“สมัยเรียนมัธยมผมเป็นเด็กติ๋ม”

คำอธิบายถึงตัวตนของ โฟร์ท-ณัฐวรรธน์ จิโรชน์ธิกุล ไม่ได้ทำให้แฟนคลับของเขาแปลกใจ หากแต่คนที่รู้จักเขาครั้งแรกจากบทบาท ‘แท็ค’ ในภาพยนตร์ กฤษดาพาราไดซ์ (Kijsada Paradise) คงรู้สึกประหลาดใจอยู่ไม่น้อย เพราะคาแรกเตอร์ของแท็คเป็นนักเรียนหัวโจกสุดห้าวเป้ง

กฤษดาพาราไดซ์ เป็นภาพยนตร์สยองขวัญ กำกับโดย ไมค์-ภณธฤต โชติกฤษฎาโสภณ ว่าด้วยเรื่องราวของกลุ่มนักเรียนชายที่พากันเข้าไปลองดีในสวนน้ำร้าง และเรื่องนี้เป็นผลงานชิ้นสำคัญสำหรับนักแสดงชื่อโฟร์ท เพราะแม้กองถ่ายซีรีส์จะเป็นสนามการทำงานที่เขาคุ้นเคย ทว่าการเล่นภาพยนตร์และได้เห็นตัวเองบนจอเงิน คือเป้าหมายใหญ่ของชีวิต

เขาบอกเล่าถึงประสบการณ์ทำงานในกองถ่ายหนังกฤษดาพาราไดซ์ กับบทบาทนักเรียนวัยคึกคะนองซึ่งต่างจากตัวตนที่แท้จริง พร้อมเสริมถึงช่วงชีวิตในรั้วโรงเรียนและมหาวิทยาลัย ทั้งนี้ เขายังกระตุ้นให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกเอ็นดูด้วยการพูดถึงแม่โดยไม่เคอะเขิน และอาจเป็นโมเมนต์ที่ไม่ได้เห็นบ่อยๆ ในผู้ชายรุ่นราวคราวเดียวกัน

เก็บแต้มจากบทนักเรียน

กันต์ แฟนผมเป็นประธานนักเรียน (2565)

อะตอม เขียนรักด้วยยางลบ (2567)

แทนรัก เด็กชายไม่ไปสวรรค์ (2569) 

และ แท็ค จากกฤษดาพาราไดซ์

ตั้งแต่เข้าวงการ บทส่วนใหญ่ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตโฟร์ทมักเป็นบทนักเรียน จนถึงวันนี้เขายังสวมเครื่องแบบนักเรียนทำงานในกองถ่าย จากนักเรียนในซีรีส์ เริ่มขยับมาเป็นนักเรียนในภาพยนตร์ มีกลุ่มเพื่อนพากันไปเล่นพิเรนทร์กว่าที่ผ่านมา

“แท็คเป็นตัวละครห้าวๆ เป็นหัวโจก มีเพื่อนในกลุ่มชื่อว่า ปาร์ค เมล่อน และตี้ มีกัน 4 คน ที่ชอบชวนกันไปลองดีในสวนน้ำร้าง แล้วพาจ๊อดและโอม เพื่อนอีก 2 คนไปด้วย” 

โฟร์ทเล่าถึงกลุ่มเพื่อนนักเรียนในภาพยนตร์พร้อมบอกว่า บทนี้ท้าทายพอสมควร เพราะบุคลิกนิสัยต่างจากตัวละครนักเรียนทั้งหมดที่เคยเล่นมา

“บทไม่ได้ยากมากแต่ท้าทาย เพราะปกติผมแสดงซีรีส์จะเล่นบทน่ารัก อันนี้จะเป็นบทที่ห้าวๆ” โฟร์ทย้ำถึงคาแรกเตอร์ใหม่

เขาปรับตัวและเรียนรู้ความแตกต่างระหว่างการแสดงซีรีส์กับภาพยนตร์ ซึ่งกล่าวว่าต้องเล่นให้ ‘เรียล’ มากขึ้น ก่อนจะเล่าบรรยากาศการทำงานกับผู้กำกับอย่างไมค์ ภณธฤต ผู้เปิดโอกาสให้เขาได้เป็นตัวเอง

“ทำงานกับพี่ไมค์สนุกมาก เพราะเขาให้อิสระในการแสดง แล้วให้อิมโพรไวซ์เป็นตัวละครนั้นเลย เช่น ฉากที่ต้องตลก ถ้ามีมุกไปเสนอ เขาก็จะชอบ แล้วปล่อยให้เล่น”

