หาดทรายเนื้อละเอียดสีขาวนวล น้ำทะเลใสแจ๋ว กับความเงียบสงบ เป็นความลงตัวที่นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสเมื่อเดินทางไปยัง ‘หาดฟรีด้อม’ ชายหาดลับในจังหวัดภูเก็ต ที่มีความยาวเพียง 500 เมตร ทว่าสวยติดอันดับที่ 9 ของโลก และด้วยเหตุนี้ กรมป่าไม้จึงกำหนดให้ชายหาดดังกล่าวเป็นเขตป่าสงวนเพื่อคงความสวยงามเอาไว้

ทว่าในปัจจุบัน หาดฟรีด้อมไม่ได้เป็นพื้นที่เงียบสงบอย่างที่ควรจะเป็นอีกต่อไป พื้นที่ริมหาดมีทั้งอาคารที่เตรียมเปิดเป็นรีสอร์ต ร้านอาหารและเครื่องดื่ม แปรสภาพจากชายหาดที่เคยเป็นของทุกคน กลายเป็นหาดส่วนบุคคลที่เรียกเก็บค่าเข้า ทั้งยังอยู่ในความดูแลของ ‘มาเฟีย’ ที่ใช้อำนาจกำกับดูแลชายหาด แทนที่หน่วยงานอย่างกรมป่าไม้

ข้อสงสัยก็คือ ง่ายนักหรือ ที่ชายหาดที่สวยติดอันดับโลกจะกลายเป็นพื้นที่ส่วนบุคคลในทางพฤตินัย ทั้งที่อยู่ในอาณาเขตดูแลของกรมป่าไม้ และการเติบโตของร้านค้าริมหาด อาคารของรีสอร์ตที่ไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว หลุดรอดจากสายตาของหน่วยงานรัฐไปได้อย่างไร หรือเจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนรู้เห็นกับความไม่อิสระของหาดฟรีด้อมกันแน่

The Momentum พูดคุยกับ วรัญญู บุญสิทธิ์ เจ้าของเพจขยะมรสุม MONSOONGARBAGE THAILAND และเฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน ผู้โดนข่มขู่จากมาเฟียเจ้าถิ่นหาดฟรีด้อม เพื่อสำรวจมุมมองของพวกเขาว่า หาดฟรีด้อม ‘ไม่อิสระ’ เพราะอะไร

จากที่ทำกินสู่แหล่งทำธุรกิจผิดกฎหมาย 

ย้อนกลับไปก่อนหน้าปี 2516 ในช่วงที่หาดฟรีด้อมยังถูกเรียกว่า ‘หาดไม้ง้าว’ เป็นส่วนใหญ่ พื้นที่ดังกล่าวยังไม่เป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยว มีเพียงการจับจองพื้นที่ทำกินบริเวณริมชายหาด เช่น ปลูกยางพาราหรือสวนมะพร้าว ก่อนที่รัฐบาลจะประกาศให้ชายหาดเป็นส่วนหนึ่งของป่าสงวนแห่งชาติ ‘ป่าเทือกเขานาคเกิด’ เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2516 ดังนั้น การครอบครองที่ดินเพื่อทำประโยชน์ จึงต้องได้รับการพิจารณาจากหน่วยงานอย่างกรมป่าไม้

ด้วยระบบนิเวศที่สมบูรณ์ เงียบสงบ ประกอบกับทางเข้าหาดที่ต้องใช้เวลาเดินเข้าไป ให้ความรู้สึกคล้ายกับการผจญภัย ทำให้หาดฟรีด้อมโด่งดัง หาดฟรีด้อมจึงเป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวมากขึ้น พร้อมกับการเข้ามาของธุรกิจค้าขาย โดยเฉลิมพงศ์ระบุว่า ในช่วงแรกมีเพียงการทำซุ้มไม้ไผ่ขนาดเล็กขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ริมชายหาด ก่อนจะขยับขยายร้านค้ามากขึ้น

