ย้อนกลับไปเมื่อ 4 ปีที่แล้ว การเกิดขึ้นของสหภาพแรงงานบาริสต้า เชียงใหม่ สร้างความประหลาดใจให้กับใครหลายๆ คน เหตุเพราะการออกมายืนหยัดให้กับคนชงกาแฟยังไม่เคยเกิดขึ้นมาในประเทศไทยมาก่อน และการจะก้าวเท้าออกมาพูดหรือรวมตัวเรียกร้องสิทธิแรงงานอาจไม่ใช่เรื่องที่ทำแล้วจะให้ความสุขสดใส กลับกันโอกาสที่จะโดนชี้หน้าด่าว่า ‘Aggressive’ ยังจะมีมากเสียกว่าคำชมเชย
แต่การเกิดขึ้นของสหภาพแรงงานบาริสต้า ทำให้ความไม่เป็นธรรมที่คนชงกาแฟหนึ่งคนหรือหลายคนต้องเจอถูกพูดถึงเพราะแทนที่จะซ่อนมันไว้ใต้พรมแบบไทยๆ เราทำมาโดยตลอด หากไม่มีสหภาพแรงงานบาริสต้า เราจะไม่รู้เลยว่า กาแฟแต่ละแก้วที่คนเชียงใหม่กินมาจากการกดขี่แรงงาน คนทำงานได้ค่าแรงไม่ถึงบาร์ค่าแรงขั้นต่ำ ไม่มีเบาะรองยามเจ็บป่วยอย่างประกันสังคม และทำให้รู้เหตุผลว่า ที่คนชงกาแฟในร้านเดิมเปลี่ยนหน้าบ่อยนั้น เป็นเพราะต้องย้ายที่ทำงานหลายครั้ง
คำถามก็คือ วันนี้ผ่านมา 4 ปีแล้ว นับตั้งแต่วันก่อตั้งสหภาพแรงงานบาริสต้า ปัญหาที่ว่ามานี้หายไปหรือยังอยู่
The Momentum ขอยกประเด็นนี้กลับมาพูดถึงอีกครั้ง เนื่องในวันแรงงาน อัปเดตความเคลื่อนไหวกับผู้ก่อตั้งสหภาพแรงงานบาริสต้า เชียงใหม่ อย่าง เริงฤทธิ์ ละออกิจ ว่า ณ วันนี้ สิทธิแรงงานของคนชงกาแฟดีขึ้นหรือยัง

คนไทยเริ่ม ‘ตั้งคำถาม’ แต่ยังไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง
หลังจากผ่านมา 4 ปี นับตั้งแต่วันก่อตั้งสหภาพแรงงานบาริสต้า เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2565 เริงฤทธิ์ระบุว่า บาริสต้าและแรงงานในภาคธุรกิจต่างๆ ของเชียงใหม่ เริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับสิทธิพื้นฐานมากขึ้น ประเด็นคำถามที่พบบ่อยคือเรื่อง ‘ค่าแรง’ ที่หลายคนมองว่าได้น้อย สวนทางกับค่าครองชีพในจังหวัดเชียงใหม่ หรือจะเป็นคำถามเกี่ยวกับการลากิจ ลาป่วย ค่าทำงานล่วงเวลา หรือค่าทำงานในวันหยุดที่ไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด
“แต่ยังไม่ค่อยมีใครพูดว่า นี่ล่ะคือปัญหาโครงสร้างการจ้างงานในจังหวัดเชียงใหม่ มันจึงไม่นำไปสู่ฉันทามติหรือความมุ่งมั่นของสังคมว่า เราต้องรวมตัวกัน มันยังไปไม่ถึงตรงนั้น และผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเมื่อไรเราจะไปถึงจุดนั้นได้”