นอกจากความประทับใจที่มีต่อผู้กำกับแล้ว สมาชิกกองถ่าย ทั้งทีมงานเบื้องหลัง รวมถึงนักแสดง ซึ่งตั้งใจทำผลงานชิ้นนี้ให้ออกมาดีที่สุด ประกอบเป็นมวลรวมที่พาให้โฟร์ทมีความสุขตลอดการถ่ายทำ

ทั้งนี้ แม้จะเล่นบทนักเรียนจนถึงอายุ 21 ปี แต่นักแสดงคนนี้บอกว่าตัวเองไม่ได้โตเกินบทที่ได้รับ

“ผมยังไม่ได้โตขนาดนั้น อาจจะโตขึ้น แต่หลายๆ เรื่องก็มีความคิดที่เป็นเด็กอยู่นะ”

เพราะถึงจะเป็นบทวัยเรียนเหมือนกัน ทว่าตัวละครแต่ละตัวมีเสน่ห์ต่างกันออกไป และเขาสนุกไปกับทุกคาแรกเตอร์

“เสน่ห์ของแท็คคือความห้าว ผมไม่เคยเล่นตัวละครที่โหดขนาดนี้ เป็นอีกหนึ่งความสนุก นอกจากบทนักเรียน ถ้าถามว่าอยากรับบทอื่นอีกไหม มันก็แล้วแต่ว่าจะมีโอกาสเข้ามาหรือเปล่า และขึ้นอยู่กับรูปลักษณ์ของผมด้วย ถ้าโตขึ้นกว่านี้หน้าผมอาจจะไม่ได้เด็กเหมือนเดิม หรือหน้าผมอาจจะเด็กจนถึงอายุ 30-40 ปี แล้วผมยังเล่นบทนักเรียนได้ (หัวเราะ)”

อย่างไรก็ตาม หากตอนนี้มีคนเสนอบทบาทผู้ใหญ่วัยทำงานให้ เขาก็พร้อมจะเล่น

“จริงๆ ตอนนี้ผมก็เป็นคนทำงานอยู่นะ ผมเล่นได้” เขาแสดงอารมณ์ขัน

พร้อมเสริมว่าบทบาทที่อยากเล่นมากคือ ‘บทฝาแฝด’ ที่นิสัยต่างกันสุดขั้ว โฟร์ทเล่าว่า ตนเองอยากลองแสดงเป็น 2 ตัวละครให้เห็นความแตกต่างชัดเจนที่สุด ทั้งนี้ ในฐานะนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ โฟร์ทยังบอกว่า ถ้ามีโอกาสเข้ามาในอนาคต ก็อาจได้เห็นเขาใน ‘บทนักกฎหมาย’

ย้อนกลับไปในรั้วโรงเรียน

สำหรับบทบาทแท็คในกฤษดาพาราไดซ์ ที่เป็นเด็กห้าวๆ นอกจากจะแตกต่างกับบทที่ผ่านมา ยังแตกต่างกับตัวตนที่แท้จริงของเขาด้วย โดยโฟร์ทเล่าย้อนถึงชีวิตสมัยเรียนมัธยมต้นว่าเขาเป็นเด็กติ๋ม

“แท็คแตกต่างกับตัวผมมาก แท็คจะเป็นคนห้าว ถ้าเรามอง จะคิดว่านิสัยไม่ค่อยดีเท่าไร แต่ว่าตัวผมตอนสมัยเรียนไม่ได้ห้าวขนาดนั้น”

อีกเรื่องหนึ่งที่เขาไม่เหมือนแท็ค คือด้านการศึกษา ความจริงแล้วโฟร์ทไม่ได้เรียนมัธยมปลาย เมื่อจบ ม.3 ก็สอบเทียบเข้ามหาวิทยาลัยทันที เขาจึงไม่มีช่วงชีวิตมัธยมปลาย 3 ปี ทว่าเขาไม่ได้คิดว่าชีวิตเว้าแหว่งไม่สมบูรณ์ เพราะอย่างไรก็ได้เจอเพื่อนวัยเดียวกันจากการถ่ายทำซีรีส์และหนัง

น่าสนใจว่านักแสดงที่คนเห็นใส่ชุดนักเรียนบนจอบ่อยครั้ง ราวกับเป็นนักสะสมบทนักเรียน คือคนที่มีชีวิตในโรงเรียนสั้นกว่าเพื่อนวัยเดียวกัน

