“ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการได้เห็นเด็กๆ เติบโตอย่างแข็งแรงและมีความสุข”
คำกล่าวและความปรารถนาจากผู้นำสูงสุดของสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่าง สี จิ้นผิง (Xi Jinping) ที่ถูกส่งต่อไปยัง ‘อนาคตของชาติ’ ทั่วประเทศ เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ เมื่อวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา

ผู้นำสูงสุดรุ่นที่ 5 ของประเทศยังเน้นย้ำกับเยาวชนจีนว่า พวกเขาควรสืบสานวัฒนธรรมจีน พัฒนาความรู้และความสามารถ รวมถึงเสริมสร้างคุณธรรมและความฝันของตนเอง เพื่อสร้างจีนให้ยิ่งใหญ่กว่าเดิม
1 สัปดาห์ต่อมา เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2026 เด็กนักเรียนชั้นมัธยมปลายจำนวนหลายแสนคนกำลังตกอยู่ในช่วงเวลาที่ตึงเครียดมากที่สุดช่วงหนึ่งของชีวิต เนื่องจากวันดังกล่าว เป็นวันแรกของการสอบแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัยระดับชาติประจำปีของจีน หรือที่รู้จักกันในชื่อ การสอบ ‘เกาเข่า’ (Gaokao) ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นการสอบที่เครียดและยากที่สุดในโลก
ระบบการสอบดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทั้งนักเรียนและครอบครัวชาวจีน เนื่องจากผลสอบจากระบบนี้ ไม่เพียงเป็นตัวกำหนดการเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำเท่านั้น แต่ยังถูกมองว่าเป็นประตูบานสำคัญสู่อนาคตที่มั่นคง รวมถึงเป็นโอกาสในการยกระดับสถานะทางสังคมของผู้สอบและครอบครัวอีกด้วย

ด้วยเหตุนี้ บรรยากาศในช่วงการสอบเกาเข่าจึงเต็มไปด้วยความคาดหวัง ความตึงเครียด และแรงกดดันอย่างมหาศาลที่ถาโถมไปยังผู้สอบ จนถูกยกให้เป็นวาระแห่งชาติที่ได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน โดยในวันสอบจริง หน่วยงานภาครัฐจะเข้ามาอำนวยความสะดวกด้านการจราจร เพื่อให้ผู้เข้าสอบเดินทางถึงสนามสอบได้อย่างราบรื่น พร้อมทั้งมีมาตรการควบคุมและลดเสียงรบกวนในพื้นที่โดยรอบ ตลอดจนจัดเตรียมหน่วยแพทย์ฉุกเฉินประจำจุดสอบ
ขณะเดียวกัน ก็มีผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยเดินทางมาส่งบุตรหลานถึงหน้าสนามสอบ และเฝ้ารออยู่ด้านนอกตลอดทั้งวัน ขณะที่แม่ของหลายคนเลือกสวมชุดกี่เพ้ามาส่งบุตรของตน เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จและความเป็นสิริมงคลแก่ผู้เข้าสอบ
อย่างไรก็ตาม ในการสอบเกาเข่าปีนี้ มีผู้เข้าสอบรวมทั้งสิ้น 12.9 ล้านคนจากทั่วประเทศ ซึ่งน้อยกว่าปีที่แล้วมากกว่า 4.5 แสนคน ขณะที่ยอดผู้เข้าสอบของปี 2025 น้อยกว่าปี 2024 มากกว่า 7 หมื่นคน
พลวัตดังกล่าวอาจกำลังสะท้อนให้เห็นภาพความสิ้นหวังต่อระบบการศึกษา และปัญหาเชิงโครงสร้างของสังคมที่เกิดจากความท้าทายทางเศรษฐกิจภายในประเทศ จนกระทั่งทำให้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีบัณฑิตจำนวนมากที่จบการศึกษาในระดับปริญญาตรีไม่สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้
The Momentum ชวนทำความเข้าใจภาพปรากฏการณ์ความขัดแย้งระหว่างความหวังของผู้นำประเทศต่ออนาคตของชาติ กับภาพความจริงที่เยาวชนจีนต้องเผชิญ
China Dream เป้าหมายสำคัญของ สี จิ้นผิง
นับตั้งแต่การขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิงได้กล่าวถึง ‘China Dream’ วาทกรรมที่เปรียบเสมือนปลายทางความฝันอันยิ่งใหญ่อยู่หลายครั้ง อีกทั้งวาทกรรมดังกล่าวยังถูกนำมาใช้เป็นรากฐานในการกำหนดยุทธศาสตร์และแนวนโยบายต่างๆ ของประเทศ ครอบคลุมทั้งด้านการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม
