“สีผมของฉันสวยไหม”
“โอ๊ะ! นี่มันคือช่วงเลือกตั้งใช่ไหมคะ”
ในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าศิลปินจากวงการ K-Pop จะขยับตัวหรือแสดงความคิดเห็นอย่างไร เรามักเห็นหลายกรณีที่พวกเขาถูกวิพากษ์วิจารณ์ หรือถูกพูดถึงจากชาวเน็ตเกาหลีใต้อย่างหนัก โดยมักเชื่อมโยงเข้ากับประเด็นทางการเมืองภายในประเทศ ทั้งนี้ เนื่องจากเกาหลีใต้กำลังอยู่ในห้วงบรรยากาศของการเลือกตั้งท้องถิ่นทั่วประเทศ ซึ่งนับเป็นการเลือกตั้งครั้งสำคัญที่จะกำหนดทิศทางการเมืองของเกาหลีใต้ต่อจากนี้ รวมถึงยังสามารถคาดเดาแนวโน้มความนิยมของแต่ละพรรคการเมืองในการเลือกตั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในปี 2028 ได้เช่นกัน
ที่กล่าวเช่นนี้เป็นเพราะว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จัดขึ้นในช่วงครบรอบ 1 ปีของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของ อี แจมยอง (Lee Jae-myung) จากพรรคประชาธิปไตยแห่งเกาหลี (Democratic Party of Korea: DPK) ซึ่งเข้ารับตำแหน่งต่อจากอดีตประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล (Yoon Suk-yeol) จากพรรคพลังประชาชน (People Power Party: PPP) ซึ่งถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง จากการประกาศใช้กฎอัยการศึกเมื่อเดือนธันวาคม 2024 และถูกดำเนินคดีในเวลาต่อมา
ด้วยเหตุนี้ การเลือกตั้งท้องถิ่นในปี 2026 จึงอาจถูกมองว่า เป็น ‘เครื่องชี้วัด’ ความพึงพอใจของประชาชนที่มีต่อผลงานการบริหารประเทศตลอดปีแรกของรัฐบาลอี แจมยอง และพรรค DPK รวมถึงใช้เป็นตัวชี้วัดฐานเสียงของพรรคการเมืองอื่นๆ ก่อนการเลือกตั้งระดับชาติครั้งสำคัญที่จะเกิดขึ้นในอีก 2 ปีข้างหน้า
The Momentum ชวนดูข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่นของเกาหลีใต้ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2026 ที่ผ่านมา
ทำความรู้จักกับการเลือกตั้งท้องถิ่นของเกาหลีใต้
การเลือกตั้งท้องถิ่นของเกาหลีใต้ในปี 2026 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 3 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นการเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งที่ 9 ของประเทศ นับตั้งแต่มีการตรา ‘พระราชบัญญัติการปกครองส่วนท้องถิ่น’ ขึ้นในปี 1995
การเลือกตั้งดังกล่าวถูกจัดขึ้นทุกๆ 4 ปี ก่อนหน้าการเลือกตั้งสภานิติบัญญัติ โดยเปิดโอกาสให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเลือกผู้ว่าราชการจังหวัดและนายกเทศมนตรีระดับมหานครจำนวน 16 คน นายกเทศมนตรีระดับเทศบาลจำนวน 226 คน รวมถึงสมาชิกสภาท้องถิ่น และผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษาอีกหลายพันคนได้ด้วยตนเอง
สำหรับตำแหน่งผู้ว่าฯ จังหวัดและนายกเทศมนตรี เกาหลีใต้จะใช้ระบบนับคะแนนแบบเสียงข้างมาก โดยผู้สมัครที่ได้รับคะแนนสูงสุดจะเป็นผู้ได้รับเลือก ขณะที่การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นใช้ระบบนับคะแนนแบบผสม ซึ่งประกอบด้วยการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตและระบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง ส่งผลให้ผลการเลือกตั้งของสมาชิกสภาฯ ไม่เพียงสะท้อนความนิยมของผู้สมัครในแต่ละพื้นที่เท่านั้น แต่ยังสะท้อนคะแนนความนิยมของแต่ละพรรคการเมืองในภาพรวมได้อีกด้วย
