ตอนนี้ประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอย่างมากคือคำถามว่า “กระแส K-Pop ในไทยอยู่ในช่วงขาลงหรือไม่” หลังเริ่มมีการตั้งข้อสังเกตจากผู้ติดตามว่ากระแสในไทยกำลังซบเซาลง โดยประเด็นนี้เริ่มถูกพูดถึงในโซเชียลฯ ตั้งแต่ก้าวเข้าสู่ปี 2026 มีผู้ใช้งานออกมาแสดงความคิดเห็นเป็นระยะ กระทั่งในวันที่ 4 พฤษภาคมที่ผ่านมา มีผู้ใช้ X บัญชีหนึ่งตั้งคำถามว่า
“อะไรเป็นสาเหตุที่ K-Pop กระแสเริ่มดร็อปในไทย”
โพสต์ดังกล่าวจึงเป็นพื้นที่ให้เหล่าผู้ที่ติดตาม K-Pop แสดงมุมมองของตนเองที่มีต่ออุตสาหกรรมนี้ว่า อะไรเป็นเหตุผลที่ทำให้คนไทยค่อยๆ เฟดตัวออกมา
The Momentum ได้รวบรวมความเห็นของกลุ่มผู้บริโภค ทั้งเรื่องวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ความจำเจของเนื้อหา กฎเกณฑ์บางประการที่ลดทอนความสนุก รวมไปถึงการปฏิบัติต่อแฟนๆ ชาวไทย และนอกจากนี้ ยังมีบทวิเคราะห์จากประเทศญี่ปุ่น ที่สำรวจการฟังเพลง K-Pop ของคนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ออกมาสนับสนุนอีกว่า คนไทยกำลังฟัง K-Pop น้อยลง และหันมาสนใจศิลปินในบ้านเกิดกันมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ผู้บริโภคส่วนหนึ่งกล่าวว่า กระแสในไทยยังไม่เข้าใกล้คำว่าขาลงเลยแม้แต่น้อย
รวมเหตุผลที่คนอยากถอย
คนไทยให้ความสนใจ K-Pop มาเป็นเวลานาน ตั้งแต่ยุคที่การติดตามศิลปินเกาหลีนั้นแสนยากเย็น และคำว่า ‘ติ่งเกาหลี’ ยังเป็นคำที่ถูกเรียกในแง่ลบ ผ่านการดูถูกเหยียดหยามจากผู้ใหญ่ในสังคม และไม่เป็นที่ยอมรับของคนส่วนใหญ่ในประเทศ จนถึงวันนี้ที่มีศิลปินสัญชาติไทยจำนวนไม่น้อยไปโด่งดังในเกาหลี ทำให้คนไทยทุกเพศทุกวัยรู้จัก K-Pop เคยฟังเพลงหรือติดตามผลงาน พร้อมสนับสนุนวงการ K-Pop ไม่ว่าวงนั้นจะมีคนไทยเป็นสมาชิกหรือไม่ก็ตาม
ภาพที่เห็นตลอดหลายปีสะท้อนว่า ผู้บริโภคชาวไทยยังเหนียวแน่นต่ออุตสาหกรรมนี้ จนหลายคนไม่คาดคิดว่า จะมีวันที่ K-Pop กระแสเบาลง ซึ่งหลายยอมรับว่าสนใจ K-Pop น้อยลงกว่าเดิมจริง โดยเขียนเหตุผลที่แตกต่างกันออกไปลงบน X ดังนี้
1. ด้านเพลงและคอนเทนต์
แม้รสนิยมการฟังเพลงจะเป็นเรื่องปัจเจก แต่มีผู้บริโภคหลายคนให้ความเห็นตรงกันว่า เพลง K-Pop ยุคใหม่ไม่เหมือนเดิม เช่น ไม่ไพราะ ไม่ติดหู ไปจนถึงบางเพลงมีบีตที่น่ารำคาญ ทั้งนี้ ความคิดเห็นจำนวนหนึ่งยังกล่าวอีกว่า ที่เพลงยุคใหม่ไม่ถูกจริตคนไทย เพราะ K-Pop ต้องการทำเพลงเพื่อขายตลาดสหรัฐฯ มากกว่า ซึ่งเรื่องนี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนบุคคลที่ไม่ได้มีหลักฐานมาสนับสนุนแต่อย่างใด