เพื่อขยายความให้เห็นภาพมากขึ้น อาจกล่าวได้ว่า แนวคิดดังกล่าวเป็นแนวคิดที่ต้องการนำพาประเทศไปสู่ความมั่นคงและมั่งคั่ง พร้อมทั้งสร้างชาติให้กลับสู่ ‘ความยิ่งใหญ่’ อีกครั้ง (Great Rejuvenation) โดย China Dream ของสี จิ้นผิง จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ระยะ
สำหรับระยะแรก ประเทศจีนต้องกลายเป็นสังคมอยู่ดีกินดี ประชาชนต้องหลุดพ้นจากความยากจน ยกระดับฐานะสู่ชนชั้นกลางมากขึ้น และก้าวสู่หนึ่งในประเทศมหาอำนาจภายในปี 2021 หรือในวาระครบรอบ 100 ปี การก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีน
ระยะที่ 2 ประเทศจีนจะต้องสร้างความมั่งคั่งให้กับประชาชนอย่างทั่วถึง รวมถึงขึ้นเป็นผู้นำโลกอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งด้านการทหาร เศรษฐกิจ เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม สังคมวัฒนธรรม พร้อมทั้งสามารถรวมชาติ และมี ‘อำนาจอธิปไตยอย่างสมบูรณ์’ เพื่อให้จีนกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งภายในปี 2049 หรือเมื่อครบรอบ 100 ปีการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จีนขยายบทบาทและขอบเขตการดำเนินนโยบายทั้งด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ก็เพื่อผลักดันให้เป้าหมายของแนวคิด China Dream บรรลุผลจริงภายในปี 2049
ในประเด็นเรื่องความมั่นคง เป้าหมายหลักของจีนคือ ต้องการรวมชาติให้สำเร็จ นั่นหมายความว่า การยังไม่สามารถจัดการประเด็นไต้หวัน รวมถึงพื้นที่อื่นๆ เช่น ทิเบต อุยกูร์ หรือแม้แต่พื้นที่พิพาทในทะเลจีนใต้ ได้อย่างสมบูรณ์ ย่อมสั่นคลอนการสร้างความยิ่งใหญ่ของชาติ และเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่จีนจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้การรวมชาติเกิดขึ้นจริง
ขณะเดียวกัน ในด้านเศรษฐกิจ จีนหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมขั้นสูงมากขึ้น เพื่อให้สอดรับกับบริบทโลกในปัจจุบัน รวมถึงเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันภายใต้บริบทดังกล่าว ควบคู่ไปกับการขยายเครือข่ายการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ เพื่อเชื่อมโยงเศรษฐกิจโลกเข้ากับจีน ในฐานะศูนย์กลางสำคัญของระบบเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ และอิทธิพลทางการเมืองในเวทีโลกให้กับจีนมากขึ้นด้วย
จีนมีการประกาศใช้ยุทธศาสตร์ต่างๆ เพื่อให้สอดรับกับเป้าหมาย ดังนี้
ยุทธศาสตร์แรกคือ การประกาศ ‘โครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง’ (Belt and Road Initiative: BRI) ซึ่งเป็นโครงการที่มุ่งเน้นลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและเส้นทางการคมนาคมในบริเวณพื้นที่ยูเรเซีย (Eurasia) เพื่อเชื่อมต่อทวีปเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และออสเตรเลียเข้าด้วยกัน โดยมีจีนเป็นศูนย์กลาง
โครงการ BRI ถือเป็นหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์ด้านอุตสาหกรรมในระดับโลกของจีน และถือเป็นนโยบายด้านซอฟต์พาวเวอร์ของจีนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดภายใต้การนำของสี จิ้นผิง ซึ่งจะเห็นได้จากการมีประเทศสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการดังกล่าวกว่า 150 ประเทศทั่วโลก

ยุทธศาสตร์ที่ 2 คือ Made in China 2025 ซึ่งเป็นโครงการริเริ่มเพื่อที่จะขึ้นมาเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ตั้งแต่อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ไปจนถึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และสำหรับแผนระยะยาว โครงการดังกล่าวยังสื่อถึงความพยายามที่จะทำให้ประเทศจีนก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำอุตสาหกรรมการผลิตทั่วโลกก่อนปี 2049 อีกด้วย