ด้านวรัญญูให้ข้อมูลว่า การประกอบธุรกิจที่หาดฟรีด้อมแบ่งออกเป็น 2 จุด จุดแรกคือบริเวณทางลงหาด ซึ่งมีทางลงหลายทาง โดยทางลงหาดฟรีด้อมบางเส้นทาง มีผู้ถือเอกสารเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ที่ดิน เช่น หนังสือขออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.) หรือแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เมื่อนักท่องเที่ยวเริ่มเดินทางมาเที่ยวมากขึ้น คนกลุ่มนี้จึงฉวยโอกาสเข้ามาควบคุมทางลงหาดและเก็บค่าผ่านทางเงินนักท่องเที่ยว

“สมัยก่อน หาดฟรีด้อมต้องเดินเท้าลงไปเท่านั้น จะมีทางที่เป็นบันไดปูนซีเมนต์ให้นิดหน่อย แล้วก็เป็นทางดิน เดินลัดเลาะป่าลงไป ซึ่งทางลงหาดถามว่ามีการเก็บเงินกันจริงไหม ก็ต้องตอบว่าเก็บจริง แต่ถ้าหากเขาเห็นคุณเป็นคนไทย เขาอาจจะไม่เก็บก็ได้

“แต่การเก็บค่าลงหาดของเขา ไม่ได้เก็บเพียงเพราะนักท่องเที่ยวต้องใช้ทางนี้ลงหาดนะ คนเก็บก็มีรถรับส่งขึ้นลงหาดฟรีด้อมแบบครึ่งทางให้ด้วย” 

ทั้งนี้ พื้นที่ริมชายหาดฟรีด้อมเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งอยู่ในความดูแลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ขณะเดียวกัน บริเวณป่าหลังหาดพบการสร้างอาคารริมชายหาดนั้นอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเทือกเขานาคเกิด ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประกาศให้เป็นป่านันทนาการหาดฟรีด้อม ตามประกาศกรมป่าไม้ตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2568 จำนวน 41 ไร่ ดังนั้น การเรียกเก็บเงินค่าเข้าหาดโดยเอกชนจึงเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย เนื่องจากเป็นพื้นที่สาธารณะ 

ส่วนจุดที่ 2 คือพื้นที่บริเวณหน้าหาด ซึ่งเจ้าของเพจขยะมรสุม MONSOONGARBAGE THAILAND ให้ข้อมูลว่า ผู้ค้าขายมักจะเป็นพ่อค้าหรือแม่ค้าธรรมดาที่แบกสินค้าลงไปขาย กางร่ม ตั้งโต๊ะ ตั้งเก้าอี้ จำหน่ายแอลกอฮอล์ กัญชา ผลไม้ และอาหาร คนหนึ่งคนอาจจะมีพื้นที่ 1 ล็อก ขนาดพื้นที่ราว 3-5 เมตร เมื่อผู้ค้ารายหนึ่งขายของเสร็จ ก็จะมีคนอื่นๆ มาขายของต่อหรือขายพร้อมกัน โดยสินค้าจะเหมือนกันหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการตกลงระหว่างผู้ขาย

ทั้งนี้ เมื่อหาดฟรีด้อมมีนักท่องเที่ยวมากขึ้น ทำให้ผลประโยชน์จากการค้าขายริมหาดมากขึ้นตามไปด้วย

“พอมีงานเยอะ คุณก็อยากทำให้ธุรกิจใหญ่ขึ้น อยากกอบโกยมากขึ้น นั่นคือปัญหา คนนอกเข้าไม่ได้ อันนี้ต้องเป็นของฉันนะ คนอื่นห้ามเข้านะ ใครห้ามมายุ่ง” วรัญญูกล่าว

