วันนี้ (28 เมษายน 2569) ที่ทำเนียบรัฐบาลมีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ของภาคครัวเรือน โดยจะยกเลิกสัญญาการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการพลังงานหมุนเวียนในอดีตที่ได้รับการสนับสนุนในรูปแบบส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) ซึ่งเป็นการต่อสัญญาอัตโนมัติ ที่มีกว่า 4,000 เมกะวัตต์ เป็นต้นทุนในการผลิตไฟฟ้ากว่า 3-5 บาท และเป็นภาระที่ส่งผ่านมาทางค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) ประมาณ 20 สตางค์
นอกจากนั้นก่อนการเข้าประชุม ครม. เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า รัฐบาลจะดำเนินการปรับค่าไฟฟ้าใหม่ โดยครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วย จะคิดค่าไฟฟ้าอยู่ที่หน่วยละ 3 บาท ขณะที่ครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 201-400 หน่วย จะคิดค่าไฟฟ้าอยู่ที่หน่วยละ 3.95 บาท และครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้า 400 หน่วยขึ้นไป จะคิดค่าไฟฟ้าอยู่ที่หน่วยละ 5 บาท ตั้งเป้าใช้บิลแรกเดือนมิถุนายน 2569
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานชี้แจงว่า ที่ผ่านมาค่าไฟแพงขึ้น เป็นเพราะการกำหนดค่า Ft ตามราคาก๊าซธรรมชาติที่นำเข้ามา เมื่อเกิดปัญหาในตะวันออกกลาง ค่าก๊าซธรรมชาติสูงขึ้นเป็นเท่าตัว จึงทำให้ค่าไฟฟ้าแพง เพราะประเทศไทยพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซ
ทั้งนี้ การปรับสูตรค่าไฟฟ้าใหม่จะทำให้ค่าไฟฟ้าทั้งระบบมี ‘ราคาถูกลง’ ราว 30-40% โดยการปรับโครงสร้างในครั้งนี้ จะปรับเฉพาะภาคครัวเรือนประมาณ 23 ล้านครัวเรือน ขณะที่ภาคกิจการ อุตสาหกรรรม และภาคการเกษตรจะไม่เกี่ยวข้อง
ขณะที่ประเด็นความกังวลของประชาชน ครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าเกิน 400 หน่วย จะต้องจ่ายหน่วยละ 5 บาททั้งหมดนั้น เอกนัฏยืนยันว่า ไม่ใช่ เพราะค่าเฉลี่ยค่าไฟฟ้าเมื่อเทียบกับโครงสร้างปัจจุบันอยู่ที่หน่วยละ 3.88 บาท จะคิดคำนวณเหมือนภาษีขั้นบันได ดังนั้น การปรับโครงสร้างราคาไฟฟ้าใหม่ เมื่อใช้ไฟฟ้าเกิน 200 หน่วยจะได้ประโยชน์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานประเมินว่า สำหรับครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยแรก จะได้รับประโยชน์ ค่าไฟฟ้าถูกลง 20% ขณะที่ครัวเรือนผู้ใช้ไฟฟ้าเกิน 200 หน่วยขึ้นไป จะได้อานิสงส์จาก 200 หน่วยแรกที่ถูกลง 10%
ทั้งนี้ ในการประชุม ครม.วันนี้ เอกนัฏเปิดเผยว่า จะนำวาระของกระทรวงพลังงานซึ่งเป็นวาระแห่งชาติเข้าที่ประชุมด้วย ไม่ว่าจะเป็นการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้า และการส่งเสริมการใช้โซลาร์รูฟท็อป โดยจะลดขั้นตอนให้ขออนุญาตเพียงหน่วยงานเดียว ใช้เวลาไม่เกิน 30 วัน
นอกจากนั้น ยังมีวาระการส่งเสริมการใช้จักรยานไฟฟ้าและจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศไทย และการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพในหน่วยงานราชการ ไฟบนพื้นถนน รวมถึงการลดค่าไฟฟ้าถาวร โดยใช้มติของ ครม.เข้าไปเจรจายกเลิกเปลี่ยนสัญญาโครงสร้างค่าไฟฟ้าที่เป็นสัญญาทาสชั่วนิรันดร์ และจะลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้า ผ่านการลดการนำเข้า หากช่วยใช้พลังงานแสงอาทิตย์แทน
ทั้งนี้ ในวันเดียวกัน สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระด้านการเงิน โพสต์วิจารณ์แนวคิดการยกเลิก Adder และการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าสำหรับภาคครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าเกิน 400 หน่วย เป็นหน่วยละ 5 บาทว่า เป็นการปรับค่าไฟฟ้าที่ไม่เป็นธรรม เพราะให้ประชาชนมาอุดหนุนกันเอง
ขณะที่ Adder จากนโยบายสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนในอดีตจะทยอยหมดอยู่แล้ว ดังนั้นสิ่งที่สฤณีเห็นว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานจะต้องทำมากกว่า คือการเจรจาแก้ไขสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโรงงานฟอสซิลและสัญญา Take-or-Pay (สัญญาที่รัฐต้องจ่ายเงินให้โรงไฟฟ้า ทั้งที่ไม่ได้เดินเครื่องผลิตไฟฟ้า) ทั้งหลายที่รัฐต้องจ่ายค่าความพร้อมจ่าย (Availability Payment: AP) เพราะรัฐคาดการณ์ใช้ไฟฟ้าสูงเกินจริงมาโดยตลอด
ส่วนการสนับสนุนให้ติดตั้งโซลาร์ สฤณีเห็นว่า เป็นเรื่องที่ดี แต่รัฐมนตรีสามารถทำได้มากกว่านี้ เช่น การปรับโควตา 90 เมกะวัตต์บนหลังคาครัวเรือน มาเป็นระดับที่ 2,000-3,000 เมกะวัตต์ โดยให้ความสำคัญกับโซลาร์ประชาชนมากกว่าโซลาร์ฟาร์มเอกชน
สฤณียังทิ้งท้ายด้วยว่า แผนการผลิตไฟฟ้า (Power Development Plan: PDP) ฉบับใหม่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานควรไปดูให้มีความมั่นใจว่า จะสอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero ของไทย ซึ่งจะไม่มีแนวคิดที่จะเพิ่มโรงไฟฟ้าก๊าซอีก 6,300 เมกะวัตต์
Tags: ค่าไฟฟ้า