สำหรับการหาเสียงเลือกตั้งท้องถิ่นในปีนี้ ผู้สมัครส่วนใหญ่มักมุ่งเน้นประเด็นเรื่องที่อยู่อาศัย ค่าครองชีพ การขนส่งสาธารณะ และการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค ซึ่งส่งผลต่อชีวิตประจำวันของประชาชนโดยตรง
ในการเลือกตั้งครั้งนี้ เกาหลีใต้มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งรวมทั้งสิ้นราว 44.6 ล้านคน โดยก่อนหน้าวันที่ 3 มิถุนายน มีผู้มาใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า 10.4 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 23.51 ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด ซึ่งนับเป็นยอดที่สูงสุดในประวัติการณ์ นับตั้งแต่นำระบบดังกล่าวมาใช้

ผลคะแนนการเลือกตั้งบอกอะไร
ผลการเลือกตั้งท้องถิ่น 2026 ปรากฏว่า พรรค DPK คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ จังหวัดและนายกเทศมนตรีระดับมหานคร 12 ที่นั่งจากทั้งหมด 16 ที่นั่ง รวมถึงชัยชนะของ จอน แจซู (Jeon Jae-soo) จากเขตปูซาน ซึ่งเป็นเมืองอันดับ 2 ของประเทศ อีกทั้งยังเคยเป็นฐานคะแนนเสียงของพรรค PPP ยาวนานถึง 8 ปี ซึ่งสามารถสะท้อนภาพความนิยมของประธานาธิบดีอี แจมยองได้อย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม พรรค DPK เสียเก้าอี้นายกเทศมนตรีกรุงโซล หนึ่งในตำแหน่งทางการเมืองที่มีความสำคัญที่สุดของประเทศ ให้กับ โอ เซฮุน (Oh Se-hoon) จากพรรค PPP ที่ยังคงรักษาฐานเสียงสำคัญในเมืองหลวงของประเทศเอาไว้ได้ และนับเป็นสัญญาณเชิงบวกของพรรค PPP ที่จะใช้โอกาสดังกล่าวฟื้นความเชื่อมั่นทางการเมืองขึ้นมาอีกครั้ง หลังพรรคต้องเผชิญกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากกรณีประกาศกฎอัยการศึกของอดีตประธานาธิบดียุน ซอกยอล
อนึ่ง กรุงโซลเป็นหนึ่งในเมืองที่ประสบปัญหาด้านค่าครองชีพที่อยู่อาศัยมากที่สุดในประเทศ
“หลักการที่สำคัญของประชาธิปไตยคือ หลักการตรวจสอบและถ่วงดุล เพื่อไม่ให้ประเทศเอนไปทางใดทางหนึ่งมากจนเกินไป” โอ เซฮุนกล่าวหลังจากประกาศชัยชนะอย่างเป็นทางการ
ขณะที่ อี แจมยองขึ้นกล่าวปราศรัยในวาระครบรอบ 1 ปีของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี โดยระบุว่า เขาจะให้ความสำคัญกับเจตจำนงของประชาชนเป็นอันดับแรก และยินดีที่จะทำงานร่วมกับนักการเมืองท้องถิ่นโดยไม่คำนึงถึงสังกัดพรรคการเมืองแต่อย่างใด

ทั้งนี้ ตลอดปีแรกของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเกาหลีใต้ อี แจมยองให้ความสำคัญกับแนวทาง ‘การทูตเชิงปฏิบัติ’ (Pragmatic Diplomacy) ซึ่งมุ่งรักษาความสัมพันธ์อันดีกับมหาอำนาจสำคัญทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และจีน โดยให้ความสำคัญกับผลประโยชน์แห่งชาติและความร่วมมือทางเศรษฐกิจเป็นหลัก
แนวทางดังกล่าวแตกต่างจากอดีตประธานาธิบดียุน ซอกยอล ซึ่งให้ความสำคัญกับสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน ก็มีท่าทีแข็งกร้าวและวิพากษ์วิจารณ์จีนในหลายประเด็นอย่างเปิดเผย