รวมไปถึงในส่วนของคอนเทนต์ โดยเฉพาะการไปออกรายการวาไรตี้ เนื่องจากที่ผ่านมา หลายคนค้นพบศิลปิน K-Pop จากการดูรายการตลก ทำให้ได้เห็นตัวตนที่เป็นธรรมชาติของศิลปินจนรู้สึกชื่นชอบหรือตกหลุมรัก และเข้ามาติดตามสมาชิกคนอื่นในวงด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ค่ายเพลงทราบเป็นอย่างดี และพยายามผลิตคอนเทนต์คลิป Vlog ประจำวันของศิลปิน หรือคลิปเบื้องหลังการถ่ายทำต่างๆ เพื่อเสิร์ฟให้แฟนๆ ได้เห็นความเป็นธรรมชาติของศิลปินมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม คอนเทนต์ที่ปล่อยออกมาตลอดหลายปี ผู้บริโภคมองว่า ซ้ำซากจำเจ ไม่มีอะไรใหม่ที่น่าตื่นเต้นอีกต่อไป และเป็นรูปแบบเดียวกันทั้งวงการ จึงเป็นอีกเหตุผลเล็กๆ ที่ทำให้การติดตามศิลปินไม่สนุกเท่าเดิม
2. ได้รับประสบการณ์ที่ไม่ดีจากค่ายเพลง
แม้คนบางกลุ่มจะยังมีอคติกับเหล่าแฟนๆ ศิลปินเกาหลี ว่า เป็นกลุ่มคนที่วิ่งไปวิ่งมาเพื่อตามติ่งศิลปิน แต่ในอีกด้านหนึ่ง ทุกคนเป็นผู้บริโภคที่จ่ายเงินจำนวนมากเพื่อสนับสนุนวงการนี้ ทว่าสิ่งที่ได้กลับมากลับไม่คุ้มกับเม็ดเงินที่จ่ายไป ไม่ว่าจะเป็นราคาบัตรคอนเสิร์ตที่พุ่งขึ้นสวนทางกับสิทธิประโยชน์ หรือหลายคนก็รู้สึกว่ากำลังถูกค่ายเลือกปฏิบัติ
โดยประเด็นที่ว่า ค่ายเพลงเกาหลีมี 2 มาตรฐาน ยกตัวอย่างเช่น เมื่อศิลปินเดินทางไปประเทศในแถบยุโรป มักมีภาพที่ออกมาดูเข้าถึงง่าย คนยุโรปสามารถเดินเข้าไปประชิดตัวเพื่อขอถ่ายรูปหรือขอลายเซ็นได้ ในขณะที่หากศิลปินมาเยือนประเทศในอาเซียน คนเอเชียก็มักถูกกีดกันให้อยู่ห่างออกไปจากพื้นที่ แม้จะอยู่ในงานอีเวนต์ที่ต้องจ่ายเงินเพื่อไปดูก็ตาม
สถานการณ์เหล่านี้ทำให้หลายคนเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ จนค่อยๆ เฟดตัวออกมาจาก K-Pop
3. การติ่งขาดตอน
เพนพอยต์ของแฟนวงบอยกรุ๊ปที่ต้องเผชิญร่วมกันคือ ศิลปินเข้ากรม หรือรับราชการทหารเป็นเวลา 2 ปี หลายคนดูศิลปินเพื่อเติมพลังใจในทุกวัน แต่เมื่อศิลปินหายไปจากหน้าสื่อเป็นระยะเวลานาน ก็ทำให้ต้องหันไปเสพความบันเทิงอย่างอื่น เช่น หนัง ซีรีส์ หรือนิยาย และบางคนก็ปันใจไปให้คนอื่นแทน ซึ่งอาจไม่ใช่วงการ K-Pop แต่เป็นฝั่งสหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น หรือศิลปินดาราในบ้านเกิดก็เป็นได้
นอกจากนี้ หลายคนยังกล่าวถึงสภาพสังคมเกาหลีที่มีความเป็นปิตาธิปไตย หรือสังคมชายเป็นใหญ่ ที่เกื้อหนุนให้เพศชายมีอำนาจชอบธรรมในการกดขี่ข่มเหงผู้อื่น ประกอบกับข่าวเสียหายของศิลปินและดาราเกาหลี ทั้งการทำร้ายร่างกาย กลั่นแกล้ง เมาแล้วขับ หรือเกี่ยวพันกับการค้ามนุษย์ ที่มีออกมาอย่างต่อเนื่อง จนทำให้คนไม่กล้าให้ใจศิลปินอย่างเต็มที่ เพราะกลัวจะผิดหวัง
