ก่อนหน้านี้ หากมีคนถามว่า ‘อีสาน’ ทำให้คุณนึกถึงอะไร หลายคนคงตอบคล้ายกันว่า ปลาร้า หมอลำ ผ้าไหม ส้มตำ หรือทุ่งนากว้างสุดสายตา ภาพจำเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์อีสานที่เราคุ้นเคย
แต่เมื่อได้มาเดินใน เทศกาลอีสานสร้างสรรค์ 2569 (Isan Creative Festival 2026) ที่จังหวัดขอนแก่น เรากลับพบว่า นักออกแบบ ศิลปิน และผู้ประกอบการสร้างสรรค์หลายสิบคนกำลังเล่าเรื่องความเป็นอีสานในแบบที่ต่างออกไป บางคนเล่าผ่านอาหาร บางคนเล่าผ่านวัสดุท้องถิ่น บางคนเล่าผ่านความทรงจำและวิถีชีวิต ขณะที่บางผลงานไม่ได้พูดถึงคำว่าอีสานอย่างตรงไปตรงมา แต่กลับทำให้เรารู้สึกถึงความเป็นอีสานได้อย่างชัดเจน
ภายใต้ธีม ‘NORTHEAST MODERN พร้อมสรรพ | ปรับตัว | ม่วนมิตร’ เทศกาลปีนี้ชวนตั้งคำถามใหม่ว่า อัตลักษณ์ของภูมิภาคไม่ได้หยุดอยู่ที่การอนุรักษ์ของเดิม แต่เป็นการหยิบรากวัฒนธรรมมาตีความใหม่ ผ่านงานออกแบบ ธุรกิจ อาหาร และความคิดสร้างสรรค์ที่กำลังเติบโตไปพร้อมกับผู้คนในพื้นที่
The Momentum ลงพื้นที่จังหวัดขอนแก่นตลอดช่วงเทศกาล เพื่อเก็บภาพบทสนทนาและเรื่องราวที่น่าสนใจจากผู้คนเบื้องหลังผลงานสร้างสรรค์ ก่อนชวนทุกคนมองเห็นว่า อีสานในวันนี้ กำลังถูกเล่าในแบบที่หลากหลายกว่าที่เราเคยจินตนาการไว้
หนึ่งในนิทรรศการที่ชวนหยุดดูคือ ZAAP System นิทรรศการที่ชวนมอง ‘ความแซบ’ ใหม่ ไม่ใช่ในฐานะรสชาติของอาหารอีสาน แต่ในฐานะ ‘ระบบ’ ของภูมิปัญญาที่อยู่เบื้องหลังอาหารทุกจาน
นิทรรศการชวนตั้งคำถามว่า เหตุใดอาหารอีสานจึงเดินทางไกลจากครัวท้องถิ่นสู่เวทีโลกได้ โดยคำตอบไม่ได้อยู่ที่สูตรอาหารเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ในระบบการจัดการวัตถุดิบ การถนอมอาหาร การเลือกใช้ของตามฤดูกาล และการสร้างสมดุลของรสเปรี้ยว เค็ม ขม เผ็ด และนัว ที่ทำงานร่วมกันอย่างยืดหยุ่นจนกลายเป็นเอกลักษณ์
แม้แต่คำว่า ‘แซบ’ ที่นิทรรศการเลือกเขียนแบบไม่มีไม้เอก ไม่ได้เป็นการสะกดผิด แต่เป็นการดึงคำนี้กลับไปให้ใกล้สำเนียงอีสาน ใกล้ผู้คน และใกล้รากวัฒนธรรม พร้อมชี้ให้เห็นว่า ‘แซบ’ ไม่ใช่เพียงคำบอกความอร่อย แต่คือจุดยืนของรสชาติที่พร้อมต่อยอดไปสู่ระดับสากล
นอกจากส่วนจัดแสดง ZAAP System Exhibition ภายในพื้นที่ยังมีกิจกรรม Sharing Session ที่ชวนผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารและธุรกิจมาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง รวมถึงเวิร์กช็อปที่เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการและผู้สนใจเรียนรู้การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ และการต่อยอดสู่ตลาดยุคใหม่ เพื่อสร้างเครือข่ายและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจจากทุนทางวัฒนธรรมที่มีอยู่ในภูมิภาค
ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่า อาหารอีสานในวันนี้ไม่ได้ถูกมองเพียงในฐานะเมนูท้องถิ่น แต่กำลังถูกตีความใหม่ในฐานะองค์ความรู้และระบบนิเวศทางอาหารที่มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่ม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และก้าวสู่การเป็นอุตสาหกรรมอาหารระดับโลกในอนาคต
อีกหนึ่งโซนที่สะท้อนการเปลี่ยนทุนทางวัฒนธรรมให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจคือ ISAN Value Up กิจกรรมภายใต้โครงการ ‘ติดอาวุธ ภูมิภาค’ ของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการและนักสร้างสรรค์จาก 3 จังหวัดเครือข่าย New TCDC ได้แก่ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี นำผลงานที่ต่อยอดจากอัตลักษณ์ท้องถิ่นมาจัดแสดงภายใต้แนวคิด NORTHEAST MODERN
ภายในโซนจัดแสดง มีทั้งผลิตภัณฑ์ต้นแบบและกิจกรรม Creative Business Matching ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้พบปะนักลงทุน คู่ค้า และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจไปสู่ตลาดใหม่ สะท้อนให้เห็นว่าความสร้างสรรค์ไม่ได้จบลงที่ผลงานออกแบบ แต่ยังเป็นเครื่องมือในการสร้างธุรกิจที่เติบโตได้จริง
หนึ่งในผลงานที่สะดุดตาคือ Khumkhik แบรนด์ลิปมันที่หยิบปลัดขิก วัตถุมงคลของไทย มาตีความใหม่เป็นบรรจุภัณฑ์ที่ทั้งขี้เล่นและชวนจดจำ โดยผสมความเชื่อเรื่องเมตตามหานิยมเข้ากับอารมณ์ขันแบบร่วมสมัย จนกลายเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์ที่ใช้งานได้จริง และมีศักยภาพต่อยอดสู่ตลาดของฝากและสายมูเตลูได้พร้อมกัน
อีกผลงานคือ มะม่วงกวนลายเทียน ที่นำ 2 อัตลักษณ์ของจังหวัดอุบลราชธานีมาผสานเข้าด้วยกัน ทั้งผลผลิตอย่างมะม่วงและประเพณีแห่เทียนพรรษา ผ่านการออกแบบลวดลายไทยอย่างพุ่มข้าวบิณฑ์ ประจำยาม และกระจัง ลงบนแผ่นมะม่วงกวน ทำให้ของฝากชิ้นเล็กกลายเป็นสื่อที่บอกเล่าเรื่องราวของงานคราฟต์และวัฒนธรรมท้องถิ่นในรูปแบบร่วมสมัย
ขณะที่ SAREN นำเศษเหลือจากกระบวนการผลิตข้าวมาแปรรูปเป็นวัสดุสำหรับงานออกแบบและตกแต่งภายใน โดยพัฒนาเป็นแผ่นวัสดุที่มีความแข็งแรงและพื้นผิวเฉพาะ สามารถนำไปใช้กับเฟอร์นิเจอร์หรือโครงการตกแต่งภายในแบบ Made to Order ได้ นอกจากจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรแล้ว ยังสะท้อนแนวคิดการออกแบบที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจหมุนเวียนเข้ากับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ได้อย่างเป็นรูปธรรม
เมื่อเดินผ่านโซนนี้ จะเห็นชัดว่า อัตลักษณ์อีสานในวันนี้ไม่ได้ถูกเก็บไว้เพียงในพิพิธภัณฑ์หรือเทศกาล หากกำลังถูกแปลงเป็นสินค้า บริการ และโมเดลธุรกิจใหม่ ที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นตัวเชื่อมระหว่างรากวัฒนธรรมกับโอกาสทางเศรษฐกิจในอนาคต
หาก ZAAP System ชวนมองอาหารอีสานในฐานะ ‘ระบบ’ ของรสชาติและภูมิปัญญา อีกหนึ่งพื้นที่ที่ต่อยอดแนวคิดนี้คือ สถาบันปลาร้า ซึ่งพาผู้ชมมอง ‘ปลาร้า’ ให้ไกลกว่าเครื่องปรุงประจำครัว
