คุณเคยยืนเบียดเสียดอยู่ท่ามกลางผู้คนนับร้อยบนขบวนรถไฟฟ้าในชั่วโมงเร่งด่วน ไหล่ชนไหล่ ระยะห่างเพียงคืบ แต่กลับรู้สึกโดดเดี่ยวอย่างน่าประหลาดไหม
กรุงเทพฯ เป็นมหานครที่อัดแน่นไปด้วยประชากรเกือบ 10 ล้านคน ทว่าในความพลุกพล่านนั้น เรากลับต่างคนต่างก้มหน้ามองจอสมาร์ตโฟน ซ่อนตัวอยู่ใต้หูฟังตัดเสียงรบกวน และปล่อยให้ตัวเองไหลไปตามสายพานของชีวิตที่เร่งรีบ ความย้อนแย้งที่ตลกร้ายที่สุดของการใช้ชีวิตในเมืองหลวงแห่งนี้คือ ยิ่งเราอยู่ใกล้ชิดกันทางกายภาพมากเท่าไร เรากลับยิ่งแปลกแยกและห่างเหินกันทางความรู้สึกมากขึ้นเท่านั้น
เรย์ โอลเดนเบิร์ก (Ray Oldenburg) นักสังคมวิทยาชาวอเมริกัน เสนอแนวคิดที่เรียกว่า ‘สถานที่ที่สาม’ หรือ Third Place เพื่ออธิบายถึงความเชื่อมโยงระหว่างโครงสร้างเมืองกับสุขภาพจิต โดยอธิบายว่า ชีวิตมนุษย์ประกอบด้วยพื้นที่หลัก 3 ส่วน ได้แก่ ‘สถานที่ที่หนึ่ง’ คือบ้านหรือพื้นที่พักพิง ‘สถานที่ที่สอง’ คือที่ทำงานหรือโรงเรียน และ ‘สถานที่ที่สาม’ คือพื้นที่สาธารณะที่เป็นกลาง เข้าถึงง่าย และไม่มีกำแพงชนชั้นหรือรายได้มาขวางกั้น เช่น สวนสาธารณะใกล้บ้าน ห้องสมุดชุมชน จัตุรัสกลางเมือง หรือลานกีฬา
พื้นที่เหล่านี้เปรียบเสมือนโอเอซิสที่อนุญาตให้เราได้พักผ่อนหย่อนใจ ทักทายคนแปลกหน้า แลกเปลี่ยนบทสนทนากับเพื่อน หรือได้ใช้เวลากับครอบครัว โดยไม่ต้องรู้สึกกดดันและไม่ต้องเสียเงินสักบาท แต่เมื่อหันกลับมามองโครงสร้างเมืองที่เราอาศัยอยู่ เราจะพบความจริงที่น่าเศร้าว่า ‘สถานที่ที่สาม’ ของเรากำลังหายไป พื้นที่สาธารณะที่ควรจะเป็นสวัสดิการขั้นพื้นฐานของพลเมืองถูกกลืนกินและแทนที่ด้วย ‘พื้นที่สาธารณะจำลอง’ อย่างห้างสรรพสินค้าหรือคอมมูนิตี้มอลล์ขนาดใหญ่ ซึ่งทำให้เราเชื่อว่าเมืองนี้มีที่ให้เดินเล่นและพักผ่อนมากมาย แต่แท้จริงแล้ว มันคือพื้นที่ที่อนุญาตให้คุณมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมได้ ก็ต่อเมื่อคุณมีกำลังซื้อเท่านั้น
อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนอาจตั้งคำถามว่า “สถานที่จะไปสำคัญกว่าผู้คนได้อย่างไร ในเมื่อความเหงาเป็นเรื่องของการไม่มีเพื่อน” จริงอยู่ที่ตัวตึกหรือลานปูนไม่สามารถกำหนดอารมณ์หรือสภาพจิตใจเราได้ตรงๆ แต่สิ่งสำคัญคือ ‘ฟังก์ชัน’ และสถาปัตยกรรมของพื้นที่เหล่านั้นต่างหาก ที่เป็นตัวกำหนด ‘โอกาส’ ในการเชื่อมโยงกับผู้อื่น
บางครั้งการหลุดพ้นจากความเหงา ไม่ได้แปลว่าเราต้องเดินเข้าไปทำความรู้จักคนแปลกหน้าเสมอไป บางทีเราก็แค่อยากนั่งอ่านหนังสือเงียบๆ ใต้ร่มไม้ หรือทอดสายตามองผู้คนสัญจรไปมา เพื่อให้ความรู้สึกของการได้อยู่ร่วมกับคนอื่นมาช่วยโอบอุ้มจิตใจเท่านั้น
ในรายงาน Tackling loneliness through the built environment ที่จัดทำโดยโครงการ Campaign to End Loneliness ในปี 2022 ได้สำรวจกลุ่มคนอายุ 16-24 ปี เกี่ยวกับความรู้สึกโดดเดี่ยวผ่านโครงสร้างเมืองและสิ่งแวดล้อม พบว่า พื้นที่ทางภูมิศาสตร์หรือบริบทของย่านที่แต่ละบุคคลอยู่อาศัย ส่งผลต่อความแปรปรวนของระดับความเหงาสูงถึง 5-8% โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่มีเปอร์เซ็นต์การรับรู้ถึงความรู้สึกเหงาหรือโดดเดี่ยวมากกว่าผู้สูงอายุเสียอีก
ที่น่าสนใจอีกประเด็นคือ รายงานฉบับนี้ไม่พบความแตกต่างของระดับความเหงา ระหว่างผู้ที่อาศัยในเขตเมืองกับเขตชนบท นั่นหมายความว่า ต่อให้คุณจะอยู่ในมหานครที่รายล้อมไปด้วยผู้คนนับล้าน ก็ไม่ใช่คำตอบหรือทางรอดจากความโดดเดี่ยว เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่การอยู่ใกล้กับคนอื่นมากแค่ไหน แต่ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมรอบตัวมากกว่าว่า พื้นที่นั้นๆ ถูกออกแบบมาเพื่อ ‘เอื้อต่อการเชื่อมโยง’ หรือ ‘ผลักไสให้โดดเดี่ยว’ ความเหงาของคนรุ่นใหม่ในวันนี้ จึงไม่ใช่เรื่องของความอ่อนแอส่วนบุคคล แต่คือผลิตผลของสิ่งแวดล้อมและผังเมือง