จากพื้นที่ทำกินสู่ป่าสงวน และจากป่าสงวนสู่พื้นที่ธุรกิจ แม้การขึ้นทะเบียนให้หาดฟรีด้อมอยู่ภายใต้ความดูแลของกรมป่าไม้ ซึ่งหมายความว่า ธุรกิจริมหาดจะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงาน ทว่ากลับเริ่มมีความพยายามที่จะทำให้ชายหาดกลายเป็นพื้นที่ส่วนบุคคล

เฉลิมพงศ์เล่าว่า ก่อนหน้าปี 2566 ที่ตนจะดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตนและทีมงานของเพจขยะมรสุม MONSOONGARBAGE THAILAND เดินทางมาเก็บขยะที่ถูกกระแสคลื่นพัดพามาเกยที่หาดฟรีด้อม บริเวณพื้นที่ทับซ้อนระหว่างตำบลกะรนกับตำบลป่าตอง ซึ่งยังไม่มีเขตการรับผิดชอบที่ชัดเจน และเริ่มสัมผัสได้ถึงอิทธิพลที่ทำให้หาดแห่งนี้ไม่ได้เป็นของทุกคนอีกต่อไป

“มีบุคคลไม่ให้เราผ่านเข้าไปในที่ดินที่เขาแอบอ้างว่าเป็นของเขา ถ้าจะเข้าต้องขออนุญาต ตอนนั้นเลยเป็นข้อสังเกตว่า ทำไมเราต้องขออนุญาตก่อน ทั้งๆ ที่เป็นพื้นที่สาธารณะ

“สุดท้ายพอมาเป็น สส.สมัยแรก ก็ลงไปตรวจสอบ และรื้อร้านค้าที่มีการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่หาดฟรีด้อม จำนวนทั้งหมด 9 ร้าน แล้วก็ไปสืบรู้มาว่า มีเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้รับสินบนจากบุคคลที่ลงไปขายเครื่องดื่ม จนสุดท้ายกรมป่าไม้รื้อร้านค้าทั้งหมดออก และไม่อนุญาตให้ผู้ใดขายของ แล้วก็มีประกาศให้หาดฟรีด้อมเป็นเขตป่านันทนาการต่อไป” เฉลิมพงศ์กล่าว

ทั้งนี้ การประกาศให้หาดฟรีด้อม ซึ่งอยู่ภายใต้ความดูแลของกรมป่าไม้ ในฐานะเขตป่าสงวนแห่งชาติเทือกเขานาคเกิดเป็นเขตป่านันทนาการนั้น หมายความว่า รัฐจะเข้ามาดูแล จัดระเบียบ และเปิดให้ประชาชนใช้ประโยชน์เป็นพื้นที่พักผ่อน และท่องเที่ยวตามความเหมาะสม ที่สำคัญ เพื่อป้องกันการบุกรุก รวมถึงการค้าขาย หรือการเรียกเก็บเงินที่ไม่ชอบโดยกฎหมายด้วย

อิสระที่ถูกกลืนกิน เพราะเจ้าหน้าที่รับสินบน?

การเข้ามาทำประโยชน์ในป่าสงวนนั้นเป็นสิ่งผิดกฎหมาย แม้กระทั่งการเข้ามาเก็บของป่าก็สามารถถูกจับ ปรับ หรือสั่งจำคุกได้ แต่ในกรณีของร้านค้าบนหาดฟรีด้อมนั้น ใช้เวลานานกว่าจะสามารถเอาผิดได้ จนกลายเป็นขบวนการครอบครองที่ดินตั้งแต่ปี 2558 โดยกลุ่มบุคคลเข้ามาครอบครองในฐานะผู้ดูแลที่ดินให้เจ้าของเดิมที่เสียชีวิต ทั้งยังอ้างสิทธิ คุมทางเข้า-ออก เก็บค่าผ่านทางจากนักท่องเที่ยว และมีข้อกล่าวหาเรื่องเอกสารสิทธิปลอม หรือการสวมสิทธิในระบบฐานข้อมูลที่ดิน