อีกด้านหนึ่ง อี แจมยองยังได้รับแรงสนับสนุนจากประชาชน จากการดำเนินนโยบายฟื้นฟูตลาดหุ้น ส่งผลให้ตลาดหุ้นของเกาหลีใต้ตอนนี้ถือเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่ดีที่สุดในโลก การผลักดันเทคโนโลยีขั้นสูงและปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลมีการประกาศใช้งบประมาณมากกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 3.4 แสนล้านบาท) สำหรับการพัฒนา AI ไปจนถึงปี 2030 ตลอดจนการให้ความสำคัญกับหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และประสิทธิภาพในการบริหารภาครัฐ
อิทธิพลของศิลปิน K-Pop ต่อการเลือกตั้งครั้งนี้
แน่นอนว่า หากพูดถึงเกาหลีใต้แล้ว หนึ่งในภาพจำของประเทศคงหนีไม่พ้น ‘วงการ K-Pop’ ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงแค่วงการที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศเท่านั้น แต่ยังถูกมองว่า เป็นวงการที่สร้างซอฟต์พาวเวอร์และภาพลักษณ์ให้กับประเทศ ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้ความเคลื่อนไหวของศิลปิน K-Pop มักได้รับความสนใจและถูกจับตามองอยู่เสมอ
เช่นเดียวกันกับบรรยากาศการเลือกตั้งท้องถิ่น 2026 ที่ศิลปินจากวงการ K-Pop ไม่สามารถแสดงจุดยืนทางการเมืองได้อย่างเปิดเผย เนื่องจากอาจถูกมองว่าเป็นการชี้นำหรือชักจูงประชาชนได้
ดังกรณีตัวอย่างของ แพค จีฮอน (Baek Ji-heon) หนึ่งในสมาชิกวง fromis_9 ที่ปรากฏตัวในไลฟ์สดเพื่อพูดคุยกับแฟนคลับเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยสวมเสื้อฮูดสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นสีประจำของพรรค DPK ก่อนที่เธอจะมีท่าทีตกใจและรีบออกจากกล้องเพื่อเปลี่ยนเสื้อเป็นสีดำแทน
หรือแม้กระทั่งแรปเปอร์สาว อี ยองจี (Lee Young-Ji) ก็เผชิญกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก หลังโพสต์ภาพผมสีแดงของตนเองลงบน Instagram Story พร้อมข้อความ “สีผมของฉันสวยไหม” เนื่องจากสีแดงเป็นสีประจำของพรรค PPP ทำให้เกิดการตีความและเชื่อมโยงกับประเด็นทางการเมืองอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ในเวลาต่อมา เธอจะลบรูปภาพดังกล่าว เปลี่ยนสีผมจากสีแดงกลับมาเป็นสีดำ และออกแถลงการณ์ขอโทษต่อสาธารณชนถึงการกระทำที่ไม่เหมาะสมทันที
อย่างไรก็ตาม ประเด็นเหล่านี้เริ่มลุกลามและเกิดการถกเถียงในวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากแฟนคลับ K-Pop ต่างชาติ ที่ออกมาตั้งคำถามถึงวัฒนธรรมทางการเมืองของเกาหลีใต้ โดยมองว่า วัฒนธรรมที่เข้มงวดดังกล่าวอาจกระทบต่อสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมืองของศิลปิน K-Pop ทั้งนี้ มีแฟนคลับบางส่วนแสดงความเห็นไว้ในแพลตฟอร์ม X ระบุว่า
“เกาหลีใต้นี่บ้ามากเลย ยังกล้าบอกว่าตัวเองเป็นประชาธิปไตยอยู่เหรอ”
“เกาหลีใต้เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วนี่นา”
“นี่ไอดอลหรือนักโทษกันแน่ ชาวเกาหลีใต้อ่อนไหวมากเกินไปแล้ว”
“เกาหลีใต้เป็นประเทศเดียวที่ศิลปินไม่สามารถพูดคุยเรื่องการเมืองได้ น่าสงสารพวกเขาจริงๆ”
รวมประเด็นร้อนที่เกิดขึ้นของการเลือกตั้งท้องถิ่น 2026
