กรุงเทพมหานคร (กทม.) หนึ่งในมหานครสำคัญของโลก กำลังเดินหน้าไปสู่การมีผู้บริหารเมืองคนใหม่ ภายหลังวาระของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ คนปัจจุบันใกล้หมดวาระภายครองตำแหน่งมากว่า 4 ปี นับตั้งแต่ปี 2565
ในการเลือกตั้งครั้งนั้น ชัชชาติถือเป็นผู้สมัครในนามอิสระ ที่มาพร้อมกับนโยบาย 216 ข้อ ภายใต้คอนเซปต์ 9 ด้าน 9 ดี เพื่อทำให้กรุงเทพฯ เป็น ‘เมืองน่าอยู่’ สำหรับทุกคน โดยนโยบายที่หาเสียงไว้นั้นเองของชัชชาติได้พาให้ตัวของเขาคว้าชัยเหนือคู่แข่งกลุ่มการเมืองต่างๆ ได้คะแนนอย่างท้วมท้นที่ 1.38 ล้านคะแนน
ปัญหาของกรุงเทพฯ นั้นมีไม่ต่างจากมหานครอื่นทั่วโลก ที่ต้องการการวางแผนและจัดการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการคมนาคม สิ่งแวดล้อม ปัญหาน้ำท่วม ปัญหาการศึกษา ตลอดจนไฟส่องสว่างของเมือง แต่สิ่งที่เมืองหลวงแห่งนี้อาจจะต่างออกไปจากเมืองอื่น คือ อำนาจของผู้บริหารเมืองที่มีอยู่อย่างจำกัด หลายปัญหาที่เกิดขึ้นในเมืองจะต้องรอการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) หน่วยงานอื่นของรัฐ หรือกระทรวงมหาดไทย นั่นจึงทำให้ กทม.ไม่สามารถแก้ไขได้โดยตรง
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การวางสายรถประจำทางสาธารณะภายในกรุงเทพฯ ที่แม้ กทม.อยากจะกำหนดเส้นทางการเดินรถให้ตายก็ไม่สามารถทำได้ เพราะเป็นอำนาจที่ผูกขาดไว้กับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) หรือการจัดโซนนิ่งของเมืองระดับย่านเพื่อกำหนดให้ย่านต่างๆ ถูกพัฒนาไปในทิศทางไหน เหมือนโตเกียวและปารีส กทม.เองก็ไม่สามารถทำได้ เพราะต้องผ่านการพิจารณาของ ครม.
นั่นจึงทำให้บทบาทของผู้บริหารกรุงเทพฯ เสมือนเป็นหัวหน้าฝ่ายบริการสาธารณะกลายๆ มีหน้าที่จัดการทางเท้า ดูแลสวนสาธารณะ ตรวจสอบความสว่างของเมือง จัดการปัญหาขยะ
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าอำนาจในการบริหารจัดการเมืองของผู้ว่าฯ จะมีไปอย่างจำกัด แต่ทว่าก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าตลอด 4 ปีที่ผ่านมาภายใต้การดูแลของชัชชาติ หลายประเด็นปัญหาของ กทม.ก็ถูกจัดการแก้ไขเป็นที่พอใจของคนกรุงเทพฯ สะท้อนออกมาได้จากผลโพล 3 ปีครึ่งผู้ว่าฯ ชัชชาติ ของนิด้าโพล (NIDA Poll) ที่ทำการสำรวจไว้เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน-2 ธันวาคม 2568 ที่ระบุว่ากว่าร้อยละ 46.55 ของกลุ่มตัวอย่างค่อนข้างพอใจ และร้อยละ 31.85 ของกลุ่มตัวอย่างพอใจมาก ขณะที่ตัวเลขของกลุ่มตัวอย่างที่ไม่พอใจเลยอยู่ที่ร้อยละ 6.70
วันนี้ The Momentum ได้มัดรวมผลงานต่างๆ ของชัชชาติที่ผ่านมาเกือบ 4 ปี ทั้งที่สำเร็จไปแล้ว และยังไม่สำเร็จ ที่รอคอยการดำเนินการแก้ไขในหลากหลายประเด็น (แบ่งเป็นตั้งแต่ข้อ 1-7 จะเป็นประเด็นที่สำเร็จแล้ว ขณะที่ข้อ 8-12 จะยังไม่สำเร็จ)

1. หนี้ BTS