แม้ว่าคำถามของแรงงานที่มากขึ้นจะเป็นสัญญาณที่ดี แต่เริงฤทธิ์มองว่า การตั้งคำถามยังไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในสิทธิประโยชน์ของแรงงาน คนทำงานในร้านกาแฟจำนวนไม่น้อยยังคงเข้าใจสิทธิประโยชน์ของตนเองแบบผิวเผิน เช่น การลาออกจากงาน สิทธิประโยชน์ของตนเมื่อทำงานเกินเวลา หรือทำงานวันหยุด การปรับสภาพการจ้างงาน
ดังนั้น แรงงานยังคงตกอยู่ในความเสี่ยงจากการได้รับความไม่เป็นธรรมในการทำงาน แม้ว่าจะมีพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ที่ป้องกันไม่ให้นายจ้างใช้อำนาจเหนือในการเอาเปรียบแรงงาน และกำกับนายจ้างให้มอบสิทธิประโยชน์แก่ลูกจ้างตามกฎหมาย ทว่า นับตั้งแต่ก่อตั้งสหภาพแรงงานบาริสต้า เชียงใหม่ เมื่อปี 2565 จนถึงปี 2569 เริงฤทธิ์ยังคงเห็นพฤติกรรมของนายจ้างที่เข้าข่ายละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของแรงงานอย่างต่อเนื่อง

ค่าแรงยังต่ำ และไม่มั่นคง
จากการสำรวจประกาศรับสมัครบาริสต้า จังหวัดเชียงใหม่ พบว่า ผู้ประกอบการร้านกาแฟส่วนหนึ่งมักระบุค่าจ้างเป็นช่วง เช่น ค่าจ้างตั้งแต่เดือนละ 11,000-15,000 บาท เพื่อจูงใจแรงงานเข้ามาสมัคร แต่หลังจากเริ่มงานมาได้ครบเดือนแล้ว แรงงานมีโอกาสได้ค่าจ้างที่ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำ
“อีกคำที่ชอบใช้กันคือคำว่า ค่าแรงแล้วแต่ตกลง ฟังดูเหมือนจะดี เหมือนเป็นการตกลงกันของสองฝ่าย แต่ต้องเข้าใจว่าความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกันระหว่างนายจ้างกับลูกน้องในการตกลง การคุยกันกับนายจ้างจะเรียกว่าข้อตกลงได้ไหม ถ้านายจ้างเสนอเงินเดือนให้ 10,000 บาท คุณมีอำนาจเท่าไรในการบอกว่า ไม่เอา หากคุณต้องกินข้าวและเอาชีวิตรอด”

ค่าแรงที่ได้น้อย ส่งผลให้บาริสต้าจำนวนมากต้องยอมขูดรีดตัวเองเพื่อทำเงินเสริมในช่วงก่อนหรือหลังจากทำงานในร้านกาแฟ โดยเริงฤทธิ์ให้ข้อมูลว่า คนชงกาแฟในช่วงเช้าถึงเย็นมักไปเริ่มงานเป็นบาร์เทนเดอร์ในช่วงค่ำ เพื่อเพิ่มรายได้ให้เพียงพอกับรายจ่าย และค่าครองชีพในจังหวัดเชียงใหม่ที่สูงไม่แพ้กันกับจังหวัดท่องเที่ยวจังหวัดอื่น
ขณะที่รายได้ภาคการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ยังคงอยู่ในระดับที่สูงแตะ 100,000 ล้านบาท เมื่อปี 2567 แต่แรงงานกลับไม่ได้รับส่วนแบ่งจากรายได้ที่เติมเข้ามาในภาคการท่องเที่ยวแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย
“เรื่องที่ไม่ค่อยถูกตั้งคำถามคือ ข้ออ้างเวลาพูดว่าควรเพิ่มค่าแรง มักจะมาพร้อมกับความเห็นที่ว่า เศรษฐกิจไม่ดีเลย หรือเค้กยังก้อนไม่ใหญ่เลย ผมว่ามันเป็นข้ออ้างที่หยาบเกินไป และรับฟังไม่ได้ ไม่ว่าเค้กจะก้อนใหญ่หรือก้อนเล็กลง ทุกคนควรมีส่วนร่วมในการจัดสรรปันส่วนก้อนเค้กอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม”