ผมมีชีวิตในโรงเรียนตั้งแต่ ป.1-ม.3 ก็จะรู้อยู่ว่าเป็นยังไง แต่แค่ ม.ปลายมันมีอะไรที่ต้องแลก ไม่ได้ไปเจอเพื่อน ไม่ได้ไปเล่นสนุก เตะฟุตบอล หรือกินข้าว เราเอาเวลามาแสดงแทน แต่ก็ดีนะ ผมรู้สึกว่าเป็นหนึ่งในโอกาสที่ผมเลือกแล้วไม่เสียดาย

โฟร์ทนิ่งเงียบคิดถึงสิ่งที่ต้องแลกก่อนจะพูดพร้อมรอยยิ้ม

“แต่ไม่ค่อยมีเพื่อนเยอะ ทุกวันนี้เพื่อนน้อยมากเลย ตอบด้วยเสียงหัวเราะ

แม้จะข้ามชั้นมัธยมปลาย แต่ชีวิตการทำงานของเขาต้องคลุกคลีอยู่กับผู้ใหญ่ที่มีวัยวุฒิ ทำให้ต้องเติบโตตามไปด้วย เป็นเหตุผลที่เมื่อไปเจอเพื่อนมหา’ลัยอายุมากกว่า แล้วไม่ได้รู้สึกถึงช่องว่างระหว่างวัยเท่าใดนัก เพราะในบางมุมโฟร์ทก็ดูเหมือนโตกว่าวัย

“การทำงานทำให้เจอผู้ใหญ่ เจอนักแสดงที่เขาโตกว่า เราทำตัวเป็นเด็กไม่ได้ งอแงใส่เขาไม่ได้ พาร์ตการทำงานต้องเป็นผู้ใหญ่ มันจริงจังมาก แล้วพอไปมหา’ลัย เจอเพื่อนก็ เฮ้ย มันเล่นแบบนี้กันด้วย ทั้งที่ปกติผมไม่เล่น แต่ก็สนุกดี เพราะได้รู้สึกว่าเราเองเหมือนเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน ไม่ต้องคิดอะไรมากก็สนุกไปอีกแบบหนึ่ง” โฟร์ทเล่า

เลือกเส้นทางชีวิตเอง แต่ไม่เคยเดินลำพัง

วันนี้โฟร์ทมีบทบาทชีวิตทั้งการเป็นนักแสดงและนักศึกษา และดูเหมือนวันหนึ่ง เขาอาจเดินไปถึงทางแยกที่ต้องเลือกระหว่างเส้นทางในวงการบันเทิง หรือเส้นทางสายกฎหมาย 

แต่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น 

เพราะเขาจะเลือกเดินทุกเส้นทาง ไม่ปฏิเสธโอกาสที่เข้ามา ไม่ว่าจะทางใดก็ตาม และยังมองว่าการทำทั้ง 2 บทบาทพร้อมกันสนุกอยู่ไม่น้อย

“จริงๆ ผมว่าไม่ต้องเลือก ทำ 2 อย่างพร้อมกันได้ ทุกวันนี้หลายคนไม่ได้มีอาชีพเดียว และการได้ทำหลายๆ อย่างมันสนุกนะ” เขาตอบ

โฟร์ทออกแบบเส้นทางชีวิตด้วยตนเองตั้งแต่ ม.3 มองย้อนกลับไปตอนนั้น เขาถกเถียงกับแม่เพราะอยากเดินในเส้นทางที่เลือกเอง

“ตอนนั้นอยากเข้าคณะเศรษฐศาสตร์ แล้วก็นิติศาสตร์ แต่ผมต้องเรียนวิชาชีววิทยา ฟิสิกส์ ไม่เกี่ยวกับคณะที่อยากเข้าเลย แล้วในอนาคตคงไม่ต้องใช้ ผมเลยบอกแม่ว่า ‘แม่ โฟร์ทไม่เรียนแล้ว โฟร์ทจะสอบเทียบเข้ามหา’ลัยเลย’ แม่ก็บอกไม่ได้ คนเราต้องเรียนหนังสือให้จบ ม.4-6 สำคัญมาก แต่บทสรุป ผมก็ดื้อไปสอบเทียบ แล้วดันสอบได้นิติศาสตร์ จุฬาฯ เขาเลยโอเค” โฟร์ทเล่าถึงทางที่เลือก

และบอกอีกว่า เขาไม่ได้เถียงกับแม่แค่เรื่องเรียนเท่านั้น แต่โชคดีเพราะแม่เปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นจากมุมมองของลูกชาย