หนึ่งในปัญหาที่คาราคาซังนานหลายปี อย่างค่าจ้างการเดินรถไฟฟ้าระหว่างบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS และ กทม.ที่เป็นผู้ว่าจ้าง ปัญหานี้พัวพันกับหลายสัญญาของ ‘รถไฟฟ้าสายสีเขียว’ มีมูลค่าหนี้รวมสูงถึงกว่า 3.6 หมื่นล้านบาท
ภายหลังที่ศาลปกครองมีคำสั่งให้ กทม.ต้องชำระหนี้กับ BTS ในวันที่ 29 กันยายน 2568 ทำให้ชัชชาติได้ดึงเงิน ‘สะสมจ่ายขาด’ ของ กทม.ออกมาชำระหนี้ทั้งหมดให้กับ BTS โดยยืนยันว่าการชำระเงินครั้งนี้จะไม่ทำให้การบริหารงานของ กทม.ต้องติดขัดกับปัญหาใด
ทางฝั่งของ BTS เอง หลังจากที่ได้ทวงถามหนี้มาอยู่หลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการประชาสัมพันธ์ผ่านโซเชียลมีเดีย หรือแสดงข้อความบนจอโฆษณาบนรถไฟฟ้า เพื่อขอให้ กทม.ชำระหนี้การเดินรถ ในวันที่ 30 ตุลาคม 2568 คีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการของ BTS เป็นผู้แถลงข่าวด้วยตัวเองเลยว่า รู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก เพราะที่ผ่านมาหลายปี บริษัทฯ ได้รับความกดดันหลายอย่าง อีกทั้งต้องแบกรับภาระหนี้ ดูแลพนักงาน ตลอดจนต้นทุนในการเดินรถเอง
2. ขุดลอกท่อระบายน้ำ
ภาพจำในอดีตของใครหลายคน เมื่อเวลาพายุฝนถล่มกรุงเทพฯ ไม่ช้าหลายพื้นที่ก็จะประสบกับเหตุการณ์น้ำท่วมขัง แต่การมาของชัชชาติได้ให้ความสำคัญกับการทำงานในเชิงเส้นเลือดฝอย ประกาศนโยบายขุดลอกท่อระบายน้ำทั่ว กทม. 3,000 กิโลเมตร เพื่อให้ศักยภาพการระบายน้ำของเมืองทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ปัจจุบัน กทม.ได้ดำเนินการลอกท่อระบายน้ำไปได้แล้วกว่า 1,117 กิโลเมตร หรือคิดเป็นความคืบหน้าทั้งหมดร้อยละ 30 จากเป้าหมาย 3,811 กิโลเมตร โดยชัชชาติเปิดเผยไว้เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า การดำเนินการในส่วนที่เหลือกว่า 2,694 กิโลเมตรนั้นจะแล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคมอย่างแน่นอน เพื่อเตรียมความพร้อมกับฤดูฝนที่จะเข้ามาต่อไป
นั่นจึงทำให้หลายพื้นที่ในกรุงเทพฯ จากเดิมเมื่อฝนตกลงมาปริมาณ 60-80 มิลลิเมตรแล้วทำให้น้ำท่วมขัง วันนี้ หลายพื้นที่มีการระบายน้ำได้สะดวกมากขึ้น ส่งผลต่อความพึงพอใจของประชาชนในกรุงเทพฯ ที่สะท้อนความพึงพอใจออกมาจากผลสำรวจของนิด้าโพลว่าร้อยละ 60.85 ของกลุ่มตัวอย่างมีความพอใจ
3. 12 เดือน 12 เทศกาล
ในนโยบาย 9 ด้าน 9 ดีของชัชชาติ มีระบุไว้หนึ่งด้านคือ ‘เศรษฐกิจ’ สำหรับกรุงเทพฯ เองเป็นมหานครที่พึ่งพาเศรษฐกิจภาคบริการเป็นหลัก ปัจจุบันเมืองหลวงของไทยดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลกกว่า 30 ล้านคนต่อปี ดังนั้นเพื่อให้เกิดการกระจายรายได้ไปสู่ชุมชนและเปิดพื้นที่ให้กับครีเอทีฟหน้าใหม่ นโยบายของชัชชาติคือ 12 เดือน 12 เทศกาล
นโยบายนี้มีเป้าหมายเพื่อให้มีกิจกรรมสร้างสรรค์เกิดขึ้นตลอดทั้งปี ทำให้เมืองมีชีวิตชีวามากทั้งคนเมืองและนักท่องเที่ยว ขณะเดียวกันผู้ประกอบการจะได้มีโอกาสในการสร้างรายได้จากเทศกาล