นอกจากประเด็นอ่อนไหวของศิลปิน K-Pop กับการแสดงออกทางการเมืองแล้ว ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ยังเกิดเรื่องราวอีกหลายประเด็น นับตั้งแต่ช่วงหาเสียงจนถึงหลังปิดหีบเลือกตั้ง The Momentum รวบรวมเรื่องราวต่างๆ ไว้ ดังนี้
– ความเหมาะสมของนักการเมืองต่อประชาชน
เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2026 หรือก่อนหน้าวันเลือกตั้งเพียงไม่กี่วัน อู ฮยองชาน (Woo Hyoung-chan) ผู้ลงสมัครเลือกตั้งเขตยางชอน ทางตอนใต้ของกรุงโซล จากพรรค DPK ขอให้เด็กทารกซึ่งกำลังถูกอุ้มโดย ชอง วอนโอ (Chong Won-o) ผู้ลงสมัครนายกเทศมนตรีกรุงโซลจากพรรคเดียวกัน จูบตนเองขณะลงพื้นที่หาเสียง ต่อมา อู ฮยองชานออกมาขอโทษต่อการกระทำที่ไม่เหมาะสมของตนเอง
อย่างไรก็ตาม การกระทำดังกล่าวยังคงก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากประชาชน ถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของอู ฮยองชาน หนึ่งในนั้นรวมถึง ฮัม อินคยอง (Ham In-kyung) โฆษกพรรค PPP ที่ออกมากล่าวว่า เธอรู้สึกตกใจกับพฤติกรรมของบุคคลสาธารณะที่แสดงออกต่อผู้เยาว์อย่างยิ่ง
ก่อนหน้านี้ จอง ชุงแร (Jung Chung-rae) หัวหน้าพรรค DPK ฮา จองอู (Ha Jung-woo) ผู้ลงสมัครเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมืองปูซาน จากพรรค DPK ก็เพิ่งจะเผชิญกับคำวิพากษ์วิจารณ์ หลังจอง ชุงแรขอให้เด็กหญิงอายุเพียง 8 ปี เรียกฮา จองอู ว่า ‘อปป้า’ (오빠) ซึ่งเป็นคำศัพท์เกาหลีที่ผู้หญิงใช้เรียกพี่ชายที่สนิทสนม หรือชายที่มีความสัมพันธ์ในเชิงรักใคร่ ระหว่างเดินทางมาหาเสียงที่ตลาดกูโปในเมืองปูซาน ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นคำพูดที่ไม่เหมาะสม เนื่องจากช่องว่างระหว่างอายุของเด็กหญิงกับฮา จองอูมากเกินไป โดยทั้งคู่มีอายุห่างกันมากถึง 40 ปี
ขณะที่ คิม มินจอน (Kim Min-jeon) ผู้ลงสมัครเลือกตั้งเมืองปูซาน จากพรรค PPP ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเช่นกัน หลังโบกมือทักทายเด็กนักเรียนหญิงขณะหาเสียง และพูดกับพวกเธอว่า “มีอปป้าหล่อๆ กำลังรอพวกเธออยู่”
คิม ซังอิล (Kim Sang-il) นักวิเคราะห์ทางการเมืองมองปรากฏการณ์ดังกล่าวว่า เป็นความล้มเหลวของนักการเมืองในการปรับตัวเข้ากับประเด็นทางสังคมและความอ่อนไหวในประเด็นเรื่องเพศ
“พฤติกรรมเหล่านี้เป็นเรื่องที่รับไม่ได้อย่างยิ่ง” คิม ซังอิลระบุ
– บัตรเลือกตั้งไม่เพียงพอ
ในช่วงบ่ายของวันเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ เกิดปัญหาบัตรเลือกตั้งไม่เพียงพอในหน่วยเลือกตั้งมากกว่า 14 แห่งทั่วกรุงโซล ส่งผลให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากต้องต่อแถวยืนรออยู่ภายนอกหน่วยเลือกตั้งเป็นเวลาหลายชั่วโมง จนผู้มีสิทธิเลือกตั้งบางส่วนได้ลงคะแนนหลัง 18.00 น. แม้ว่าคูหาเลือกตั้งจะเปิดให้ลงคะแนนจนถึงเวลา 18.00 น. ตรง ก็ตาม
เหตุการณ์ดังกล่าว สร้างความไม่พอใจให้กับประชาชน รวมถึงนักการเมืองจากพรรค DPK และพรรค PPP โดยเฉพาะพรรค PPP ซึ่งมีคะแนนความนิยมและมีโอกาสได้รับชัยชนะในเขตดังกล่าวมากกว่าพรรคอื่นๆ

