วันนี้ (26 มิถุนายน 2569) ภายในงานปราศรัย ‘เติมกรุงเทพให้เต็ม 10’ ซึ่งเป็นเวทีปราศรัยหาเสียงช่วงโค้งสุดท้ายของพรรคประชาชน ก่อนการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 28 มิถุนายนที่จะถึงนี้ ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.เขต 9 กรุงเทพฯ พรรคประชาชน ขึ้นปราศรัยโดยชี้ว่า ตนอยากเห็นผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่ และ สก.ผลักดันวาระของเมืองแบบที่เมืองระดับโลกทำ มากกว่าการแก้ปัญหาจุกจิกตามการร้องเรียน
ศุภณัฐกล่าวว่า หลายคนตั้งคำถามว่า ในการเลือกตั้งระดับประเทศปีนี้ พรรคประชาชนได้ สส.ในเขตกรุงเทพฯ มากถึง 30 คน เหตุใดกรุงเทพฯ จึงยังไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงที่มากพอ ตนจึงขอเรียนว่า สส.คือฝ่ายนิติบัญญัติที่ทำหน้าที่เสนอหรือแก้ไขกฎหมาย และทำนโยบายในระดับประเทศ ขณะเดียวกัน สส.ไม่สามารถสั่งการผู้ว่าฯ กทม.ให้แก้ไขปัญหาได้ เนื่องจากขัดต่อกฎหมาย จึงทำได้เพียงประสานงานให้มีการแก้ไขเท่านั้น
สส.เขต 9 กรุงเทพฯ ชี้ต่อว่า ผู้ที่จะแก้ไขปัญหาให้คนกรุงเทพฯ จึงเป็น สก.ซึ่งเป็นผู้ที่เจอกับผู้ว่าฯ กทม.ตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม เขาระบุว่า ปัญหาแต่ละพื้นที่ในกรุงเทพฯ ที่ถูกส่งผ่านไปยัง สก.จะได้รับการแก้ไขหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับว่า สก.ในแต่พื้นที่พูดคุยภาษาเดียวกันกับประชาชนในพื้นที่ของตนหรือไม่ หากเขาเห็นด้วยกับประชาชนก็เป็นเรื่องที่โชคดี แต่หากไม่เป็นเช่นนั้น การแก้ไขปัญหาก็จะทำได้ยาก เพราะประชาชนกับ สก.เห็นไม่ตรงกัน
ศุภณัฐระบุว่า สิ่งที่ต้องมองให้ไกลในการเลือกตั้งครั้งนี้คือ การได้คนที่พูดถึงวาระของเมือง มากกว่าการพูดถึงคนที่จะเข้ามาแก้ปัญหาหน้าบ้านของคนกรุงเทพฯ เพียงไม่กี่จุดเท่านั้น เช่น การพัฒนาขนส่งสาธารณะ การออกมาตรการกำกับดูแลการก่อสร้างภายในเมืองไม่ให้สร้างมลพิษ ซึ่งบทบาทของ สก.ก่อให้เกิดวาระของเมืองได้ เช่น สิงคโปร์ที่มีวาระของเมืองคือการเป็นการ์เดนซิตี้ ขณะที่กรุงเทพฯ ต้องรอให้ประชาชนร้องเรียนเข้ามาก่อน แล้วจึงค่อยๆ แก้ไขทีละปัญหา และแก้ไขเฉพาะปัญหาที่ประชาชนร้องเรียนเท่านั้น
“การจะเซ็ตวาระของเมืองได้ เราต้องอาศัย สก.ที่มองไกลมากกว่าแค่ปัญหาหน้าบ้านของเขา มองไกลมากกว่าแค่การแก้ปัญหาการลอกท่อ 1 จุด การซ่อมไฟ 1 จุด และการซ่อมถนน 1 จุดเท่านั้น แต่ สก.ต้องมีมายเซ็ตเดียวกันว่า อีก 4 ปี เราต้องการอะไรกับเมืองนี้ เรามีเป้าหมายอะไรกับเมืองนี้ และเมืองนี้จะเป็นอย่างไร”
ศุภณัฐยกตัวอย่างเมืองระดับโลกอย่างปารีส ที่ต้องการเปลี่ยนเมืองที่เคยมีผู้ใช้รถสัญจรมากมายให้กลายเป็นเมืองจักรยานและเมืองของคนเดินเท้า จึงเปลี่ยนถนนให้กลายเป็นพื้นที่ที่คนเดินได้มากขึ้น หรือลอนดอน ที่ต้องการสร้างบ้านให้คนมีรายได้ เพื่อแก้ปัญหาบ้านราคาแพงภายในเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคประชาชนอยากเห็น
ทั้งนี้ เขาชี้ว่า กรุงเทพฯ สามารถทำได้ เพราะมีงบประมาณกว่า 9 หมื่นล้านบาท บวกกับงบประมาณอุดหนุนอีกกว่า 3 หมื่นล้านบาท รวมเป็น 1.2 แสนล้านบาท มากกว่างบประมาณของจังหวัดลำพูนกว่า 100 เท่า แสดงให้เห็นว่า กทม.ได้เปรียบกว่าจังหวัดอื่นๆ ทั้งยังมีข้าราชการในกำกับดูแลกว่า 8 หมื่นคน
“หากเทียบกับกระทรวง 20 กว่ากระทรวง มีเพียง 8 กระทรวงเท่านั้นที่มีเงินมากกว่า กทม.อีก 12 กระทรวงมีเงินน้อยกว่า กทม.กระทรวงแรงงานที่ดูแลแรงงานทั้งประเทศมีเงินน้อยกว่า กทม.กระทรวงดีอี กระทรวงพลังงานก็มีเงินน้อยกว่า ปีปีหนึ่ง กทม.มีเงินพอๆ กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ดูแลชาวนา 20-30 ล้านคน แต่ กทม.มีเงินมากขนาดนั้นเพื่อดูแลพื้นที่ 1,500 กว่าตารางกิโลเมตรเท่านั้น กับประชากร 5 ล้านคนที่เป็นประชากรจริง และประชากรแฝงอีกส่วนหนึ่ง เพราะฉะนั้น เราต้องใช้ทรัพยากรของ กทม.เพื่อผลักดันให้สมกับเป็นมหานครเสียที” ศุภณัฐระบุ
Tags: ผู้ว่ากทม, กรุงเทพ, พรรคประชาชน, ศุภณัฐ, ศุภณัฐ มีนชัยนันท์, โจ ชัยวัฒน์, แบงค์