นับตั้งแต่ที่ชัชชาติเข้ามาดำรงตำแหน่งในปี 2565 ก็ได้ดำเนินนโยบายนี้เรื่อยมา อย่างล่าสุดในปี 2568 กทม.ได้ประกาศ 12 เดือน 12 เทศกาล ไว้ดังนี้
1. มีนาคม – BKK Read & Learn การอ่านและการเรียนรู้กรุงเทพฯ
2. เมษายน – Water Festival สงกรานต์กรุงเทพฯ
3. พฤษภาคม – BKK Sports เทศกาลกีฬากรุงเทพฯ
4. มิถุนายน – Bangkok Pride ความภาคภูมิใจในความหลากหลาย
5. กรกฎาคม – Youth Fest เด็กและเยาวชน
6. สิงหาคม – Science & Tech บางกอกวิทยา
7. กันยายน – BKK Car Free วันปลอดรถยนต์
8. ตุลาคม – Climate Action ความยั่งยืนเพื่อเมือง
9. พฤศจิกายน – Light Festival ลอยกระทง
10. ธันวาคม – Winter Festival Countdown
11. มกราคม – กรุงเทพกลางแปลง ดนตรี & การแสดง
12. กุมภาพันธ์ – Bangkok Design Week ออกแบบกรุงเทพฯ
อย่างไรก็ตาม ในการดำเนินนโยบายนี้ยังพบอุปสรรคหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการ ครีเอทีฟ และชุมชนให้สามารถจัดกิจกรรมได้ตลอดทั้งปี ขณะเดียวกันการกระจายกิจกรรมไปยังทั้ง 50 เขตของกรุงเทพฯ ไม่กระจุกอยู่ในย่านดังยังคงเป็นสิ่งที่ต้องแก้ไขต่อไป
4. ต้นไม้ล้านต้น
กรุงเทพฯ นั้นก็เหมือนเมืองใหญ่ทั่วโลกที่เต็มไปด้วยป่าคอนกรีตจำนวนมาก ในช่วงกลางวันจะเกิดสภาวะที่เรียกว่า เกาะความร้อน (Heat Island) เนื่องจากไม่มีต้นไม้หรือพื้นที่สีเขียวคอยเป็นเกราะกำบังให้ ส่งผลให้กรุงเทพฯ มีอากาศที่ร้อนอบอ้าว จากแสงแดดที่ถูกส่อง การใช้งานพลังงานของเมือง และการจราจร
เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว โครงการต้นไม้ล้านต้นของชัชชาติจึงมีส่วนสำคัญที่จะเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหานี้ของกรุงเทพฯ โดยปัจจุบันโครงการต้นไม้ล้านต้นมีการปลูกต้นไม้ไปแล้วกว่า 2.55 ล้านต้น แบ่งเป็นไม้ยืนต้น 1.48 ล้านต้น ไม้พุ่ม 8.86 แสนต้น และไม้เลื้อย/ไม้เถาอยู่ที่ 1.82 แสนต้น โดยความร่วมมือระหว่าง กทม. หน่วยงานราชการอื่นๆ ภาคเอกชน และภาคประชาชน
ทั้งนี้ ดร.กนกวลี สุธีธร อาจารย์ประจำภาควิชาภูมิสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยให้สัมภาษณ์กับ The Momentum ไว้ว่า โครงการต้นไม้ล้านต้นเป็นความพยายามที่ดี อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวต้องหาพื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูก และต้องทำความเข้าใจด้วยว่า มีความเสี่ยงที่บางต้นที่ปลูกอาจจะตายได้ เพราะความท้าทายจากเมือง (แสง/อุณหภูมิที่มากเกินไป)
ดังนั้นในความเห็นของอาจารย์จากจุฬาฯ มองว่า นอกจากการปลูกต้นไม้แล้ว จะต้องพยายามทำให้ต้นไม้ที่ปลูกนั้นมีอัตราการรอดชีวิตมากที่สุด อาชีพรุกขกรจึงเป็นสิ่งสำคัญที่คอยให้การดูแลรักษาต้นไม้ให้เหมาะสม เพื่อให้ในระยะยาวเมืองจะมีต้นไม้ที่เติบโตได้อย่างแข็งแรง
5. Traffy Fondue