โดยทั้งหมดนี้ เป็นเพียงความคิดเห็นของผู้บริโภคชาวไทยเท่านั้น
ทางเลือกที่เพิ่มขึ้น
ความเบื่อหน่ายของผู้บริโภค K-Pop เกิดขึ้นในขณะที่วงการ T-Pop และซีรีส์วายไทยกำลังขยายตัว หลายคนที่สนใจความบันเทิงและวัฒนธรรรมป็อปอยู่แล้วก็เริ่มสอดส่องดูว่ามีอะไรใหม่ๆ ในบ้านเราเกิดขึ้นบ้าง จนได้พบว่า ผลงานเพลงและซีรีส์ก็มีคุณภาพไม่แพ้เกาหลี อีกทั้งยังมีศิลปินดาราที่มีฝีมือจำนวนมาก จึงหันมาติดตามวงการบันเทิงบ้านเราแทน
ไม่ใช่แค่ในประเทศไทยที่คนหันมาสนใจความบันเทิงในบ้านเกิด แต่รวมไปถึงประเทศอื่นในอาเซียนด้วย โดยเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2569 Tzuresure Lab กลุ่มวิจัยสังคมและวัฒนธรรมประชานิยมจากประเทศญี่ปุ่น เผยแพร่บทวิเคราะห์ ‘การล่มสลายของ K-Pop ในอุตสาหกรรมตะวันตกและการเติบโตของเพลงป๊อปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้’ ซึ่งใช้ข้อมูลการฟังเพลงจาก Spotify มาวิเคราะห์ ทำเป็นกราฟ ชี้ให้เห็นว่า ตั้งแต่ปี 2024-2026 คนไทยฟัง K-Pop น้อยลงกว่าเดิมมากจาก 27% เหลือ 11% ในขณะที่แนวเพลง T-Pop กับ Thai Hip-Hop มียอดฟังที่เพิ่มสูงขึ้น
นอกจากนี้ ที่น่าสนใจคือไม่ใช่แค่เพลง T-Pop จากวงไอดอลที่เป็นเกิร์ลกรุ๊ปและบอยกรุ๊ป เพราะศิลปินสไตล์อินดี้ป็อปอย่าง ภูมิ-วิภูริศ ศิริทิพย์ ที่ได้รับความนิยมมาก ก็เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยสะท้อนให้เห็นการเติบโตของวงการดนตรีป็อปบ้านเราด้วย
และความคิดเห็นของคนไทยที่เคยติดตาม K-Pop แล้วหันมาตาม T-Pop และศิลปินดาราไทย ระบุว่า เพราะอยู่ในวัฒนธรรมเดียวกัน เข้าใจกันและกันได้ง่าย และสามารถติดตามคอนเทนต์ ตลอดจนตามไปสนับสนุนในงานอีเวนต์ต่างๆ ได้ง่ายกว่า ทำให้ในช่วงหลั งพวกเขาจึงใช้เวลาไปกับการดูศิลปินดาราไทยมากกว่าเกาหลี
สุดท้ายอาจจะยังไม่ใช่ขาลง
ในขณะที่หลายคนสัมผัสได้ว่า K-Pop มาถึงช่วงซบเซาในไทย แต่ผู้บริโภคบางส่วนกล่าวว่านี่ยังไม่ใช่ช่วงขาลง อาจเป็นเพียงแค่จุดอิ่มตัวของเหล่าแฟนคลับเท่านั้น เพราะภาพรวมในไทยยังต้องแย่งกันกดบัตรคอนเสิร์ตกันอยู่ สะท้อนว่า จำนวนผู้ติดตาม K-Pop ไม่ได้ลดน้อยลงไปมากขนาดนั้น
รวมถึงเชื่อว่า ศิลปิน K-Pop เจนใหม่หลายวงก็มีศักยภาพ และแนวทางที่ถูกจริตคนไทย สามารถดึงดูดให้แฟนๆ หน้าใหม่เข้ามาติดตามได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย
อ้างอิง
– https://note.com/tsurezure_cat/n/n54ebce7f7256
Tags: เกาหลี, Entertainment, T-POP, วงการดนตรี, อุตสาหกรรมดนตรี, ดนตรี, ความบันเทิง, K-Pop, เกาหลีใต้, วงการบันเทิง, ไทย