นิทรรศการตั้งคำถามว่า เหตุใดปลาร้าจึงควรมีสถาบัน คำตอบคือ ปลาร้าไม่ใช่เพียงอาหารพื้นถิ่น แต่คือองค์ความรู้ที่สั่งสมจากการเข้าใจธรรมชาติ ฤดูกาล การหมัก วัตถุดิบ และวิถีชีวิตของผู้คนอีสานมายาวนาน หากต้องการให้ภูมิปัญญานี้เติบโตไปพร้อมกับโลกอาหารยุคใหม่ ความรู้ที่กระจัดกระจายอยู่ในแต่ละชุมชนจำเป็นต้องถูกรวบรวม จัดระบบ และพัฒนาต่อยอดอย่างเป็นรูปธรรม
แนวคิดของสถาบันปลาร้าจึงไม่ได้มุ่งเพียงอนุรักษ์สูตรหมัก แต่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการยกระดับมาตรฐาน เชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการชุมชน ตั้งแต่การวิจัย การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ ไปจนถึงการขยายโอกาสทางการตลาด
ภายในนิทรรศการยังชวนมองตัวอย่างการต่อยอดอย่างผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ทำจากปลาร้า โดยนำวัตถุดิบและรสชาติแบบอีสานมาตีความใหม่ จนกลายเป็นอาหารร่วมสมัยที่ยังคงเอกลักษณ์ของรสชาติอีสาน แต่ขึ้นไปอยู่บนโต๊ะอาหารสากลได้
ท้ายที่สุด สถาบันปลาร้าไม่ได้กำลังผลักดันเพียงผลิตภัณฑ์ชนิดหนึ่ง แต่กำลังผลักดันภูมิปัญญาให้กลายเป็นทรัพยากรของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยใช้วิทยาศาสตร์ มาตรฐาน และการออกแบบ เป็นสะพานเชื่อมระหว่างรากวัฒนธรรมกับอุตสาหกรรมอาหารมูลค่าสูง พร้อมวางเป้าหมายให้ปลาร้าก้าวสู่การเป็นอีกหนึ่งซอฟต์พาวเวอร์ของไทยในอนาคต
ทั้งนี้ สถาบันปลาร้าเปิดให้เข้าชมที่โรงแรมแอดลิบ ขอนแก่น ระหว่างวันที่ 11-19 กรกฎาคม 2569 เวลา 11.00-21.00 น.
ก่อนจะพูดถึงอนาคตของเมือง อีกหนึ่งนิทรรศการที่ชวนทำความรู้จักตัวตนของแต่ละจังหวัดคือ ‘อีสานแบรนด์เด้อ’ โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) ที่หยิบทุนทางวัฒนธรรมของทั้ง 20 จังหวัดภาคอีสานมาตีความใหม่ ผ่านมุมมองของการสร้างแบรนด์เมือง (City Branding)
นิทรรศการไม่ได้เล่าเรื่องจังหวัดผ่านข้อมูลการท่องเที่ยวหรือของดีประจำถิ่นเท่านั้น แต่ชวนมองว่าแต่ละพื้นที่มีบุคลิกเป็นของตัวเอง ผ่านแนวคิด City Persona ที่เชื่อมโยงกับธาตุทั้งสี่ ได้แก่ ดิน น้ำ ลม และไฟ เพื่อสะท้อนทั้งภูมิประเทศ วิถีชีวิต วัฒนธรรม และศักยภาพในการพัฒนา
เมื่อเดินเข้าไปในพื้นที่จัดแสดง ผู้ชมจะได้สำรวจว่า แต่ละจังหวัดมีเอกลักษณ์แตกต่างกันอย่างไร เช่น นครราชสีมา มหาสารคาม ชัยภูมิ อุดรธานี ฯลฯ ถูกจัดอยู่ในกลุ่มธาตุดิน สะท้อนความมั่นคง และความเป็นเกษตรกรรม หรือในกลุ่มธาตุน้ำ มีทั้งนครพนม หนองคาย มุกดาหาร บึงกาฬ และสกลนคร ที่เชื่อมโยงกันด้วยแม่น้ำ ขณะที่จังหวัดอื่นๆ ถูกถ่ายทอดผ่านธาตุที่แตกต่างกันตามบริบทและเรื่องราวเฉพาะของพื้นที่