ค่าครองชีพสูงและรายได้จากภาคการท่องเที่ยวไม่สะท้อนกลับมายังค่าแรงบาริสต้า ชีวิตของคนชงกาแฟจึงยากขึ้น และต้องขูดรีดตัวเองหนักยิ่งขึ้น
กระนั้นเริงฤทธิ์ชี้ว่า แม้แรงงานจะทำงานเสริมร่วมกับบาริสต้าแล้ว แต่ค่าแรงที่ได้ยังคงไม่เพียงพอจะเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวให้มีความมั่นคง ซึ่งแทบไม่ต้องถามไปถึงสินทรัพย์จำเป็นต่างๆ เช่น บ้าน หรือรถ มีโอกาสน้อยมากที่แรงงานจะเข้าถึงด้วยค่าแรงปัจจุบัน

นายจ้างยังคงเอาเปรียบลูกจ้าง
ไม่เฉพาะค่าแรงเท่านั้นที่นายจ้างมักเอาเปรียบบาริสต้า แต่การเอาเปรียบยังซุกซ่อนอยู่ในระบบการจ้างงานที่ไม่เป็นธรรม และเป็น ‘เทคนิค’ ที่นายจ้างมักใช้ตั้งแต่เปิดรับสมัครงาน กระทั่งลูกจ้างออกจากงาน
เริงฤทธิ์เปิดเผยว่า นายจ้างมีพลวัตบางอย่างในการให้รายละเอียดภาระหน้าที่ของตำแหน่งบาริสต้าในประกาศรับสมัคร จากเดิมระบุชัดเจนว่าต้องอะไรบ้าง ซึ่งโดยส่วนใหญ่มักจะมากกว่าแค่การชงกาแฟ เปลี่ยนเป็นคำว่า ‘All Around’ ซึ่งเป็นการเปิดช่องว่างให้นายจ้างสามารถเพิ่มภาระงานของลูกจ้างโดยไม่จำเป็น ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ขึ้นเงินเดือนให้ เนื่องจากข้อตกลงดังกล่าวอาจไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขของการขึ้นค่าแรงตามตกลง

ร้านกาแฟบางร้านยังกำหนดให้บาริสต้าต้องมีทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงใหม่ที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นจำนวนมาก ทว่าทักษะนี้กลับตีเป็นตัวเงินให้กับแรงงานได้ไม่มากนัก และหากแรงงานต้องการจะเสริมทักษะเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการเป็นบาริสต้า เช่น เรียนภาษาอังกฤษ หรือเรียนทำกาแฟเพิ่มเติมซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง มักเป็นภาระที่บาริสต้าต้องรับผิดชอบเองทั้งหมด กระนั้น ทักษะที่สูงขึ้นไม่ได้การันตีว่า บาริสต้าจะได้รับค่าทักษะเพิ่มจากค่าแรงแต่อย่างใด
ข้อสังเกตคือ แม้ค่าแรงของบาริสต้าจะต่ำอยู่แล้ว แต่ก็ยังมีโอกาสที่นายจ้างจะฉวยโอกาสเอาเปรียบลูกจ้างจากค่าแรงเพิ่มเติมจากฐานเงินเดือนหรือฐานค่าแรงรายวัน กล่าวคือ การถูกโกงค่าทำงานล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด หรือให้ทำงานเกินเวลาที่กฎหมายกำหนด