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยเฉพาะกรมป่าไม้นั้นรับรู้มาตลอด เพราะภายหลังการประกาศให้หาดฟรีด้อมเป็นเขตป่าสงวนมาแล้ว 45 ปี ในปี 2561 พลตำรวจเอก สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ ‘บิ๊กโจ๊ก’ นำกำลังเข้าจัดการปัญหา โดยจับกุมผู้ที่ลักลอบตั้งสิ่งปลูกสร้าง และจับกุมผู้ที่เรียกเก็บค่าผ่านทางหรือค่าบริการริมหาดจากนักท่องเที่ยว 200 บาท ทั้งที่เป็นเขตป่าสงวน

ขณะเดียวกัน เอกสารของกรมป่าไม้ระบุว่า เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2566 เจ้าหน้าที่พบร่ม เตียง และร้านค้าบริเวณหาดฟรีด้อม พบเจ้าของร้านค้า 10 ราย ให้บริการเช่าร่ม-เตียง และมีคำสั่งให้รื้อถอนและห้ามประกอบกิจการทุกชนิดจนกว่าจะประกาศให้เป็นป่านันทนาการ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2567

ที่น่าสนใจคือ การลงพื้นที่ตรวจสอบและสั่งรื้อถอนกลุ่มธุรกิจริมหาดฟรีด้อมในครั้งนั้น มีรายงานว่า อธิบดีกรมป่าไม้ได้ตั้งกรรมการสอบสวนกรณีเจ้าหน้าที่ป่าไม้ถูกโยงว่าเอื้อให้เกิดการประกอบกิจการผิดกฎหมายในพื้นที่ด้วย

วรัญญูมองว่า การค้าขายไม่ใช่เรื่องผิด ที่ผิดคือการค้าขายในเขตป่าสงวน ดังนั้นสิ่งที่ต้องแก้ไขในประเด็นนี้คือการ ‘จ่ายส่วย’ เพื่อที่ผู้ประกอบการจะหลุดพ้นจากการตรวจสอบและประกอบธุรกิจต่อไปได้

“ทำอย่างไรคุณถึงจะได้ขาย ถ้าเกิดว่าคุณเชื่อเรื่องส่วย การที่เราผ่านโลกมามากพอจะเข้าใจว่า การจ่ายเงินให้คนบางคนนั้น สามารถทำมาหากินได้ในจุดที่เป็นที่ต้องห้ามใช่ไหม ผมไม่ได้เอ่ยชื่อหน่วยงานนะ คำถามคือใครดูแลพื้นที่นั้น ทำไมเขาถึงปล่อยให้มีการทำกิจกรรมหรือประกอบกิจการอะไรก็ตามในพื้นที่ตรงนั้น เขาใจดีให้ทำฟรีหรือ คงเป็นเรื่องที่ต้องไปคิดกัน แต่ที่ผมจะบอกก็คือ ไม่มีอะไรฟรีในโลกใบนี้หรอก เขาถึงได้กล้าทำ”

วรัญญูให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การเก็บส่วยจะเก็บในร้านค้าริมชายหาดขนาดเล็กๆ อาจจะเป็นร้านขายน้ำปั่น ร้านผลไม้ ซึ่งกลุ่มร้านค้าเหล่านี้จะมีผู้ดูแลเพียงคนเดียวจากหน่วยงานเดียวเท่านั้น เขาเปรียบเปรยว่า การเก็บส่วยที่หาดฟรีด้อมคล้ายกับการเก็บค่าเช่าแผงในตลาด ที่ผู้ค้าต้องจ่ายเงินค่าแผงให้กับเจ้าของตลาด ให้ตนสามารถขายของต่อไปได้