‘ทรัพยากรมนุษย์’ ยังคงสำคัญสำหรับความฝันของจีน
ในวันที่การมาถึงของหุ่นยนต์บริการตามร้านอาหาร รถยนต์ไร้คนขับบนท้องถนน หรือแม้กระทั่งระบบปัญญาประดิษฐ์อย่าง DeepSeek ที่ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในหลายภาคส่วนทั่วประเทศ ภาพเหล่านี้อาจกำลังทำให้เกิดการตั้งคำถามว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ แรงงานคนยังคงจำเป็นสำหรับประเทศจีนอยู่หรือไม่

ทว่าสำหรับรัฐบาลจีนแล้ว ยิ่งประเทศต้องการก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับโลกก่อนปี 2049 มากเท่าใด ปัญญาจากทรัพยากรมนุษย์ยิ่งเป็นที่ต้องการมากขึ้นเท่านั้น
ดังนั้น ในปี 2025 พรรคคอมมิวนิสต์จีนจึงประกาศแผนแม่บทด้านการศึกษาฉบับใหม่ โดยตั้งเป้าว่า จะต้องสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบการศึกษาของประเทศก่อนปี 2035 เพื่อผลิตบุคลากรที่มีศักยภาพรองรับการพัฒนาประเทศ และเป็นกำลังสำคัญในการฟื้นฟูชาติให้ยิ่งใหญ่กว่าเดิมตามแนวคิดของ China Dream ดังที่กล่าวไปข้างต้น
สำหรับรายละเอียดเบื้องต้นของแผนแม่บทด้านการศึกษาฉบับดังกล่าว มีการระบุไว้ดังนี้
ประเทศจีนจะเร่งพัฒนาสถาบันวิจัยชั้นนำด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงสนับสนุนหลักสูตรด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ให้กับมหาวิทยาลัยภายในประเทศ อีกทั้งยังมีการพัฒนาหลักสูตรดังกล่าวในระดับปริญญาโทอย่างจริงจัง เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของชาติ
นอกจากนี้ จีนยังเร่งผลักดันการจัดตั้งและพัฒนาหลักสูตรสาขาความรู้ใหม่ โดยเฉพาะการศึกษาที่บูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์และคณิตศาสตร์ (STEM) เช่น สาขาเดินเรืออัจฉริยะ วัสดุศาสตร์ และวิศวกรรมสหวิทยาการ เป็นต้น
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการยกระดับศักยภาพของผู้สอน คณาจารย์ นักวิชาการ และบุคลากรทางการศึกษา
ในทางกลับกัน อู๋ หยาน (Wu Yan) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กลับเปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการได้ยกเลิกหลักสูตรที่ไม่จำเป็นมากกว่า 1,670 หลักสูตร โดยมองว่า ไม่สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของชาติ ทั้งนี้ อู๋ หยานอธิบายว่า สิ่งนี้ ‘เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน’ ภายในประเทศจีน
ระหว่างปี 2024-2025 มหาวิทยาลัยบางแห่งของประเทศจีนสั่งปิดบางหลักสูตรไปบ้างแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหลักสูตรศิลปศาสตร์ สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ เช่น สาขาการแปล เศรษฐศาสตร์ การถ่ายภาพ ไปจนถึงการทำภาพยนตร์ เป็นต้น
เหลียว เซียงจง (Liao Xiangzhong) สมาชิกสภาที่ปรึกษาการเมืองแห่งชาติจีน และเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำมหาวิทยาลัยการสื่อสารแห่งประเทศจีน (Communication University of China: CUC) ระบุว่า ในอนาคต จีนจะกลายเป็นยุคของความร่วมมือระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักร ขณะที่บางความรู้อาจจะไม่จำเป็นอีกต่อไป เนื่องจาก AI สามารถทำแทนได้
ในอีกด้านหนึ่ง พรรคคอมมิวนิสต์จีนยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและถ่ายทอด ‘ค่านิยมหลักของสังคมนิยม’ (Core Socialist Values: CSV) อย่างเป็นระบบ ผ่านหลักสูตรการศึกษา หรือสื่อการเรียนตั้งแต่ระดับปฐมวัยไปจนถึงระดับอุดมศึกษา เพื่อหล่อหลอมให้เยาวชนเติบโตเป็น ‘พลเมืองอย่างที่ควรจะเป็น’ เพื่อการบรรลุความฝันของจีนให้เป็นจริง