ในอดีตปัญหาของกรุงเทพฯ จะได้รับการแก้ไขได้อย่างล่าช้า จากความยากในการแจ้งปัญหาเพื่อให้ กทม.ทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้น เมื่อเทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดระยะเวลาและการเดินทางลง ชัชชาติจึงได้ใช้เทคโนโลยีอย่าง Traffy Fondue ที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการช่วยกันดูแลสอดส่องปัญหาเมืองจากภาคประชาชน โดยให้รายงานปัญหาเข้ามาผ่าน Traffy Fondue ระบบของ LINE OA
ปัจจุบันมีการรายงานปัญหาให้ กทม.รับทราบแล้วกว่า 1.28 ล้านเรื่อง ได้รับการแก้ไขไปแล้ว 1.05 ล้านเรื่อง คิดเป็นร้อยละ 82 โดย 5 ปัญหาส่วนใหญ่ที่ภาคประชาชนแจ้งเข้ามาจะประกอบด้วย ปัญหาทางเท้า ปัญหาถนน ปัญหาการผิดกฎจราจร ปัญหาไฟฟ้า และปัญหาความสะอาดของเมือง
ทั้งนี้การเปิดช่องให้ประชาชนช่วยแจ้งเหตุหรือปัญหาเข้ามาผ่าน Traffy Fondue ของ กทม.ยังเป็นแรงบันดาลใจให้ท้องถิ่นอื่นๆ ทั้งระดับองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) หรือเทศบาลได้นำแพลตฟอร์มนี้ไปเปิดใช้งานตามในหลายแห่ง
6. ปรับปรุงทางเท้า
หนึ่งในองค์ประกอบของเมืองที่ดี คือ เมืองที่เดินได้ (Walkable City) ในนโยบาย 9 ด้าน 9 ดี ชัชชาติได้ประกาศไว้ว่าจะพัฒนาทางเดินเท้าที่มีคุณภาพกว่า 1,000 กิโลเมตร ทั้งนี้ในปัจจุบัน กทม.สามารถปรับปรุงทางเดินเท้าให้มีมาตรฐานไปแล้วกว่า 1,100 กิโลเมตร
ทั้งนี้เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 เอกวรัญญู อัมระปาล โฆษกของ กทม.เปิดเผยไว้ว่า กทม.ยังได้เตรียมตั้งกองทุนสาธารณูปโภคเมือง เพื่อแก้ไขปัญหาซ่อมสร้างซ้ำซ้อน ผ่านการปรับปรุงพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กรุงเทพฯ ให้ กทม.สามารถเข้าไปดำเนินการได้ทันที แม้ไม่ใช่พื้นที่รับผิดชอบโดยตรง
7. สวน 15 นาที
กรุงเทพฯ ถือเป็นเมืองที่มีสัดส่วนพื้นที่สีเขียวน้อยกว่ามหานครอื่นๆ ทั่วโลก ปัจจุบันมีตัวเลขเฉลี่ยอยู่ที่ 7.6 ตารางเมตรต่อคน ขณะที่สิงคโปร์มีพื้นที่สีเขียวเฉลี่ยอยู่ที่ 66 ตารางเมตรต่อคน ส่วนลอนดอนและนิวยอร์กมีพื้นที่สีเขียวเฉลี่ยอยู่ที่ 31.69 และ 16.97 ตารางเมตรต่อคนตามลำดับ
ปัจจุบัน กทม.มีโครงการ Greener Bangkok มีเป้าหมายเพื่อขยับตัวเลขค่าเฉลี่ยพื้นที่สีเขียวเป็น 10 ตารางเมตรต่อคน ซึ่งในโครงการนี้นอกจากการปลูกต้นไม้ล้านต้นแล้ว กทม.ยังมีโครงการสวน 15 นาที ซึ่งอาศัยความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ ทั้งรัฐและเอกชน ขอใช้พื้นที่รกร้างและยังไม่ถูกพัฒนาให้กลายมาเป็นสวนสาธารณะขนาดย่อมๆ ที่กระจายอยู่ทั่วเมือง
ปัจจุบัน สวน 15 นาที มีแล้วกว่า 461 สวนทั่วกรุงเทพฯ อย่างไรก็ตามบางสวนกลับมีข้อวิพากษ์วิจารณ์อยู่บ้างว่า พื้นที่สีเขียวนั้นเป็นสวนที่ใช้งานได้จริงหรือไม่ เช่น สวนหย่อมบริเวณประตู 1 สนามบินดอนเมือง ที่มีเป็นเพียงพื้นดินริมทางเท้า ไม่สะดวกต่อการออกไปใช้ชีวิตในสวนสาธารณะ

8. เปลี่ยนศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) เป็นพิพิธภัณฑ์