“ผมยกตัวอย่างให้เห็นภาพ อาจจะมีคนที่ลงไปเฝ้าร้านค้าริมหาด ซึ่งเขาก็อาจจะเปิดกิจการของตัวเองไปด้วย เสร็จแล้วเขาก็จะเก็บเงินของทุกคนที่ขายของในแถบเดียวกัน เพื่อส่งเงินนั้นให้ใครสักคนหนึ่ง เพื่อให้เขาขายของกันต่อได้ ถ้าคุณเป็นเจ้าของตลาด ผมก็จะเป็นคนเก็บค่าแผง แล้วส่งเงินนั้นให้คุณ ส่วนใครจะขายอะไรก็ขายไป”

ที่สำคัญ เหตุการณ์ลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นจริงกับพื้นที่หาดฟรีด้อมในปี 2558 จนกลายเป็นกรณีอื้อฉาวต้องโยกย้ายข้าราชการ โดยเฉลิมพงศ์ยกตัวอย่างกรณีที่มีกลุ่มคนในกรมป่าไม้พยายามจะออกโฉนดที่ดินบริเวณหาดฟรีด้อม แม้ว่าจะมีการตรวจสอบและเพิกถอนไปแล้ว

“เบื้องลึกเบื้องหลังก็มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกรมป่าไม้ให้ความร่วมมือในการออกโฉนด มีความพยายามในการแปลภาพถ่ายทางอากาศว่า พื้นที่หาดฟรีด้อมมีร่องรอยการครอบครองหรือทำประโยชน์อย่างไร โดยแอบอ้างอำนาจของศาลทั้งที่ไม่ใช่หน้าที่ของตน ซึ่งคนนี้ออกจากข้าราชการแล้ว และเกษียณอายุราชการแล้ว ผมยังคงตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมกรมป่าไม้ยังไม่ดำเนินคดีอาญากับเจ้าหน้าที่ระดับสูงท่านนี้”

การกระทำของเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ระดับสูงในครั้งนั้น เฉลิมพงศ์ชี้ว่า ทำให้เกิดข้อพิพาทในพื้นที่หาดฟรีด้อม และมีการใช้แบบแจ้งครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) มาแอบอ้างว่า อยู่ระหว่างรอโฉนดที่ดินจนเกิดเหตุลุกลามบานปลาย มีการหลอกลวงชาวไทยและชาวต่างชาติว่า ที่ดินดังกล่าวกำลังรอโฉนด ซึ่งสามารถสร้างสิ่งปลูกสร้างได้ กระทั่งมีการลุกลามเข้าไปสร้างรีสอร์ต โรงแรม ทั้งๆ ที่พื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตป่าสงวนเทือกเขานาคเกิด

ทั้งนี้ ปัจจุบันผ่านมา 11 ปีแล้ว เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกรมป่าไม้รายดังกล่าวยังไม่ถูกดำเนินคดี ทั้งที่คดีจะหมดอายุความในอีก 4 ปีต่อจากนี้เท่านั้น และยังคงได้รับบำนาญเดือนละ 6 หมื่นกว่าบาทในปัจจุบัน

เมื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งกุมอำนาจดูแลพื้นที่หาดฟรีด้อม เป็นผู้เปิดประตูให้เกิดการกระทำผิดกฎหมายเสียเอง กลุ่มที่ได้รับความคุ้มครองจากการจ่ายส่วยให้กับเจ้าหน้าที่จึงแผลงอำนาจ เนื่องจากมองว่าตนมีคนหนุนหลัง โดยเฉลิมพงศ์ยกตัวอย่างกรณีที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ซึ่งถูกโพสต์ข่มขู่ยิงจาก ปรินทร เรืองรัตนวานิช หรือเสี่ยเล็ก ผู้ประกอบการริมหาดฟรีด้อม เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ที่สะท้อนถึงความไม่เกรงกลัวกฎหมายบ้านเมืองแม้แต่น้อย