โดยปกติ การทำงานล่วงเวลา (Overtime: OT) คือการทำงานเกินชั่วโมงปกติที่กำหนดไว้ไม่เกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน หรือ 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หากเป็นวันทำงานปกติ ค่าทำงานล่วงเวลาที่แรงงานจะได้รับต้องไม่น้อยกว่า 1.5 เท่าของค่าจ้างรายชั่วโมง และหากเป็นวันหยุดจะต้องได้ไม่น้อยกว่า 2 เท่าจากค่าจ้างรายชั่วโมงในเวลาทำงานปกติ และเพิ่มเป็น 3 เท่าหากทำงานล่วงเวลาในวันหยุด โดยในจังหวัดเชียงใหม่เฉพาะพื้นที่อำเภอเมือง ค่าแรงขั้นต่ำอยู่ที่ 380 บาทต่อวัน ส่วนในอำเภออื่นๆ อยู่ที่ 357 บาทต่อวัน
ผู้ก่อตั้งสหภาพแรงงานบาริสต้า เชียงใหม่ชี้ว่า หากนำค่าแรงขั้นต่ำของจังหวัดเชียงใหม่ โดยเฉพาะในอำเภอเมืองมาคำนวณเป็นค่าล่วงเวลา แสดงว่า บาริสต้าจะต้องได้ค่าล่วงเวลาในวันทำงานปกติที่ 71.25 บาทต่อชั่วโมง
“โดยการเอาเปรียบค่า OT มี 2 รูปแบบ หนึ่งคือไม่จ่ายเลย เป็น OT ฟรี และสองคือจ่ายแต่จ่ายไม่ครบ เช่น บอกว่าให้ OT ชั่วโมงละ 50 บาท แบบเหมาจ่าย ทำงานเกินเวลาให้ชั่วโมงละ 50 บาท ซึ่งผิดกฎหมาย เพราะให้ไม่ครบ 71.25 ลองเอามาลบ 50 บาท เท่ากับนายจ้างได้กำไรเพิ่ม 21.25 บาทต่อชั่วโมง แรงงานเสียส่วนต่าง 21.25 บาทต่อชั่วโมง

“สมมติเดือนหนึ่งทำงาน 26 วัน เพราะหยุดสัปดาห์ละ 1 วัน ถ้าทำ OT วันละ 1 ชั่วโมง ส่วนต่าง 21.25 คูณ 26 วัน เท่ากับเงินเดือนหายไปเดือนละ 552 บาท ถ้าทำงาน 1 ปี คูณ 12 เดือน เงินหายไป 6,630 บาท ถ้าทำงาน 4 ปี เงินหายไป 26,520 บาท เท่ากับเงินเดือน 2 เดือนที่หายไป” เริงฤทธิ์กล่าว
ข้อมูลจากบทความ บาริสต้าในเชียงใหม่: วิกฤติสิทธิแรงงานของคนทำกาแฟใน ‘เมืองหลวงกาแฟ’ โดย ภาสกร ญี่นาง เผยแพร่บนเว็บไซต์ The Momentum ในปี 2565 ชี้ว่า ร้านกาแฟบางแห่งยังใช้วิธีการจ้างงานแบบชั่วคราวคิดเป็นค่าแรงรายชั่วโมงเพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายค่าจ้างในวันหยุดประจำสัปดาห์ และใช้วิธีการให้สวัสดิการอื่นๆ เช่น อาหารกลางวัน ที่ท้ายที่สุดรายจ่ายดังกล่าวจะถูกนำไปหักจากค่าแรงของบาริสต้า ส่งผลให้ค่าแรงของบาริสต้าไม่ถึงเส้นค่าแรงขั้นต่ำ ขณะเดียวกัน ยังกำหนดเวลาเข้า-ออกงานไว้ที่ 7.00-17.00 น. บางแห่งกำหนดไว้ที่ 12.00-22.00 น. ซึ่งเกินเวลาทำงานตามที่กฎหมายกำหนด และไม่ได้ค่าตอบแทน

