใจเดียวกันยังถูกซ่อนไว้ในรายละเอียดเล็กๆ ทั่วทั้งพื้นที่ ทั้งข้อความอย่าง ‘Welcome to the game’, ‘Good game today’, ‘Next time stay longer’ หรือ ‘Please feel like home’ ที่ผู้ก่อตั้งเรียกว่าเป็น Easter Egg เพื่อสร้างประสบการณ์ทางอารมณ์ให้ผู้มาเยือน รวมถึงรายละเอียดอย่างมือจับประตูที่ออกแบบให้มีพื้นผิวเหมือนกริปไม้เทนนิส ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบเล็กๆ ที่ช่วยถ่ายทอดความเป็น The Lobb Club ผ่านประสบการณ์ของผู้ใช้งานในทุกสัมผัส

เมื่อถามถึงเป้าหมายของ The Lobb Club แน่นอนว่าไม่ได้จบลงที่การเป็นสถานที่สำหรับเล่นกีฬา แต่คือการสร้างพื้นที่ที่ทำให้ผู้คนรู้สึกอยากใช้เวลาอยู่ต่อ และอยากกลับมาอีกครั้ง

พิมพ์วาดอธิบายว่า แนวคิดทั้งหมดถูกสรุปไว้ในคำว่า ‘Stay, Play, Balance, Belong’ ซึ่งสะท้อนประสบการณ์ที่อยากให้ผู้มาเยือนได้รับ ตั้งแต่การได้ผ่อนคลาย เป็นตัวเอง ใช้ชีวิตอย่างสมดุล ไปจนถึงความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้

แนวคิดนี้จึงถูกถ่ายทอดลงไปในทุกขั้นของ Customer Journey ตั้งแต่การบริการที่พนักงานได้รับการเทรนให้พูดคุยและดูแลลูกค้าเหมือนเพื่อน มากกว่าการทำหน้าที่เปิดสนามหรือเช็กคิว ไปจนถึงรายละเอียดเล็กๆ อย่างบริการเติมน้ำดื่มฟรีตลอดวัน ซึ่งเกิดจากการคิดย้อนกลับไปถึงพฤติกรรมของคนที่มาออกกำลังกายแล้วอยากนั่งพักหรือแฮงเอาต์ต่อ เพราะสำหรับ The Lobb Club ประสบการณ์ที่ดีไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสนาม แต่เกิดขึ้นตลอดเวลาที่ผู้คนใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่แห่งนี้

จาก Passion Project สู่คอมมูนิตี้ที่เติบโตต่อ

แม้จะเพิ่งเปิดให้บริการได้เพียงไม่กี่เดือน แต่ทีมผู้ก่อตั้ง The Lobb Club ก็เริ่มวางแผนพัฒนาเฟสถัดไปแล้ว จากฟีดแบ็กของผู้ใช้งานที่หลั่งไหลเข้ามาตลอดช่วงที่ผ่านมา

พิมพ์วาดบอกว่า สิ่งที่ได้รับการตอบรับดีอย่าง Lobb Bar จะถูกต่อยอดอย่างจริงจังในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ขณะที่ฝั่งสปอร์ตก็เตรียมปรับปรุงพื้นสนามเทนนิสใหม่ หลังได้รับความคิดเห็นจากผู้เล่นที่ต้องการมาตรฐานการเล่นที่ดียิ่งขึ้น

อีกเป้าหมายสำคัญคือ การสร้างคอมมูนิตี้ให้แข็งแรงกว่าเดิม แพรวาเล่าว่า หลังจากนี้ The Lobb Club จะเริ่มจัดกิจกรรมของตัวเองมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคลาสออกกำลังกาย ปาร์ตี้เทนนิส หรืออีเวนต์ที่ผสมทั้งกีฬา เวลเนส และการพบปะสังสรรค์ เพื่อให้ผู้คนได้กลับมาเจอกันอย่างต่อเนื่อง

ในระยะยาว ผู้ก่อตั้งยังมีแผนขยายพื้นที่เฟส 2 ให้เป็นศูนย์กลางด้านโซเชียลและเวลเนส ที่ครบวงจรยิ่งขึ้น ทั้งฟิตเนส สตูดิโอสำหรับคลาสออกกำลังกาย รวมถึง Wellness Studio สำหรับโยคะและ Sound Healing ซึ่งทั้งหมดสะท้อนเป้าหมายเดียวกัน คือการทำให้ The Lobb Club เป็นพื้นที่ที่ผู้คนไม่ได้แค่มาเล่นกีฬา แต่เลือกกลับมาใช้เวลาอยู่เรื่อยๆ

พื้นที่สำหรับทุกคน แม้ไม่เคยจับแร็กเกตมาก่อน

แม้ชื่อของ The Lobb Club จะผูกโยงกับกีฬาเทนนิส แต่ผู้ก่อตั้งยืนยันว่า ที่นี่ไม่ใช่พื้นที่สำหรับนักกีฬาเท่านั้น

“มาเถอะค่ะ” พิมพ์วาดกล่าวพร้อมหัวเราะ “เราอยากให้ที่นี่เป็น Safe Space ที่ทุกคนเข้ามาได้ ไม่จำเป็นต้องเล่นเทนนิสเป็น สิ่งที่อยากให้ได้กลับไปคือความสบายใจ ความสมดุล และความรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้”

สำหรับมือใหม่ แพรวาบอกว่า The Lobb Club มีทั้งเครื่องยิงลูกเทนนิสสำหรับฝึกซ้อมด้วยตัวเอง รวมถึงทีมงานที่พร้อมแนะนำและช่วยเหลือตลอดเวลา ขณะเดียวกัน คนที่ไม่ได้ตั้งใจมาเล่นกีฬาก็แวะมานั่งทำงาน รับประทานอาหาร หรือดื่มไวน์ได้เช่นกัน

“จริงๆ พวกเราก็เล่นกันแบบป๊อกๆ แป๊กๆ เหมือนกัน พอเห็นคนถือแก้วไวน์นั่งอยู่ริมคอร์ต ทุกคนก็จะรู้เลยว่า ที่นี่ไม่ใช่พื้นที่ที่ต้องเก่งกีฬา แต่เป็นพื้นที่ที่ชวนให้ทุกคนมาร่วมใช้เวลาด้วยกัน”

Fact Box

 ข้อมูลเวลาเปิด-ปิด: The Lobb Club เปิดให้บริการทุกวัน (ไม่มีวันหยุดราชการ)

  • โซนสปอร์ตคลับ: เปิดเวลา 07.00-23.00 น.
  • โซนบาร์: เปิดถึงเที่ยงคืน (00.00 น.) สำหรับลูกค้าที่อยากนั่งแฮงเอาต์ต่อยาวๆ

Tags: , , , ,