ในช่วงเย็นของวันที่ 3 มิถุนายน ผู้นำจากพรรค PPP ออกมาเรียกร้องให้มีการหยุดนับคะแนนในพื้นที่ดังกล่าว จนกว่าจะมีคำชี้แจงจากคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติ (National Election Commission: NEC) ออกมาอย่างเป็นทางการ
นอกจากนี้ จาง ดงฮยอก (Jang Dong-hyeok) หัวหน้าพรรค PPP ยังเรียกร้องให้ NEC พิจารณาจัดการเลือกตั้งใหม่ทั่วประเทศ พร้อมยืนยันว่า หาก NEC ไม่ดำเนินการตามข้อเรียกร้อง พรรค PPP จะยื่นคำร้องต่อศาลให้เพิกถอนผลการเลือกตั้งครั้งนี้
ขณะที่ประธานาธิบดี อี แจมยองออกมาแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมเรียกร้องให้มีการตรวจสอบและดำเนินการลงโทษหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความผิดพลาดในครั้งนี้
ต่อมา NEC ออกมาชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวโดยระบุว่า เหตุที่บัตรเลือกตั้งไม่เพียงพอ เนื่องจากเจ้าหน้าที่เตรียมบัตรเลือกตั้งไว้เพียงแค่ครึ่งหนึ่งของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เนื่องจากยอดผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้ามีมากกว่าที่ผ่านมา พร้อมปฏิเสธข้อเรียกร้องการจัดเลือกตั้งใหม่ของหัวหน้าพรรค PPP
– หลังเลือกตั้ง ประชาชนรวมตัว ห้ามเจ้าหน้าที่ขนย้ายหีบเลือกตั้ง
หลังปิดหีบเลือกตั้งในช่วงเย็นวันที่ 3 ต่อเนื่องมาจนถึงช่วงเช้าวันที่ 5 มิถุนายน มีประชาชนหลายร้อยคนออกมารวมตัวกันบริเวณหน่วยเลือกตั้งที่เกิดเหตุบัตรเลือกตั้งขาดแคลน เพื่อขัดขวางการนับคะแนน และไม่ให้เจ้าหน้าที่ทำการเคลื่อนย้ายหีบบัตรเลือกตั้ง
ขณะเดียวกัน ในช่วงแรกหลังปิดหีบเลือกตั้ง ทางการเกาหลีใต้ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจมากกว่า 400 นาย เข้าประจำการในพื้นที่เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย และป้องกันไม่ให้การชุมนุมที่อาจจะบานปลายเพิ่มขึ้น

ก่อนที่ช่วงเช้าวันที่ 5 มิถุนายน เจ้าหน้าที่ตำรวจมากกว่า 1,000 นาย จะเข้าสลายการชุนนุม และบุกเข้าเคลื่อนย้ายหีบเลือกตั้ง ณ หน่วยเลือกตั้งจัมซิล เขตซงพาของกรุงโซล จนเกิดเหตุปะทะอย่างรุนแรงระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชน โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ต่อมาในช่วงสายของวันเดียวกัน โน แทอัค (Roh Tae-ak) ประธาน NEC ประกาศลาออกจากตำแหน่งเพื่อรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมยืนยันว่า จะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ต่อการสอบสวนของรัฐสภาและคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง
“ผมรู้สึกเสียใจอย่างยิ่งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งอาจจะบั่นทอนต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อการบริหารการเลือกตั้ง
“หากผมต้องรับผิดชอบในเรื่องใด ผมยืนยันว่าจะไม่หลบหนีเด็ดขาด” โน แทอัคกล่าว
อ้างอิง:
– https://www.koreaherald.com/article/10762439
– https://elaw.klri.re.kr/eng_service/lawView.do?hseq=1757&lang=ENG
– https://en.yna.co.kr/view/AEN20260604001551315?section=national/politics
Tags: ประชามติ, K-Pop, เกาหลีใต้, South Korea, เลือกตั้งท้องถิ่น, อี แจมยอง, พรรค PPP, พรรค DPK, เลือกตั้ง