นอกเหนือจากการขาดแคลนพื้นที่เยียวยาจิตใจแล้ว ‘ความพลุกพล่านและวุ่นวาย’ ของมหานคร ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่คอยทุบตีสุขภาพจิตของเราอย่างเลือดเย็น ในแต่ละวัน คนเมืองต้องเผชิญกับจังหวะชีวิตที่เร่งรีบ เสียงอึกทึกของการจราจร การเบียดเสียดแย่งชิงพื้นที่บนทางเท้าแคบๆ ไปจนถึงความกดดันจากการแข่งขันเพื่อเอาชีวิตรอด สภาพแวดล้อมที่อัดแน่นไปด้วยสิ่งเร้าอันหนักหน่วงเหล่านี้ ไม่ได้เพียงแค่ทำให้เรารู้สึกเหนื่อยล้าทางกาย หรือสร้างความหงุดหงิดใจเพียงชั่วครู่ แต่มันกำลังกัดกินเราในระดับที่ลึกลงไปกว่านั้น
ในงานวิจัย City living and urban upbringing affect neural social stress processing in humans ในปี 2011 ทดลองใช้เครื่องสแกนการทำงานของสมอง (fMRI) เพื่อสังเกตการตอบสนองของกลุ่มตัวอย่างขณะเผชิญกับความกดดันทางสังคม ผลปรากฏว่า การอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ ส่งผลให้สมองส่วน ‘อะมิกดาลา’ (Amygdala) ซึ่งทำหน้าที่ประมวลผลความเครียดและประเมินภัยคุกคาม ตื่นตัวและทำงานหนักกว่าคนที่อาศัยอยู่ในเขตชนบทอย่างมีนัยสำคัญ ยิ่งไปกว่านั้น ในกลุ่มตัวอย่างที่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมของเมืองตั้งแต่เด็ก ยังพบการทำงานที่ผิดแผกไปของสมองส่วน pACC (Pregenual Anterior Cingulate Cortex) ซึ่งเป็นส่วนที่ใช้ควบคุมการทำงานของอะมิกดาลาอีกด้วย
จะเห็นได้ว่า สภาพแวดล้อมของเมืองมีอิทธิพลโดยตรงต่อการเปลี่ยนแปลงกระบวนการจัดการความเครียดในสมองของมนุษย์ เมื่อนำมาประกอบกับการขาดไร้พื้นที่สาธารณะที่ให้ทุกคนเข้าไปพักผ่อนได้ จึงไม่แปลกที่หลายคนเลือกจะอยู่บ้านแล้วเปิดทีวีนอนดูซีรีส์ในวันหยุด แทนที่จะออกไปใช้ชีวิตข้างนอก เพราะเมืองไม่ได้เอื้ออำนวยหรือช่วยให้เรารู้สึกปลอดภัยได้ขนาดนั้น ยังไม่นับรวมกับสภาพการจราจรที่ติดขัด ปัญหาฝุ่นควันมลพิษ และค่าครองชีพที่ไม่สอดคล้องกับรายได้ ที่รวมตัวกันทำร้ายชีวิตและจิตใจของเราในทุกๆ วัน
สุดท้ายแล้ว ต้นตอของความป่วยไข้ไม่ได้มาจากตัวเรา แต่ฝังรากลึกอยู่ในโครงสร้างของเมือง การเยียวยาที่ยั่งยืนจึงไม่อาจเกิดขึ้นได้จากการนั่งสมาธิหรือการพยายามคิดบวกเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การปรับเปลี่ยนเมืองให้เอื้อต่อการอยู่อาศัยในทุกมิติ
การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่การเข้าคูหาเพื่อเลือกนักบริหารจัดการงบประมาณ แต่มันคือการใช้สิทธิเลือก ‘ผู้กำหนดคุณภาพชีวิต’ ของพลเมือง ที่ไม่ใช่แค่การซ่อมถนนหรือลอกท่อระบายน้ำ แต่เราต้องการผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ในการทวงคืน ‘สถานที่ที่สาม’ ให้กลับมาเป็นสวัสดิการขั้นพื้นฐาน เปลี่ยนพื้นที่รกร้างให้เป็นสวนสาธารณะ สร้างทางเท้าที่เอื้อต่อคนเดินถนน และทำให้การออกไปใช้ชีวิตนอกบ้านไม่ใช่เรื่องที่ต้องจ่ายด้วยราคาสูงลิ่ว เพื่อที่เราจะไม่ต้องรู้สึกโดดเดี่ยวและเปลี่ยวเหงาท่ามกลางคนนับล้าน
ที่มา:
– https://lupinepublishers.com/psychology-behavioral-science-journal/pdf/SJPBS.MS.ID.000284.pdf
– https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/21697947/
Tags: well-being, Knowledge, Wisdom, Third Place, Urban Loneliness, สถานที่ที่สาม, การผลักไสให้โดดเดี่ยว, ความโดดเดี่ยว, ประชากร, ความเหงา