กรุงเทพฯ ถือเป็นพื้นที่เดียว ที่มีที่ทำการของผู้ว่าฯ จำนวน 2 แห่ง คือ ‘ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า)’ และ ‘ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 (ดินแดง)’ แม้ว่าชัชชาติจะประกาศความพยายามในการยุบรวมให้เหลือ ‘ศาลาว่าการเดียว’ คือศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 (ดินแดง) มาตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง
แต่เวลาได้ล่วงเลยมากว่า 4 ปี การเดินหน้ายุบรวมให้เหลือเพียงแห่งเดียวนั้นดูจะยังไม่เกิดขึ้นจริง เนื่องจากต้องมีการปรับปรุงพื้นที่ของอาคารธานีนพรัตน์ เพื่อรองรับกับสำนักต่างๆ ของ กทม. ให้เรียบร้อยเสียก่อน ตามที่ จักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าฯ กทม. ได้ลุกขึ้นตอบกระทู้ถามสดของ จิรเสกข์ วัฒนมงคล สก.เขตธนบุรี พรรคเพื่อไทย ในสภากรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2568
ด้านชัชชาติเองก็ยังยืนยันในหลักการเดิมว่า จะยังคงเดินหน้าย้ายหน่วยงานสำนักต่างๆ ของ กทม.ไปยังศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 (ดินแดง) หลังจากนั้นก็จะปรับปรุงศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) ให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์เมือง (Bangkok City Museum) ต่อไปในปีงบประมาณ 2570
9. ยกระดับการปราบปรามคอร์รัปชันใน กทม.
ภายใต้การบริหารงานของชัชชาติในฐานะผู้ว่าฯ กทม.ใช่ว่าทุกอย่างจะราบรื่นเสมอไป ในช่วงปี 2567 ปรากฏข่าวการทุจริตในโครงการจัดซื้อครุภัณฑ์เสริมสร้างสมรรถภาพทางกายสำหรับศูนย์นันทนาการฯ และศูนย์กีฬา สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว (สวท.) ในศูนย์กีฬาวชิรเบญจทัศและศูนย์กีฬาวารีภิรมย์ โดยวิธีการ e-bidding โดยชมรม STRONG ต้านทุจริตประเทศไทย เปิดเผยความผิดปกติการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายที่แพงเกินจริง รวมมูลค่าเกือบ 10 ล้านบาท
ทั้งนี้ ทาง กทม.ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการทุจริต และรายงานให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) รับทราบ โดยชัชชาติยอมรับว่า จากข้อมูลบางส่วน มีการจัดซื้อที่มีราคาสูงกว่าตลาดจริง อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนนั้นเป็นไปตาม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้าง ปี 2560 ยืนยันว่า ฝ่ายบริหารไม่ทราบเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณการจัดซื้อ เพราะมีกระบวนการตามขั้นตอนอยู่แล้ว
โดยผลการสอบสวนชุดแรกพบว่า มีข้าราชการ 25 รายมีส่วนเกี่ยวข้อง และต่อมา มีข้าราชการ กทม.ถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงอีกจำนวน 14 ราย
และล่าสุดในประเด็นคอร์รัปชัน ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน ส่งคนไปยื่นหนังสือให้กับชัชชาติ เพื่อขอให้ตรวจสอบร่าง TOR โครงการจ้างเหมารถกวาดดูดฝุ่น 34 คัน ระยะเวลา 5 ปี มูลค่ากว่า 558 ล้านบาท