“ต้องยอมรับว่า หาดฟรีด้อมมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปมีส่วนรู้เห็นและเกี่ยวข้องด้วยแน่นอน ไม่อย่างนั้นไม่สามารถทำให้พวกมีอิทธิพลต่างๆ เข้าไปยึดครองหรือครอบครองที่ดินได้ บวกกับผู้มีอิทธิพลก็ข่มขู่เจ้าหน้าที่ด้วยกัน ด้วยการพกอาวุธปืนอย่างที่เห็นตามภาพสื่อ ทำให้ไม่มีใครกล้าเข้าไปยุ่งและตรวจสอบ”

สส.ภูเก็ต พรรคประชาชนยังเสริมว่า กรณีที่ปรินทรอ้างว่ามีเอกสารสิทธิในการครอบครองที่ดินถึง 3 ฉบับ ซึ่งมีการตรวจพบว่า เป็นลักษณะของ ‘ส.ค.1 บิน’ กล่าวคือ เป็นเอกสารแจ้งการครอบครองที่ดินที่ถูกกลุ่มนายทุนหรือผู้ทุจริตนำไปสวมสิทธิหรือย้ายตำแหน่งที่ตั้งไปออกโฉนดในจุดอื่นๆ ที่มีทำเลดีกว่า เป็นเอกสารที่มีเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้เซ็นรับรองทั้งหมด

“เอกสารของเสี่ยเล็กที่เอามาอ้าง มีชื่อของเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ไปเซ็นรับรองในการออกเอกสารทั้งหมด ซึ่งต้องตรวจสอบไปยังกรมป่าไม้ว่า ทำไมผู้มีอำนาจในการดูแลป่าไม้ จึงยกที่ดินให้กับบุคคลอื่นที่ไม่ใช่หน่วยงานรัฐ” เฉลิมพงศ์กล่าว พร้อมเสริมว่า เจ้าหน้าที่ที่เซ็นเอกสารให้อาจจะเกษียณอายุราชการไปทั้งหมดแล้ว

เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 เป็นอีกครั้งที่กรมป่าไม้ ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบการยึดครองพื้นที่และทำประโยชน์บริเวณหาดฟรีด้อมโดยไม่ได้รับอนุญาต มีทั้งการตั้งร้านค้า เก็บค่าบริการจากนักท่องเที่ยว และก่อสร้างกระต๊อบ ซึ่งไม่แตกต่างจากพฤติกรรมเดิมที่เคยพบก่อนหน้านี้ ซึ่งวรัญญูมองว่า นี่ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืน

“เพราะเจ้าหน้าที่รัฐไม่ได้บังคับใช้กฎหมายอย่างชัดเจนหรือไม่ ทำไมรื้อถอนสิ่งผิดกฎหมายในช่วงนี้ทุกที ซึ่งเป็นการรื้อก่อนหน้าโลว์ซีซัน พอช่วงธันวาคม มกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม เมษายน จะมีการกลับมาอีกครั้ง เริ่มจากกระเป๋า 1 ใบ กระติก 1 ใบ เริ่มสร้างตัวกันใหม่ ซึ่งอาจจะเป็นกลุ่มคนเดิมหรือหน้าใหม่ เราไม่ทราบ

“ก็จับกันไป ปรับกันไป ดำเนินคดีกันไป โยกย้ายกันต่อไป แล้วก็มีการเฝ้าระวังโดยหน่วยงานปกครองในพื้นที่ มีการถ่ายรูปกันทุกวัน เช้า-เย็น ประมาณเดือนหนึ่งก็ลืมหายไป แล้วชายหาดก็กลับมาเจอปัญหาเดิมอีกครั้งในปีต่อไป เป็นวงจรที่ไม่ยอมทำให้ขาวสะอาด ปล่อยไว้ให้เทาๆ ดำๆ แบบนี้เพื่อจะได้เก็บผลประโยชน์”