“ไม่ได้แค่เฉพาะเรื่องเรียนนะ มีหลายเรื่องที่คิดไม่ตรงกับแม่ แต่สุดท้ายแล้วเราเป็นลูก ก็ต้องฟังเขา แต่มีเถียงบ้าง บางวันผมเถียงจนหลับไปเลย การเถียงก็คือใช้เหตุผลถกกัน เป็นเหตุผลที่ไม่รู้ว่าดีที่สุดไหม แต่ว่ามันเหมาะกับเราที่สุด แต่ข้อดีของแม่ผมคือ เขาให้ผมเป็นเพื่อน ไม่ได้ห้ามเถียง เขาจะให้พูดว่าคิดอะไร” ลูกชายพูดถึงแม่

แม่มีอิทธิพลต่อมุมมอง ความคิด ทัศนคติของโฟร์ท รวมไปถึงบุคลิกภาพ การพูด หรือสิ่งที่เขาเลือกทำ ก็มีแม่เป็นส่วนสำคัญในการตัดสินใจ ทว่าด้านนิสัยใจคอ เขาบอกว่าตนเองเหมือนพ่อมากกว่าแม่

“ผมว่าผมเหมือนพ่อ ที่เมื่อก่อนผมไม่ค่อยกล้าพูด แต่เดี๋ยวนี้ผมกล้าแสดงออกมากขึ้น เลยกลายเป็นว่าได้แม่มานิดหน่อย เพราะแม่ผมกล้าแสดงออก แต่ความคิด ผมว่าผมได้พ่อ พ่อจะคอยสอนตลอดตั้งแต่เด็กว่า โฟร์ททำอย่างนี้สิแล้วจะดี” เขากล่าวถึงปูมหลัง

‘ความเป็นเด็ก’ ที่อยากเก็บรักษาไว้ตลอดไป

โฟร์ทสั่งสมประสบการณ์หลายด้านในวงการบันเทิง ไม่เพียงแต่การแสดง เขาเป็นทั้งศิลปิน มีเพลงของตัวเอง รวมไปถึงงานเดินแบบ และอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งนี้ ยังสะสมฐานแฟนคลับจำนวนมาก มีผู้ติดตามในโซเชียลมีเดียหลายล้านคน

ในฐานะคนดังที่กำลังเลื่อนระดับไปสู่จุดที่สูงขึ้นกว่าเดิมเรื่อยๆ นักแสดงคนนี้กล่าวว่า ยังมีสิ่งที่อยากรักษาไว้ไม่ให้เปลี่ยนไป

“สิ่งที่อยากเก็บไว้คือ ความเป็นเด็ก”

‘เด็ก’ ในความหมายของเขา ตีความได้ถึงการที่ไม่ต้องคิดกังวลใจ

“แบบไม่คิดอะไรมาก เพราะทุกวันนี้มันมีเรื่องให้คิดหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม การไม่คิดอะไรมากนี่ ถ้าใครทำได้คือ โห สุดยอดมาก ขนาดศาสนาพุทธเขายังสอนให้เราปล่อยวางเลย ไม่ได้อยากนิพพาน แค่ไม่อยากคิดมาก จะได้มีความสุขในทุกวัน” เขาย้ำ

เมื่อถามว่าเรื่องไหนที่เขากังวลมากที่สุด 

โฟร์ทตอบว่า ‘ความสูญเสีย’ ซึ่งไม่อยากให้เกิดขึ้นกับทุกคนในชีวิต

“ความสูญเสียเป็นเรื่องปกติที่เราต้องเจออยู่แล้ว ไม่ได้กลัว แต่เป็นความกังวลใจ แค่รู้สึกว่าไม่ได้อยากเจอ แต่พร้อมที่จะเจอ”

สุดท้ายเมื่อถามว่าเขาปล่อยวางความกังวลได้อย่างไร เขาจึงตอบทิ้งท้ายไว้ว่า

“ไม่ได้ปล่อยวางขนาดนั้น แค่ไม่คิด พยายามใช้ชีวิต มีหลายสิ่งที่ทำอยู่แล้วมีความสุข ยิ่งคิดมากจะยิ่งไม่ดีต่อสุขภาพจิตแล้วก็การใช้ชีวิตด้วย” โฟร์ทกล่าว

เชื่อว่าแฟนคลับของโฟร์ทจะเอาใจช่วยให้เขาเก็บรักษาความเป็นเด็กเอาไว้ ไม่ต้องคิดกังวลกับเรื่องอะไรมากมาย เหมือนคาแรกเตอร์เด็กวัยมัธยมที่เขาสวมบทบาทในหลายเรื่อง

Tags: , , , , , ,