เคยมีคนบอกว่า ในหลายกรณีการล้อเลียนอัตลักษณ์ของ LGBTQIA+ โดยเฉพาะคนที่ถูกล้อ หลายคนอาจแสดงออกด้วยการหัวเราะเหมือนเป็นเรื่องขำๆ เพราะต้องการหลีกเลี่ยงการถูกเพ่งเล็ง หรือถูกตั้งคำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับตัวตนของตนเอง
การหัวเราะจึงอาจเป็นเกราะป้องกันทางสังคม มากกว่าการยอมรับว่าคำพูดนั้นตลกหรือไม่เป็นปัญหา ทั้งที่ในใจต้องกล้ำกลืนความเจ็บปวดลึกๆ
แน่นอนว่าปัจจุบันโลกเปิดกว้างมากกว่าในอดีต หลายคนภูมิใจในอัตลักษณ์และความเป็นตัวเอง แต่ต้องยอมรับว่า ไม่ใช่ทุกคนที่ทำเช่นนั้นได้ อาจจะด้วยเงื่อนไขใดๆ ในชีวิตก็ตาม
แต่เอาเป็นว่า หากขยับมามองภาพกว้าง ทุกคนสามารถตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้อง ‘ตามน้ำ’ ไปกับบางเรื่องที่ไม่ได้เห็นด้วย บางคนแสดงออกด้วยการหัวเราะ ร่าเริง หรือทำเหมือนเป็นเรื่องปกติ ทั้งที่จริงๆ รู้สึกเจ็บปวด อับอาย ไม่สบายใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น
หากมองลึกลงไป เหตุผลที่คนเราหัวเราะทั้งที่รู้สึกแย่หรืออับอายนั้น มักเกี่ยวข้องกับความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ 3 อย่างคือ การได้รับการยอมรับ ความปลอดภัย และการรักษาภาพลักษณ์ของตัวเอง ซึ่งแยกออกมาได้ดังนี้
ไวต่อสัญญาณการกีดกัน
มนุษย์เป็นสัตว์สังคม และให้ความสำคัญกับการได้รับการยอมรับในสังคม ในอดีตนั้น การถูกปฏิเสธจากกลุ่มหมายถึงความเสี่ยงต่อการอยู่รอด ดังนั้น สมองมนุษย์จึงยังไวต่อสัญญาณการถูกกีดกัน เมื่อเกิดสถานการณ์ที่คนอื่นกำลังล้อเลียนและหัวเราะใส่ คนที่ถูกล้ออาจคิดว่า ถ้าแสดงความไม่พอใจ คนอื่นจะมองว่าตนไม่มีอารมณ์ขันไหม หรือจะโดนล้อหนักกว่าเดิมไหม เกิดเป็นสภาวะความกลัวการถูกปฏิเสธทางสังคม (Fear of Social Rejection) ที่อาจถูกตัดสินหรือถูกมองในแง่ลบได้
การแสดงออกด้วยการหัวเราะตามจึงกลายเป็นวิธีส่งสัญญาณว่า ตนเองยังอยู่ในกลุ่มนั่นเอง
ไม่เป็นไรที่แปลว่าเป็นอะไร
คนจำนวนมากไม่อยากให้คนอื่นเห็นว่าตนเองกำลังถูกกระทบกระทั่งทางอารมณ์ ยิ่งในโลกความเป็นผู้ใหญ่ บางครั้งหากแสดงความเจ็บปวดออกมาตรงๆ อาจรู้สึกว่าดูอ่อนแอ เปราะบางเกิน ดูเสียหน้า ไปจนถึงเสียการควบคุมตนเอง ดังนั้น การหัวเราะหรือตลกกลบเกลื่อนจึงเป็นสัญญาณของการสร้างภาพว่าตนเอง ‘ไม่เป็นไร’ และ ‘รับได้’ เพื่อไม่ให้คนอื่นเห็นว่ากำลังเสียใจ อับอาย หรือโกรธอยู่ แม้ภายในจะรู้สึกตรงกันข้ามก็ตาม
หัวเราะอัตโนมัติเพราะความประหม่า
บางครั้งคนเราหัวเราะโดยอัตโนมัติเมื่อรู้สึกอึดอัดหรือไม่รู้ว่าจะตอบสนองอย่างไร หรือมีคำเรียกที่ว่า การหัวเราะจากความประหม่า (Nervous Laughter) ซึ่งสมองกระตุ้นให้หัวเราะเมื่อเกิดความเครียด ความกลัว หรือความอึดอัด ลองนึกภาพบางสถานการณ์ตาม เช่น เวลาเราทำอะไรพลาดต่อหน้าคนเยอะๆ แล้วหัวเราะ หรือหัวเราะแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ยามถูกถามคำถามที่น่ากระอักกระอ่วน ฉะนั้นแล้ว การหัวเราะในแง่นี้เป็นเพียงกลไกที่ช่วยลดความตึงเครียดชั่วคราว ไม่ได้เกิดจากความรู้สึกตลกแต่อย่างใด
ไม่แน่ใจว่าตัวเองควรรู้สึกอย่างไร
คล้ายกับสถานการณ์ที่ยกตัวอย่างไปตอนต้น บางครั้งสถานการณ์ของการถูกล้อเลียนเกิดขึ้นเร็วมาก จนคนที่ถูกล้ออาจยังไม่ทันประมวลผลว่า สิ่งที่คนอื่นทำนั้นเป็นแค่การหยอกเล่น ตั้งใจดูถูก หรือตั้งใจทำร้ายความรู้สึกหรือเปล่า ระหว่างที่สมองกำลังหาคำตอบนั้น การหลุดหัวเราะออกมาก่อนอาจเป็นการตอบสนองชั่วคราว และเมื่อมีเวลาอยู่คนเดียว การทบทวนจึงเกิดขึ้น จนทำให้เพิ่งเริ่มรู้สึกว่า จริงๆ แล้วเขาไม่โอเคกับเรื่องนั้นเลย
ยังไม่นับอีกหลายปัจจัยที่ทำให้บางคนเลือกแสดงออกด้วยการหัวเราะทั้งที่ถูกล้อเลียน เช่น เคยชินกับการถูกล้อเรื่องเดิมซ้ำๆ จนเกิดเป็นพฤติกรรมอัตโนมัติที่รู้สึกว่า ถ้าหัวเราะตาม ทุกอย่างจะจบเร็วกว่า แม้ภายในจะรู้สึกเจ็บปวดอยู่
ดังนั้น สิ่งที่ต้องตระหนักคือ ยามที่เราเห็นใครสักคนหัวเราะหลังจากถูกล้อเลียน ไม่ได้แปลว่าเขารู้สึกโอเคกับสิ่งที่เกิดขึ้นเสมอไป แต่เป็นเพียงการตอบสนองที่เขารู้สึกว่าปลอดภัยที่สุดในขณะนั้นเท่านั้น
ลึกๆ แล้ว มันคือความเจ็บปวดและความไม่สบายใจที่ใครก็มองไม่เห็น
Tags: LGBTQIA+, การรักษาภาพลักษณ์, จิตวิทยา, LGBTQ, ความกลัว, Wisdom