แนวคิดนี้ทำให้การทำความรู้จักอีสานไม่ได้หยุดอยู่แค่คำว่า 20 จังหวัด แต่ชวนมองว่าแต่ละเมืองมีบุคลิก มีจุดแข็ง และมีโอกาสในการสร้างแบรนด์ของตัวเอง หากหยิบทุนทางวัฒนธรรม ภูมิศาสตร์ และวิถีชีวิตมาต่อยอดอย่างเหมาะสม ก็อาจกลายเป็นจุดขายใหม่ทั้งด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการลงทุนในอนาคต
นิทรรศการจึงไม่ได้เป็นเพียงการจัดแสดงข้อมูลของแต่ละจังหวัด แต่เป็นการชวนตั้งคำถามว่า เมืองของเรามีตัวตนแบบไหน และตัวตนนั้นจะถูกแปลงให้กลายเป็นคุณค่าที่ผู้คนจดจำได้อย่างไร
จากการต่อยอดอาหารสู่ธุรกิจ และภูมิปัญญาสู่ผลิตภัณฑ์ อีกหนึ่งนิทรรศการที่ชวนมองภาพใหญ่ของอีสานคือ ‘เมืองดีย์ อะไรก็ดีย์’ โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่ชวนสำรวจศักยภาพของเมืองผ่านแนวคิด Good City Loop ซึ่งเชื่อว่าเมืองที่ดีและคุณภาพชีวิตที่ดี ต่างเกื้อหนุนและเติบโตไปพร้อมกัน
นิทรรศการไม่ได้พยายามนิยามว่าเมืองที่ดีควรมีหน้าตาแบบไหน แต่ชวนผู้ชมตั้งคำถามว่า เมืองจะเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร หากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นประชาชน ชุมชน ภาคธุรกิจ หรือภาครัฐ ร่วมกันลงมือเปลี่ยนแปลงจากเรื่องเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน เพราะเมืองที่น่าอยู่ไม่ได้เกิดจากโครงการขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว หากเกิดจากการตัดสินใจเล็กๆ ที่สะสมจนกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงระยะยาว
ภายในนิทรรศการนำเสนอแนวคิดการพัฒนาเมืองในหลายมิติ ทั้งเมืองกินดี เมืองอยู่ดี เมืองเชื่อมดี เมืองท่องเที่ยวดี เมืองสปอร์ตดี และเมืองดีย์ไซน์ ผ่านนิทรรศการ เวทีเสวนา และกิจกรรมจากเครือข่ายกว่า 25 องค์กร ที่ร่วมกันแลกเปลี่ยนมุมมองต่อการพัฒนาเมืองให้น่าอยู่ น่าเที่ยว และน่าลงทุน
สิ่งที่น่าสนใจคือ นิทรรศการไม่ได้มองอีสานในฐานะ ‘ภูมิภาคที่รอการพัฒนา’ แต่ชวนมองว่า อีสานคือภูมิภาคแห่งโอกาส ที่มีทุนทางวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ และศักยภาพของผู้คนเป็นต้นทุนสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคต
เรื่องราวของทั้ง 20 จังหวัดในภาคอีสานจึงถูกถ่ายทอดผ่านมุมมองที่แตกต่างกัน บางเมืองเติบโตจากอาหาร บางเมืองโดดเด่นด้วยงานหัตถกรรมและภูมิปัญญา ขณะที่บางเมืองสร้างจุดแข็งจากพื้นที่สาธารณะ ระบบคมนาคม หรือคุณภาพชีวิต เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้เชื่อมโยงเข้าหากัน เมืองก็ไม่ได้เติบโตเพียงในเชิงเศรษฐกิจ แต่เติบโตไปพร้อมกับผู้คนที่อาศัยอยู่ในนั้น
ท้ายที่สุด ‘เมืองดีย์ อะไรก็ดีย์’ ไม่ได้พยายามมอบคำตอบสำเร็จรูปว่าเมืองที่ดีควรเป็นอย่างไร แต่ชวนให้ทุกคนกลับออกไปพร้อมคำถามว่า เมืองที่เราอยากเห็นควรเป็นแบบไหน และเราจะมีส่วนร่วมสร้างเมืองนั้นได้อย่างไร ซึ่งอาจเป็นคำถามสำคัญที่สุดของเทศกาลอีสานสร้างสรรค์ในปีนี้
Tags: Business, อีสาน, ขอนแก่น, Biz Moment, เทศกาลอีสานสร้างสรรค์ 2569, ISAN Creative Festival