อนึ่ง CSV คือ ค่านิยมหลัก 12 ประการ ที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนส่งเสริมเพื่อสร้างบรรทัดฐานให้กับสังคม โดยค่านิยมดังกล่าวถูกแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ดังนี้
1. ค่านิยมระดับชาติ ได้แก่ ความเจริญรุ่งเรือง ประชาธิปไตย ความเป็นสุภาพชน และความปรองดอง
2. ค่านิยมระดับสังคม ได้แก่ เสรีภาพ ความเสมอภาค ความยุติธรรม และหลักนิติธรรม
3. ค่านิยมระดับปัจเจกบุคคล ได้แก่ ความรักชาติ ความทุ่มเท ความซื่อสัตย์สุจริต และความมีอัธยาศัยไมตรี

อย่างไรก็ตาม เมื่อสำรวจดูสื่อและหลักสูตรสำหรับเยาวชนจีนจะพบว่า มีค่านิยมบางประการเท่านั้นที่ถูกเน้นย้ำ เช่น ความเจริญรุ่งเรือง ความซื่อสัตย์สุจริต ความปรองดอง เป็นต้น ขณะที่คำว่าประชาธิปไตย เสรีภาพ ความเสมอภาค หรือหลักนิติธรรม แทบไม่ปรากฏให้เห็น
อิง เหมี่ยว (Ying Miao) นักวิชาการจากคณะรัฐศาสตร์ Aston University วิเคราะห์ไว้ว่า พรรคคอมมิวนิสต์จีนนำ CSV เข้ามาใช้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ China Dream เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับพรรค ในช่วงที่ประเทศกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านเศรษฐกิจ รวมถึงความต้องการสร้างเยาวชนตามแบบฉบับที่พรรคอยากจะให้เป็น
ภาพความจริงและความฝันจีนของ สี จิ้นผิง ยังคงไปด้วยกันหรือไม่
แม้จีนจะเร่งให้เกิดการพัฒนาด้านการศึกษาและเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อฟื้นฟูชาติอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อหันกลับมาสำรวจภาพความเป็นจริงแล้ว จะพบว่า บัณฑิตจบใหม่ของจีนจำนวนมากต้องเผชิญกับปัญหาการว่างงานหรือหางานไม่ได้ โดยในปี 2025 อัตราการว่างงานของเด็กจบใหม่ที่มีอายุระหว่าง 16-24 ปี มีมากถึงร้อยละ 16 และยังคงสูงเกินร้อยละ 16 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
ขณะที่อัตราการว่างงานของบุคคลช่วงอายุระหว่าง 25-29 ปี เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 7.3 จากร้อยละ 6.9 และช่วงอายุระหว่าง 30-59 ปี อัตราการตกงานเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 4.3 จาก 4.0
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า อัตราการว่างงานในเขตเมืองทั่วประเทศอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 2 ปี โดยอยู่ที่ร้อยละ 5.4
ทั้งนี้ สาเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจาก จีนต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศที่ซบเซามาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่โรคโควิด-19 สงครามการค้ากับสหรัฐฯ ในช่วงที่ โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในสมัยแรก ต่อเนื่องมาจนถึงในสมัยปัจจุบัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตและการส่งออกของประเทศ
รวมถึงวิกฤตด้านอสังหาริมทรัพย์ที่ยืดเยื้อ ยังคงบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและภาคธุรกิจ ส่งผลให้การจ้างงานและการสร้างตำแหน่งงานใหม่เติบโตได้ไม่เต็มศักยภาพ
ไม่เพียงแค่นั้น การพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของปัญญาประดิษฐ์ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงโครงสร้างตลาดแรงงานของจีน โดยเฉพาะงานบางประเภทที่สามารถนำ AI เข้ามาทดแทนได้ ส่งผลให้นายจ้างจำนวนมากหันมาใช้ AI แทนมนุษย์ เพื่อลดต้นทุนของบริษัทลง
สิ่งเหล่านี้จึงเปรียบเสมือนระเบิดเวลาที่รอวันปะทุ และทำให้คนรุ่นใหม่ของประเทศตกอยู่ในภาวะสิ้นหวังและห้วงเวลาแห่งความตึงเครียด จนนำมาสู่การประท้วงเงียบ ‘นอนราบ’ (Tang Ping) หรือการไม่ทำอะไรเลย
