ในช่วงเวลาหนึ่งของการออกแบบและการใช้ชีวิต มนุษย์เคยจัดวางสิ่งของไว้ในหมวดหมู่ที่ชัดเจน ของชิ้นหนึ่งมีไว้ ‘ใช้’ อีกชิ้นมีไว้ ‘โชว์’ ฟังก์ชันกับแฟชั่นถูกแยกออกจากกันเหมือนคนละภาษา เราเลือกแก้วน้ำเพราะมันจับถนัดมือ เลือกโต๊ะเพราะมันทนทาน และเลือกเสื้อผ้าเพราะมันสะท้อนว่าเราอยากเป็นใคร

แต่วันนี้ ภาษาเหล่านั้นกำลังหลอมรวมกัน สิ่งของในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่แก้วน้ำ จาน โต๊ะ ไปจนถึงผ้าห่มหรือเทียนหอม ไม่ได้หยุดอยู่แค่คำว่า ‘ใช้งานได้ดี’ หากแต่เริ่มทำหน้าที่เดียวกับกระเป๋าหรือรองเท้า คือการสื่อสารบางอย่างที่ลึกกว่านั้น ที่บ่งบอกถึงรสนิยม วิธีคิด และตัวตนของเจ้าของ ผ่านรายละเอียดเล็กๆ ที่เราเลือกจะอยู่ด้วยในทุกวัน

เมื่อเส้นแบ่งระหว่าง Functional และ Expressive ค่อยๆ เลือนหาย สิ่งของรอบตัวจึงไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่กลายเป็นภาษาที่เงียบแต่ชัดเจน เป็นภาษาที่เราพูดโดยไม่ต้องเอ่ยออกมาว่า เราเป็นใครและเราอยากใช้ชีวิตแบบไหน

Everyday Objects สินค้าที่ใช้แสดงตัวตน

อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่กำลังเกิดขึ้นคือ ผู้บริโภคเริ่มมองของใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่สิ่งของพื้นฐาน แต่เป็นส่วนขยายของตัวตน แก้วน้ำหนึ่งใบ อาจสะท้อนวิธีใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นสายเฮลตี้ สายบิวตี้ หรือคนที่จัดการชีวิตอย่างมีระบบ โต๊ะทำงานหนึ่งตัว บอกได้ถึงบุคลิกมินิมอล ครีเอทีฟ แม้แต่เครื่องเขียนก็ยังสะท้อนอารมณ์ ความเป็นระเบียบ ความขี้เล่น หรือความนุ่มนวลในรายละเอียดเล็กๆ

สิ่งเหล่านี้อาจไม่ใช่เรื่องใหม่ในโลกตะวันตก ที่การใช้ของ เป็นภาษาสื่อสารตัวตนเกิดขึ้นมานานแล้ว แต่ในบริบทของไทย เทรนด์นี้กำลังขยับตัวเร็วอย่างมีนัยสำคัญ โดยแรงขับสำคัญมาจากโซเชียลมีเดีย ที่ทำให้การใช้ชีวิตประจำวันกลายเป็นสิ่งที่ถูกมองเห็น แชร์ และตีความอยู่ตลอดเวลา เมื่อทุกโมเมนต์สามารถเล่าเรื่องได้ สิ่งของธรรมดาจึงกลายเป็นองค์ประกอบของภาพนั้นโดยอัตโนมัติ กลายเป็นตัวแทนของเราในสายตาคนอื่น

ทำไม Everyday Objects ถึงกลายเป็นเทรนด์ใหญ่

 1. ชีวิตประจำวัน = คอนเทนต์

แพลตฟอร์มอย่าง TikTok และ Instagram ได้เปลี่ยนชีวิตธรรมดา ให้กลายเป็นสิ่งที่ถูกบันทึกและแชร์อยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่ Morning Routine การจัดโต๊ะทำงาน จัดห้องนอน ไปจนถึง What’s In My Bag ที่เหล่าอินฟลูเอนเซอร์มักจะแชร์สิ่งของที่อยู่ในกระเป๋า และของเหล่านั้นก็มีความยูนีก และแสดงตัวตนได้อย่างดี

เมื่อทุกโมเมนต์สามารถกลายเป็นคอนเทนต์ได้ รายละเอียดเล็กๆ ที่เคยเป็นเรื่องส่วนตัวจึงถูกขยายให้มองเห็นชัดขึ้น สิ่งที่ตามมาคือ ของทุกชิ้นในชีวิต ค่อยๆ กลายเป็นพร็อพโดยไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็นแก้วน้ำบนโต๊ะ ผ้าห่มบนเตียง หรือสมุดโน้ตในกระเป๋า และเมื่อมันอยู่ในเฟรม มันก็ไม่ได้แค่ใช้งานได้อีกต่อไป แต่มันต้องดูดีและเล่าเรื่องบางอย่างเกี่ยวกับเจ้าของไปพร้อมกัน