ทั้งนี้มีการเปิดเผยจาก เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ ที่ปรึกษาประจำสภามหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ถึงผลสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการของภาครัฐ โดยคณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อนไม่ทน โดยสำรวจจากผู้บริหารและตัวแทนภาคธุรกิจ 401 ราย ทั่วประเทศระหว่างวันที่ 26 มีนาคม-10 เมษายน 2569 พบว่า กรมป่าไม้ติดอันดับ 10 หน่วยงานรัฐที่เอกชนติดต่องานและเสนอสิ่งตอบแทนให้มากที่สุด เป็นจำนวนเงิน 6.75 หมื่นบาทต่อครั้ง ซึ่งสะท้อนความเสี่ยงต่อการคอร์รัปชันภายในหน่วยงานราชการ 

อย่างไรก็ตาม กรมป่าไม้ออกแถลงการณ์ตอบโต้ทันที โดยยืนยันว่า ไม่มีนโยบายสนับสนุนหรือยอมรับการทุจริตและคอร์รัปชันทุกรูปแบบ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม นอกจากนี้ยังระบุเพิ่มว่า หากตรวจพบการกระทำเข้าข่าย จะดำเนินการตรวจสอบและดำเนินการทางวินัย รวมถึงดำเนินคดีตามกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับทางราชการอย่างเคร่งครัด พร้อมส่งเสริมให้บุคลากรทุกระดับมีจิตสำนึกด้านคุณธรรมและจริยธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ 

ทั้งนี้ เจ้าของเพจขยะมรสุม MONSOONGARBAGE THAILAND ชี้ว่า การที่เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ยอมบังคับใช้กฎหมาย เนื่องจากการเก็บส่วยหรือหารายได้จากการขายของในชายหาดฟรีด้อมสร้างรายได้สูง เขายกตัวอย่างว่า หากมีเงินเดือน 1.5 หมื่นบาท บวกรายได้จากการขายของริมหาด อาจมากกว่าเงินเดือนทบกันหลายปี ข้าราชการจึงยอมทำผิดกฎหมายแลกกับผลประโยชน์ที่ตนจะได้รับ

ไม่ใช่แค่หาดฟรีด้อมที่รัฐต้องแก้ปัญหา 

การแก้ไขปัญหาการบุกรุกเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์ในหาดฟรีด้อมต้องเร่งทำอย่างเอาจริงเอาจัง เนื่องจากการท่องเที่ยวของพื้นที่ดังกล่าวแขวนไว้กับระบบนิเวศที่สวยงาม

วรัญญูแนะนำว่า ในขั้นแรก ต้องมีการกำหนดอาณาเขตของพื้นที่ป่าสงวนให้ชัดเจน เพื่อจะเป็นข้อมูลในการบ่งชี้ว่า มีการรุกล้ำเข้าไปในเขตที่สงวนเอาไว้หรือไม่

“จากนั้นก็ปักรั้ว กั้นเขต เคลียร์คนทำผิดกฎหมาย เอาขยะและสิ่งปลูกสร้างออก และฟื้นฟูพื้นที่ให้กลับมามีความสมบูรณ์ เสร็จแล้วกรมป่าไม้ก็ตั้งหน่วยงานดูแล คิดกันว่าจะจ้างคนในหรือนอกพื้นที่มาดูแล แต่อย่างว่า เขาจะจ้างคนลงไปเฝ้าหรือไปขายของ อันนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง”

เขากล่าวต่อไปว่า หน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลหาดฟรีด้อมจะจัดการพื้นที่ในความดูแลอย่างไรก็ได้ แม้กระทั่งเปิดให้มีการประกอบการในพื้นที่ชายหาด แต่ต้องทำให้ระบบการเข้าไปประกอบการมีความเป็นธรรม ไม่ใช่การจิ้มเอาญาติพี่น้องของตนเองมาเปิดร้านขายของ