นอกจากนี้ ร้านกาแฟบางแห่งยังไม่จัดสรรเวลาพักให้ตรงกับที่กฎหมายกำหนดไว้ที่ 1 ชั่วโมง โดยให้บาริสต้าพักกินข้าวเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งแม้จะเป็นบทความที่เขียนไว้หลายปีแล้ว แต่เริงฤทธิ์ชี้ว่า การถูกเอาเปรียบลักษณะนี้ยังคงอยู่
ที่สำคัญ บาริสต้ายังคงเผชิญกับการปรับสภาพการจ้างงานที่ไม่เป็นธรรม โดยเริงฤทธิ์ ยกตัวอย่างกรณีของบาริสต้าซึ่งเป็นหญิงตั้งครรภ์ ถูกลดเงินเดือนจาก 15,000 บาท เหลือ 11,000 บาท ด้วยเหตุผลคือ ‘ตั้งท้อง’ ซึ่งนายจ้างมองว่าแรงงานทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ แม้ว่ากรณีดังกล่าวจะผิดกฎหมายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และการปรับสภาพการจ้างงานที่ทำให้ลูกจ้างเสียประโยชน์ต้องได้รับความยินยอมจากทั้งสองฝ่าย ทว่า นายจ้างอาจบีบบังคับให้ลูกจ้างยินยอมเซ็นเอกสารปรับสภาพการจ้างงานเพื่อให้ตนยังคงได้ทำงานต่อไป

ท้ายที่สุด หากแรงงานต้องการลาออก นายจ้างมักใช้อุบายหาข้อความผิดพลาดเพื่อหักค่าประกันการทำงานหรือใช้เป็นข้ออ้างในการหักหรือไม่จ่ายเงินเดือน โดยอ้างว่าการลาออกของลูกจ้างทำให้นายจ้างเสียหาย
“แต่นายจ้างส่วนใหญ่ในเชียงใหม่ยังคิดว่า คุณทำให้ผมเสียหาย ผมจะปรับคุณ ผมจะไม่ให้เงินเดือนคุณ ซึ่งมันคนละเรื่องกันเลย แรงงานทำงานต้องได้เงินเดือน ไม่ว่าความเสียหายจะเกิดขึ้นหรือไม่ ความเสียหายที่นายจ้างชอบอ้างต้องเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงและคำนวณเป็นตัวเงินได้ ไม่ใช่ความเสียหายทางจิตใจ ความรู้สึก หรืออารมณ์ ถามว่ามันเกิดความเสียหายไหม ใช่ แต่จะตีเป็นตัวเงินอย่างไร
“และบางครั้งความเสียหายไม่ได้พิสูจน์มาในแบบที่แรงงานยอมรับได้ เช่น เก้าอี้พัง ผมเสิร์ชดู เก้าอี้ราคาแค่ 150 บาท แต่นายจ้างบอกว่าจะหัก 1,000 บาท มันเป็นราคาที่แรงงานทำงานแล้วต้องมาชดใช้ค่าเสียหาย ซึ่งจริงๆ แล้วเกิดจากการสั่งงานของนายจ้าง ซึ่งแรงงานไม่มีสิทธิที่จะปฏิเสธว่าความเสียหายนี้ไม่ได้เกิดจากเขา หรือความเสียหายนี้มาจากการที่นายจ้างสั่งงาน แรงงานไม่มีอำนาจต่อรองมากพอที่จะคัดค้านสิ่งที่นายจ้างกำหนด แม้แต่ความเสียหายที่มันจะริบเงินเดือนเราไป”