วัฒนธรรมนอนราบคือ การปฏิเสธค่านิยมดั้งเดิมของสังคม ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหนัก การซื้อบ้าน การแต่งงาน การมีบุตรของหนุ่มสาวชาวจีน เพื่อต่อต้านความกดดันทางสังคม ปัญหาเศรษฐกิจ และการแข่งขันที่สูงลิ่วในปัจจุบัน
วัฒนธรรมดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงกระแสที่จำกัดอยู่ในกลุ่มคนรุ่นใหม่เท่านั้น ทว่ายังส่งผลกระเทือนไปยังสังคมจีนในวงกว้าง จนกระทั่งประธานาธิบดีจีนต้องออกมาเน้นย้ำและส่งสารไปถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยระบุว่า “ความต้องการมีชีวิตอย่างสงบสุขโดยไม่ต่อสู้เป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล
“นี่เป็นการไม่รับผิดชอบต่อพรรคคอมมิวนิสต์และประชาชน ถือเป็นอาชญากรรมด้วยซ้ำ” สี จิ้นผิงกล่าวกับคนรุ่นใหม่ภายในพรรคเมื่อปี 2021
คลื่นใต้น้ำของประเทศอาจทวีความรุนแรงขึ้นไปอีก เมื่อคนรุ่นใหม่เริ่มปฏิเสธการแต่งงานและการไม่มีบุตรเพื่อลดภาระให้กับตนเอง โดยข้อมูลจากกระทรวงกิจการพลเรือนของจีนเปิดเผยว่า ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2026 มีคู่รักจดทะเบียนสมรสเพียงแค่ 1.69 ล้านคู่ ซึ่งลดลงร้อยละ 6.24 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา อีกทั้งยังเป็นยอดที่น้อยที่สุดนับตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา
ผลที่ตามมาคือ แนวโน้มของเด็กเกิดใหม่อาจลดน้อยลง โดยเมื่อปีที่ผ่านมา มีเด็กเกิดใหม่เพียงแค่ 7.92 ล้านคน ซึ่งนับเป็นยอดต่ำสุดในประวัติการณ์ แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามออกมาตรการต่างๆ เพื่อสนับสนุนให้คนวัยหนุ่มสาวแต่งงาน เช่น การให้วันลาเพิ่มขึ้นเพื่อแต่งงาน การอำนวยความสะดวกในการจดทะเบียนสมรสตามสถานที่ต่างๆ นอกเหนือจากสถานราชการ หรือการให้เงินสนับสนุนเมื่อมีบุตร เป็นต้น
ในอีกด้านหนึ่ง ประเทศจีนเองก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์แล้ว โดยมีประชากรอายุมากกว่า 60 ปี มากกว่า 310 ล้านคน ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวอาจกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว เนื่องจากจำนวนแรงงานวัยทำงานที่ลดลง อาจนำไปสู่ภาวะขาดแคลนแรงงาน ขณะที่รัฐบาลต้องแบกรับภาระด้านงบประมาณเพิ่มขึ้นจากการดูแลผู้สูงอายุผ่านระบบบำนาญ การสาธารณสุข และสวัสดิการทางสังคม
จนถึงตอนนี้ ‘ความฝันจีน’ ของสี จิ้นผิง ยังคงเป็นภาพเดียวกันกับที่คนรุ่นใหม่ของจีนมองเห็นอยู่หรือไม่
หรือโจทย์หลักสำคัญของรัฐบาลจีนในตอนนี้ อาจจะต้องเปลี่ยนจากการสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับชาติ มาเป็นการจุดประกายความหวัง และสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนรุ่นใหม่แทน
ที่มา:
– https://www.cetri.be/The-awakening-of-Xi-s-Chinese?lang=fr.
– https://english.www.gov.cn/news/202606/01/content_WS6a1d8dd5c6d00ca5f9a0b5c8.html
– https://english.www.gov.cn/policies/latestreleases/202501/20/content_WS678d85c6c6d0868f4e8eef83.html
– https://www.chinadaily.com.cn/china/2014-05/31/content_17555382.htm#Contentp
– https://www.sixthtone.com/news/1018302
– https://www.qinshui.gov.cn/ztzl_369/shzyhxjzg_588/202207/t20220721_1635782.shtml
– http://en.people.cn/n3/2026/0608/c90000-20464795.html
– https://www.globaltimes.cn/page/202606/1362931.shtml
– https://journals.sagepub.com/doi/10.1177/1868102620981963#con
– https://thediplomat.com/2026/05/why-china-treats-lying-flat-as-a-national-security-threat/
– https://www.nippon.com/en/in-depth/d01203/
Tags: พรรคคอมมิวนิสต์จีน, ปัญหาเศรษฐกิจ, China Dream, ความฝันจีน, เยาวชนจีน, Feature, China, สี จิ้นผิง, จีน, ระบบการศึกษา