ศุภณัฐมองว่า TOR ดังกล่าวส่อไปถึงการทุจริตและกีดกันการแข่งขันของผู้ประกอบการรายอื่น เนื่องจากใน TOR ดังกล่าวได้ลดระยะเวลาในการส่งมอบรถให้สั้นเพียง 60 วัน จนทำให้ผู้ประกอบการรายอื่นที่ไม่เคยมีสัญญากับรัฐหรือเตรียมรถมาก่อนไม่สามารถเข้าแข่งขันได้
ขณะเดียวกันมีการกำหนดว่าเป็นเพียง ‘รถพร้อมใช้’ ซึ่งไม่ได้ระบุว่าเป็นรถใหม่หรือรถเก่า นั่นจึงทำให้ผู้ประกอบการรายเดิมที่มีรถเก่าอยู่แล้วได้เปรียบในการแข่งขัน ทำให้ กทม.เสียหายที่ได้รถเก่าเข้ามาให้บริการแทน
“ที่ผมยื่นหนังสือต่อผู้ว่า กทม.เพราะไม่อยากให้ไปประมูลเสร็จแล้วถึงมาร้อง เพราะผมต้องการตัดไฟแต่ต้นลม แต่ถ้ายอมปล่อยก่อน แล้วไปสอยทีหลัง แม้หลักฐานจะแน่นหนา มีความเสียหายชัดเจน เข้าข่ายทุจริตทันที
“แต่นั่นคือการปล่อยให้ประเทศเสียหายก่อน เพื่อจะจับคนผิด ซึ่งผมคิดว่า ผมเลือก ‘ปกป้องภาษี’ ดีกว่าปล่อยให้ทุจริตก่อนแล้วไปตามเอาคืนภายหลัง เพราะกว่า ป.ป.ช.จะสืบสวนและจะส่งฟ้องศาล รอจนตัดสินและเรียกเงินคืน คนโกงอาจจะตายก่อนครับ” สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชนระบุ
10. ปัญหาโรงงานขยะอ่อนนุช
กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาสำหรับกรณีโรงงานขยะอ่อนนุชที่ส่งกลิ่นเหม็นไปทั่วพื้นที่ในเขตประเวศ ภายหลังการออกมาเรียกร้องขอให้ กทม.ปรับและยกเลิกสัญญากับบริษัทผู้รับสัญญา โดย ณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน
แม้ว่าปัจจุบัน โครงการกำจัดมูลฝอยด้วยวิธีการเผาไหม้เพื่อผลิตไฟฟ้าในศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช จะเดินเครื่องทำงานแล้ว แต่โรงกำจัดขยะมูลฝอย 600 ตัน และ 1,000 ตัน ซึ่งเป็น 2 โรงที่ส่งกลิ่นเหม็นยังคงอยู่ และไม่ได้มีการยกเลิกสัญญากับเอกชน เพราะสัญญาจะสิ้นสุดในเดือนธันวาคม 2569 นี้
ในประเด็นที่เกิดขึ้นนี้ ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย สก.บางซื่อ พรรคประชาชน เคยออกมาตั้งกระทู้ถามสดในสภากรุงเทพมหานครไว้ ตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคมที่ผ่านมา โดยระบุใจความสำคัญว่า หากบริษัทคู่สัญญาไม่สามารถปฏิบัติตามกฎหมายได้ จะต้องมีการปรับหรือบอกเลิกสัญญา
ขณะเดียวกัน ชัชชาติระบุว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ยืนยันว่า มีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยจักกพันธุ์ลงพื้นที่เกือบทุกสัปดาห์ แต่ยังติดในเงื่อนไขของสัญญาเดิม หากมีสัญญาใหม่ กทม.ก็สามารถบังคับบริษัทผู้รับสัญญาได้ดีมากขึ้น
“ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กทม.ไม่ได้ละเลยปัญหา แต่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง แม้อาจไม่เป็นไปอย่างรวดเร็วตามที่สังคมคาดหวัง เนื่องจากเป็นปัญหาที่สะสมมายาวนานและมีข้อจำกัดด้านสัญญาเดิม”