“ย้อนกลับมา ก็ไม่มีใครถามประชาชนเลยว่า อยากให้หาดฟรีด้อมเป็นอย่างไร ในมุมมองของผม ผมอยู่กับหาดนี้มาหลายปี ผมอยากให้มันกลับไปเป็นหาดเดิมที่เดินเข้าไปลำบาก แต่มีความปลอดภัย มีไลฟ์การ์ด มีกล้องวงจรปิด มีไฟส่องสว่าง มีห้องน้ำ มีคนดูแล มีการจัดการขยะ ให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงระบบนิเวศที่มีความสะอาด และคงความสมบูรณ์เดิมเอาไว้ ทำให้หาดเป็นหาด ทำให้ป่าเป็นป่า ทำให้ทะเลเป็นทะเล แค่นั้นไม่ยากอะไรเลย”

เช่นเดียวกันกับเฉลิมพงศ์ที่มองว่า ขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะกรมป่าไม้ว่า จะบังคับใช้กฎหมาย หรือปล่อยปละละเลยพื้นที่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันขึ้นอีกครั้งในอนาคต

“อยู่ที่เจ้าหน้าที่รัฐครับ เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ที่รับผิดชอบพื้นที่โดยตรงว่า จะบังคับใช้กฎหมาย หรือว่าปล่อยปละละเลยพื้นที่หรือไม่ ถ้าปล่อยปละละเลย มันก็จะเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ เดี๋ยวก็อาจจะมีคนอื่นมาบุกรุกต่อ เพราะฉะนั้น เจ้าหน้าที่ป่าไม้ก็ต้องเข้มงวด และกวดขันให้ป่าและทรัพยากรธรรมชาติของบ้านเราไม่สูญหายไป”

อย่างไรก็ตาม ปัญหาการบุกรุกหาดฟรีด้อมไม่เคยได้รับการเหลียวแลจากคนระดับนายกรัฐมนตรีมาก่อน ซึ่งเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ นั่งเฮลิคอปเตอร์จากจังหวัดสุราษฎร์ธานี และเดินทางต่อไปยังหาดฟรีด้อม ซึ่งวรัญญูมองว่า เป็นความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองว่าจะมีความเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นหรือไม่

“แต่มันไม่ได้มีแค่หาดเดียว นายกฯ มาลงพื้นที่ที่หาดฟรีด้อมแล้ว แล้วหาดอื่นๆ ล่ะ ไม่ใช่แค่ภูเก็ตนะ แต่ทั้งประเทศไทย ทำไมคุณไม่รวบยอดทีเดียว ปักหมุดแดงไปเลยแล้วปูพรมจัดการ ออกกฎหมาย ออกคำสั่งเดียวไปเลย ล้างความสกปรกออกไปครั้งเดียว แล้วมานับหนึ่งใหม่กันทั้งประเทศ

“ทำไมคุณไม่ทำแบบนั้น คุณขี่ช้างจับตั๊กแตนทำไม เอาเฮลิคอปเตอร์มาบิน เอารถมาเป็น 10 คัน เกณฑ์คนมาเป็นร้อย ทำสารพัด ฟรีด้อมไม่ใช่ที่เดียวที่สำคัญ ที่อื่นๆ ก็สำคัญเหมือนกัน” วรัญญูทิ้งท้าย

 

อ้างอิง: 

https://www.jsccib.org/news/detail/jsccib-private-sector-survey-corruption-worsens-zero-corruption-thailand 

https://www.forest.go.th/wp-content/uploads/2024/02/สรุปข่าวกรมป่าไม้-15.02.67.pdf

https://www.thaipbs.or.th/news/content/337007 

https://phukethotnews.net/news/ดัน-ป่าสงวนแห่งชาติป่าเ

https://www.forest.go.th/land/wp-content/uploads/sites/29/2017/10/S4014.pdf 

https://forestinfo.forest.go.th/Content/file/forest2507.pdf

Tags: , , , , , , , , , , , ,