กฎหมายยังผลักให้เหยื่อเป็นผู้พิสูจน์ตนเอง
โดยปกติ หากแรงงานได้รับค่าแรงที่ไม่เป็นธรรมจากนายจ้าง หรือการผิดข้อตกลงระหว่างลูกจ้างและนายจ้าง สามารถแจ้งไปยังพนักงานตรวจแรงงาน ที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่ เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงอันจะนำมาสู่คำสั่งต่อนายจ้างหรือลูกจ้างที่เป็นธรรม
แต่เริงฤทธิ์มองว่า ในกระบวนการยุติธรรมนี้ ยังคงฉาบด้วยความลำบากของตัวแรงงานเองที่ต้องเป็นผู้พิสูจน์การกระทำผิดของนายจ้าง โดยเฉพาะการหาหลักฐานเป็นประจักษ์ว่า นายจ้างโกงเงินค่าแรง กลั่นแกล้งในที่ทำงาน หรือผิดข้อตกลง
“มันไม่เหมือนกฎหมายทั่วไปที่คนถูกกล่าวหาต้องพิสูจน์ตัวเองว่าไม่ได้ทำ ในกรณีแรงงาน ถ้าแรงงานบอกว่านายจ้างละเมิดสิทธิแรงงาน ไม่ใช่นายจ้างต้องไปหาหลักฐานว่าตัวเองไม่ได้ละเมิด แต่แรงงานต้องรวบรวมข้อมูลหลักฐานว่า นายจ้างคนนี้ละเมิดสิทธิแรงงาน ซึ่งข้อมูลหลักฐานส่วนใหญ่ก็อยู่กับนายจ้าง เช่น ข้อมูลการเข้างาน ข้อมูลเงินเดือน กล้องวงจรปิด”
“ที่สำคัญ แรงงานต้องพิสูจน์ให้ได้ 100% ด้วย ผมยกตัวอย่างน้องที่ตั้งครรภ์ มีอีกเรื่องหนึ่งคือเขาเป็นบาริสต้า แล้วนายจ้างตกลงปากเปล่าว่า ถ้าระหว่างทำงานหรือหลังเลิกงาน ถ้ามีเวลาว่าง พักเที่ยง ให้เขาเพาะชำต้นกาแฟเล็กๆ แล้วจะจ่ายต้นละ 3 บาท แต่พอเขาทำไปหลายร้อยต้น 500-600 ต้น มีพยานเป็นคนสวนที่ต้องรดน้ำต้นกาแฟ มีต้นกาแฟนั้นจริง มีการนับต้นกาแฟจริง มีพยานจริง แต่ไม่มีหลักฐานข้อตกลงที่คุยกับนายจ้าง”
ข้อตกลงทางวาจาเป็นหลักฐานที่พิสูจน์ได้ยาก ในกรณีนี้แรงงานต้องพิสูจน์ให้พนักงานตรวจแรงงานว่า มีการตกลงกันจริงผ่านทางวาจา ทว่า แม้จะมีหลักฐานจากพยานกว่า 99.99% แล้ว แต่เริงฤทธิ์ชี้ว่า หากขาดไปเพียง 0.01% ก็ไม่สามารถให้ความมั่นใจกับผู้ถูกกระทำได้ว่าจะได้รับความยุติธรรมกลับคืนมา
ที่สำคัญ การจะผลักดันให้แรงงานลุกขึ้นคัดค้านการกระทำของนายจ้าง ยังมีข้อกังวล ด้วยความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างที่ไม่เท่ากัน นายจ้างอาจใช้อำนาจเหนือในการข่มขู่ลูกจ้าง เช่น การขู่ว่าจะหักเงินเดือน ไล่ออก หรือใช้งานหนัก ซึ่งลูกจ้างที่ไม่เข้าใจกฎหมายแรงงานมากนักและไม่มีทางเลือกอื่นในการหารายได้ จึงต้องจำยอมไปตามที่นายจ้างกำหนด
ความเปราะบางจากการไม่มีหลักประกันชีวิต
เริงฤทธิ์ให้ข้อมูลว่า บริบทการจ้างงานในจังหวัดเชียงใหม่ทำให้บาริสต้าเปราะบางจากการไม่มีเบาะรองรับทางสังคม เนื่องจากแรงงานจำนวนมากไม่ได้เข้าระบบประกันสังคม ดังนั้น การว่างงานจึงเท่ากับการสูญเสียรายได้ ในขณะที่ยังมีค่าใช้จ่าย ฉะนั้น บาริสต้าจึงมีเวลาสั้นๆ เพื่อรีบหางานใหม่ก่อนประสบปัญหาทางการเงิน ในสถานะที่ต้องจำยอมต่อนายจ้างที่กดขี่ค่าแรงเพื่อให้ได้งานทำ
ผู้ก่อตั้งสหภาพแรงงานบาริสต้า เชียงใหม่ยังชี้ว่า ความไม่เป็นธรรมในการทำงานบาริสต้า ยังส่งผลต่ออายุการทำงานของแรงงานที่สั้นกว่าปกติ เนื่องจากทนไม่ได้กับการถูกเอารัดเอาเปรียบทั้งค่าแรงที่ไม่เป็นธรรม และการลิดรอนสิทธิแรงงานโดยนายจ้าง ซึ่งทำให้ถูกมองว่าไม่ควรเป็นอาชีพหลักที่เลี้ยงชีพตนเองได้ และยังส่งผลต่อภาพลักษณ์ของวงการบาริสต้า ทำให้ถูกมองว่าเป็นอาชีพที่ไร้ความมั่นคง
“และอาชีพนี้ช่องทางการเติบโตค่อนข้างแคบ ผมเคยเห็นงานศึกษาของอาจารย์จากจุฬาฯ ประมาณปี 2561 ที่ศึกษาว่าในอุตสาหกรรมบริการ ซึ่งรวมบาริสต้าด้วย คนทำงานส่วนใหญ่มีอายุเฉลี่ยเท่าไร น่าแปลกใจว่าค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 33 ปี ช่วงอายุของการทำงานด้านบริการมันน้อยมาก เพราะวัฒนธรรมบ้านเรามองว่างานบริการต้องเป็นคนหนุ่มสาว เมื่อคุณอายุเกินมาตรฐาน เช่น 35 หรือ 40 ที่ทางและเหตุผลของคุณในงานบริการก็จะไม่มีแล้ว
“ในวงการบาริสต้า คุณอาจไม่ถูกปฏิเสธตรงๆ ว่า คุณแก่แล้ว ควรย้ายงาน แต่จะถูกแรงกดดันจากสังคม ซึ่งคุณรู้สึกได้ มันไม่ได้คิดไปเอง และอาชีพนี้มี Turnover สูงมาก เปลี่ยนเข้าออกง่าย อายุเฉลี่ยของแรงงานภาคบริการที่จะทำงานในที่หนึ่งอยู่ที่ 1.3 ปี คือทำงานไม่เกิน 1.3 ปี ก็ย้ายไปที่อื่นแล้ว สะท้อนว่าการจ้างงานในอาชีพบริการเปราะบาง เพราะเปลี่ยนเข้าออกง่าย และต้องอ้างอิงกับฤดูกาลด้วย”