 2. จากสิ่งของ สู่คุณค่าทางสุนทรียภาพ

หากถามว่า ซื้อของสักชิ้นจะเลือกจากอะไร ใช้งานดี ทนทาน คุ้มค่าคุ้มราคา หรือมีบริการหลังการขายที่ดี แต่ตอนนี้คนรุ่นใหม่อยู่ท่ามกลางกระแส FOMO (Fear of Missing Out) ที่กลัวว่าจะพลาดอะไรไป กลัวไม่ทันกระแส ทำให้เสพติดการใช้โซเชียลฯ ตลอดเวลา เพราะไม่ต้องการพลาดอะไรทั้งนั้น พฤติกรรมการซื้อสินค้าก็เปลี่ยนไป

ทว่าวันนี้มีอีกหนึ่งเลเยอร์ของการตัดสินใจเข้ามาแทรก นั่นคือ ถ่ายรูปขึ้นไหม คำถามนี้กำลังเปลี่ยนแปลงความคิดของผู้บริโภค และส่งผลโดยตรงต่อการออกแบบสินค้า Everyday Objects เพราะของใช้ไม่ได้อยู่แค่ในชีวิตจริง แต่ยังอยู่ในภาพ วิดีโอ และทุกช่องทางโซเชียลฯ นั่นทำให้สินค้าในหมวดนี้ต้องมีฟังก์ชันมากกว่าแค่ใช้งานได้ แต่ต้องสวย ดีไซน์เด่น และถ่ายรูปขึ้น ด้วยปัจจัยเหล่านี้สะท้อนว่า ความสวยงามกลายเป็นคุณค่าทางสุนทรียภาพที่ขับเคลื่อนกำลังซื้อได้

 3. สินค้าเล็กลง แต่ใกล้ตัวมากขึ้น

ถ้าในอดีต สถานะการซื้อของมักถูกผูกกับของชิ้นใหญ่ รถยนต์ นาฬิกา หรือกระเป๋าหรู วันนี้มันถูกย่อยลงมาอยู่ในรายละเอียดเล็กๆ ของชีวิตประจำวัน ตั้งแต่แก้วน้ำ เคสมือถือ สมุดโน้ต ไปจนถึงของบนโต๊ะทำงาน

สิ่งของเหล่านี้กลายเป็นตัวบอกบางอย่างเกี่ยวกับเราได้ไม่แพ้ของชิ้นใหญ่ ข้อดีคือมันเข้าถึงง่าย เปลี่ยนได้บ่อย และสื่อสารตัวตนได้ทันที ไม่ต้องรอการลงทุนก้อนใหญ่ก็สามารถอัปเดตตัวเองผ่านสิ่งของรอบตัวได้ตลอดเวลา นี่คือการเปลี่ยนผ่านของสถานะ จากสิ่งที่เคยอยู่ไกลตัวกลายมาเป็นบางอย่างที่เล็กลงแต่ใกล้ตัวขึ้น

ทั้งนี้ ตัวอย่างแบรนด์ที่ทำ Everyday Objects ให้กลายเป็นสินค้าที่สะท้อนตัวตนได้ชัดเจน มีตั้งแต่ระดับโลก ไปจนถึงแบรนด์ที่คนไทยคุ้นเคย เช่น แก้วน้ำ Stanley และ Owala ที่กลายเป็นทั้งของใช้และไอเท็มแฟชั่น ชุดออกกำลังกายจาก lululemon และ Alo ที่สายแอ็กทีฟต้องมี เฟอร์นิเจอร์จาก IKEA ที่คนเอาไปจัดมูดให้พื้นที่ทำงานของตัวเอง หรือเคสมือถือ Casetify ที่มักออกคอลเลกชันต่างๆ มาให้เลือกซื้อ

ท้ายที่สุดแล้ว การเปลี่ยนผ่านของ Everyday Objects ไม่ได้เป็นแค่เรื่องดีไซน์หรือเทรนด์การซื้อของ แต่คือการเปลี่ยนวิธีที่คนนิยามตัวเองผ่านสิ่งเล็กๆ รอบตัว จากของใช้ธรรมดาที่มีไว้ตอบโจทย์การใช้งาน กลายเป็นของที่ต้องมี เพราะมันทำหน้าที่สื่อสารตัวตนแทนเราได้ทุกโมเมนต์ ในโลกที่ทุกอย่างถูกมองเห็นและตีความอยู่ตลอดเวลา สิ่งของจึงไม่ใช่แค่สิ่งที่เราใช้ แต่กลับกลายเป็นสิ่งที่เราเลือกพกพาเพื่อให้คนอื่นเห็น

Tags: , , , , , ,