11. ปัญหาแผงลอย-คนไร้บ้าน
กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่โด่งดังเรื่อง ‘สตรีทฟู้ด’ กทม.ในยุคของชัชชาติจึงพยายามจัดระเบียบให้มีความสะอาดมากขึ้น ไม่ขวางทางเท้า กับโครงการ ‘Hawker Center’ ที่เปิดให้บริการแล้ว ณ สวนลุมพินี เป็นแห่งแรก
ทว่าปัญหาหาบเร่แผงลอยยังคงมีมาอย่างต่อเนื่อง เป็นปัญหาที่แก้ไขแล้วปล่อยเวลาไปสักพักก็จะกลับมาเอง ครั้งหนึ่ง The Momentum เคยลงพื้นที่สำรวจบริเวณสกายวอล์กเชื่อมต่อ MRT พหลโยธิน-BTS ห้าแยกลาดพร้าว (27 สิงหาคม 2568) ปรากฏว่า พบกลุ่มหาบเร่แผงลอยขวางทางการเดินเท้าของประชาชนเป็นจำนวนมาก
นอกจากนั้น ทีมข่าวของ The Momentum ยังจับสังเกตได้ด้วยว่า ทันทีที่มีการถ่ายภาพ พ่อค้า-แม่ค้าหาบเร่แผงลอย ก็จะรีบเก็บของหนี ขณะที่บางรายมาโวยวายพร้อมขู่แจ้งตำรวจ บางส่วนยังอ้างด้วยว่า จ่ายเงินให้เทศกิจเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
หรือใครที่เคยไปเดินเล่นในย่านเมืองเก่า บริเวณถนนราชดำเนินกลาง มักจะเห็นคนไร้บ้านอยู่ริมทางเท้าเป็นจำนวนมาก แม้ว่าทาง กทม.จะเปิด ‘บ้านอิ่มใจ’ ศูนย์พักพิงให้กับคนไร้บ้าน แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้หมด
ทางด้านผู้อำนวยการสำนักงานเขตพระนครเอง ก็ออกมายืนยันในการเข้าไปกวดขันและดูแลพื้นที่ เมื่อวันที่ 28 เมษายนที่ผ่านมา พร้อมกำชับให้เทศกิจตรวจตราความเรียบร้อยทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน
12. เส้นทางจักรยานใน กทม.
นโยบายสำคัญของชัชชาติคือ การทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ปั่นได้ เดินดี ครอบคลุมทั้ง 50 เขตของกรุงเทพฯ เพื่อให้ประชาชนลดการใช้รถยนต์ สนับสนุนการเดินและการใช้จักรยานให้มากขึ้น เพื่อเชื่อมต่อกับระบบขนส่งมวลชนอื่นๆ
ปัจจุบันเส้นทางจักรยานหลักที่ดำเนินการเสร็จแล้วในหลายจุด เช่น คลองแสนแสบ, ถนนประดิษฐ์มนูญธรรม คลองผดุงกรุงเกษม สะพานเขียว ทางด่วนฝั่งธนฯ คลองประปา คลองเปรมประชากร คลองลาดพร้าว คลองภาษีเจริญ คลองบางซื่อ คลองรอบกรุง
ซึ่งจะเห็นได้ว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ที่มีเส้นทางจักรยานนั้น จะอยู่ในเขตเมืองเป็นหลัก ทว่าเขตรอบนอกยังรอการดำเนินการอยู่
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเส้นทางจักรยานในกรุงเทพฯ จะยังไม่ครอบคลุม แต่ทาง กทม.โดยสำนักการจราจรและขนส่ง ได้จัดทำ แผนแม่บทกรุงเทพฯ เมืองเดินเท้าและจักรยานสัญจรเชื่อมต่อขนส่งสาธารณะที่ครอบคลุมและยั่งยืน พ.ศ. 2567-2575 สำเร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยเป็นการนำร่องพัฒนาเส้นทางจักรยานใน 4 ย่านสำคัญของกรุงเทพฯ ได้แก่ ย่านสถานีพร้อมพงษ์ ย่านสถานีสามยอด ย่านสถานีท่าพระ และย่านสถานีลาดพร้าว 71
Tags: Feature, กรุงเทพมหานคร, กรุงเทพฯ, กทม., ชัชชาติ สิทธิพันธุ์, ชัชชาติ, กรุงเทพ, ผู้ว่า กทม., Traffy Fondue, เลือกตั้งผู้ว่า