หลายคนอาจตั้งคำถามว่า ทำไมบาริสต้าจึงไม่ขยับมาเป็นผู้ประกอบการเสียเอง หากทนแรงกดขี่และการเอารัดเอาเปรียบจากนายจ้างไม่ไหว ผู้ก่อตั้งสหภาพแรงงานบาริสต้าเห็นว่า การทำร้านกาแฟของตัวเองอาจเป็นความฝันของใครหลายคนที่เป็นบาริสต้าอยู่ในร้านกาแฟสักแห่ง ทว่า ความต้องการของบาริสต้าบางคน เพียงได้ทำสิ่งที่รักอย่างการชงกาแฟก็ถือว่าครอบคลุมความต้องการแล้ว ขณะเดียวกัน การเป็นผู้ประกอบการไม่ใช่ว่ามีใจเพียงอย่างเดียวแล้วสามารถเป็นได้ แต่ต้องมี ‘ทุน’ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการจะก้าวขึ้นเป็นผู้ประกอบการร้านกาแฟ
“คนทำงานบาริสต้าจำนวนมากถูกผลักให้ไปเป็นผู้ประกอบการ โดยไม่รู้เลยว่าการเป็นผู้ประกอบการต้องมีความรู้อะไรบ้าง กฎหมายแรงงานรู้หรือยัง ภาษีรู้หรือยัง การจัดการรู้หรือยัง การชงกาแฟกับการจัดการ Management นั้น เป็นคนละศาสตร์กัน
“ผมชอบทำกาแฟ แต่ผมไม่ชอบการบริหาร ดังนั้นความฝันของผมไม่ใช่การเป็นผู้ประกอบการ ผมอยากทำงานในสิ่งที่รักจนถึงอายุเกษียณ และคำว่าเกษียณของผมคือค่าแรงและเงินเกษียณมากพอให้หยุดทำงานตามที่กฎหมายบอกว่าคนอายุ 60 ควรเกษียณ ผมไม่ได้คาดหวังชีวิตเลิศหรู แค่อยู่ได้อย่างปกติสุข แต่แค่ฝันง่ายๆ แบบนี้ อาชีพบาริสต้ายังไปถึงยาก แต่ก็ไม่แปลกที่คนทำงานในอุตสาหกรรมบริการหรือกาแฟจะคิดว่า ปลายทางต้องเป็นผู้ประกอบการ เพราะไม่มีทางเลือกอื่น ไม่อย่างนั้นคุณไม่สามารถเลี้ยงตัวเองและครอบครัวในสถานะของแรงงานต่อไปได้” ผู้ก่อตั้งสหภาพแรงงานบาริสต้า เชียงใหม่ กล่าว

จะร่วมกันสู้หรือจะเป็นส่วนหนึ่งของการกดขี่
บทสรุปสถานการณ์ของบาริสต้า เชียงใหม่ในวันนี้ อาจไม่ได้ดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับ 4 ปีก่อนหน้านี้ และยังพบการละเมิดสิทธิแรงงานอย่างต่อเนื่อง เริงฤทธิ์สะท้อนว่า ปัจจุบัน เสียงเรียกร้องของแรงงานยังคงขอให้นายจ้างทำตามกฎหมายแรงงาน ซึ่งไม่ควรมีประเทศใดต้องเช่นนี้ เพราะควรเป็นสำนึกทั่วไปที่ทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ทว่า การกดดันให้นายจ้างทำตามกฎหมายนั้นจะไม่มีทางสำเร็จเลย หากประชาชนผู้เป็นแรงงานไม่รวมพลังกันต่อสู้ กดดัน และสอดส่องการกระทำผิด
ลองคิดดูว่า หากไม่เกิดสหภาพแรงงานบาริสต้า เชียงใหม่ ขึ้นเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ณ วันนี้จะมีใครรู้หรือไม่ว่า บาริสต้าถูกทำให้กลายเป็นแรงงานชั้นล่างด้วยค่าแรงที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน สวัสดิการที่น้อยนิด และเป็นเงินที่ไม่มั่นคง ด้วยฝีมือของนายจ้างและระบบการจ้างงานที่ไม่เป็นธรรม กลับกัน แรงงานจำนวนมากจะรู้หรือไม่ว่า ตัวเองสามารถลุกขึ้นสู้กับความไม่เป็นธรรมที่ได้รับระหว่างการทำงานได้ ทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลหนึ่งในการก่อตั้งสหภาพ นั่นคือการเป็นปากเสียงแทนแรงงานนับล้านชีวิตที่เผชิญกับความอยุติธรรม
เช่นเดียวกัน แม้ว่าขั้นต่ำของการตั้งสหภาพแรงงานบาริสต้า เชียงใหม่ คือการเรียกร้องให้เหล่าผู้ประกอบการและนายทุนทั้งหลายทำตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน แต่จะไปถึงจุดนั้นได้ ไม่ใช่แค่คนชงกาแฟเท่านั้น ทว่า หากคนดื่มกาแฟไม่ร่วมรับรู้ถึงปัญหานี้ด้วย พลังในการต่อสู้คงไม่มากพอที่จะคัดง้างกับกฎหมายและนายจ้างได้

อ้างอิง
https://themomentum.co/ruleoflaw-barista-chiang-mai/
Tags: ค่าแรง, ค่าแรงเชียงใหม่, ค่าแรงบาริสต้า, เริงฤทธิ์ ละออกิจ, Feature, เชียงใหม่, กาแฟ, ค่าแรงขั้นต่ำ, บาริสต้า




