จบไปแล้วกับรอบ Final Walk ของ THE FACE MEN SEASON 4 ต้องขอแสดงความยินดีกับ ‘ปอม กมลภพ’ ที่คว้าชัยชนะในซีซันนี้ ให้กับทีมเมนเทอร์ออฟ จุมพล ที่แฟนคลับรายการต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าเหมาะสมแล้ว ทั้งผลงานของผู้แข่งขันที่พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ รวมไปถึงเมนเทอร์ที่สร้างสีสันให้กับรายการมาโดยตลอด
THE FACE MEN SEASON 4 ถือเป็นอีกหนึ่งซีซันที่มีกระแสในโซเชียลฯ ไม่ว่าจะเป็นความโดดเด่นของมาสเตอร์คลาส แคมเปญ การทะเลาะกันของเหล่าเมนเทอร์ มีมตลกจากผู้เข้าแข่งขัน หรือแม้แต่ดราม่าจากมาสเตอร์เมนเทอร์อย่าง คุณชายอดัม และคุณเต้ เจ้าของรายการชัยชนะของปอม ถือได้ว่า ‘สมมง’ เพราะตีคู่มากับ คิมหันต์ รณกร จากทีมแพนดา หรือเมนเทอร์แพนเค้ก และเมนเทอร์อนันดา พร้อมกับ ภีม ณัฐภัทร จากทีมเมนเทอร์มาย ซึ่งเกือบจะปิดจบซีซันอย่างสมบูรณ์ ถ้าไม่เกิดซีน ‘จูบ’ อย่างไม่มีเหตุไม่มีผล บนเวทีเดินแบบครั้งสุดท้าย ก่อนการประกาศผล
‘การจูบบนรันเวย์’ เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในหลายรันเวย์จากหลายแบรนด์ แต่มันต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการแสดง กล่าวคือ การซ้อมและจัดเตรียม เพื่อสื่อสารความหมายของเรื่องราว หรืออัตลักษณ์ที่แบรนด์นั้นๆ ต้องการนำเสนอในแต่ละคอลเลกชัน
แต่ในรอบ FINAL WALK ของ THE FACE MEN SEASON 4 ซึ่งมีการจูบบนรันเวย์ หลังจบรายการ ปอมให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่า ‘ตกใจ’ เพราะไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน และเมนเทอร์ออฟเองก็ตกใจเช่นกัน
ทั้งนี้ จากอีกหนึ่งการสัมภาษณ์ของปอม ได้มีการบอกว่า “คุยๆ กันว่าจะแข่งขันหรือเอาตำนาน ก็คุยกันแหละว่าจะเอาตำนาน แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นอะไร” และต่อมาก็พูดต่อว่า “ก็มีแบบส่งซิกให้กันบ้าง แต่เราก็ไม่คิดว่าจะเป็นอะไรแบบนี้ ก็เหมือนที่ทุกคนเห็นแหละครับ”
การจูบควรตั้งอยู่บน ‘ความยินยอม’ ทุกครั้ง
เพราะความยินยอม (Consent) ไม่ได้เป็นเพียงการ ‘ตอบตกลง’ หรือ ‘ไม่ปฏิเสธ’ ในสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่งเท่านั้น แต่เป็นกระบวนการที่ต้องเกิดขึ้นอย่างชัดเจน และอยู่บนฐานอำนาจที่เท่าเทียมกัน
กล่าวคือ การที่บุคคลหนึ่งไม่ทันได้ปฏิเสธ หรือ ‘จำเป็นต้องปรับตัวตามสถานการณ์เฉพาะหน้า’ ไม่สามารถนับว่าเป็นความยินยอมได้ โดยเฉพาะในบริบทของการทำงาน ที่ผู้ปฏิบัติงานอาจต้องรักษาภาพลักษณ์ของความเป็นมืออาชีพ
แน่นอนว่าหากพูดถึง ‘ความเป็นมืออาชีพ’ ก็คงต้องยอมรับ เพราะสามารถจัดการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างดี เพราะจู่ๆ ระหว่างเดินแบบก็โดนคว้าตัวไปจูบ โดยไม่ได้มีการเตรียมตัว หรือแม้แต่ขออนุญาตกันก่อน แม้ว่าในแคมเปญ หรือการแข่งขันก่อนหน้านี้ ทั้งสองคนจะเคยจูบกันมาแล้ว ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่ต้องขอความยินยอมอีกครั้ง
ทั้งสองคนเคยจูบกันมาแล้ว ใช่ คุณอ่านไม่ผิด แต่ทั้งสองจูบกันในฐานะผู้เข้าแข่งขัน เพื่อนร่วมงาน และตัวละครในแคมเปญ Spirit of Unity หรือการถ่ายแฟชั่นวิดีโอใต้น้ำ ที่มีเนื้อหาเป็นฉากเลิฟซีน หรือการจูบเพื่อช่วยเหลือคนรักของตนเองที่กำลังจมน้ำ
โดยทั้งสองคนถ่ายทอดอารมณ์และจัดวางร่างกายได้อย่างดี จนได้รับเลือกเป็นแฟชั่นวิดีโอที่ดีที่สุดของสัปดาห์ แต่ก็ต้องเลือกผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว และแน่นอนว่าหลังจากออนแอร์ก็เกิดกระแสในโลกออนไลน์ อย่าง #คิมปอม และ #ปอมคิม ที่แม้แต่ตัวผู้เข้าแข่งขันเองก็นำสองแฮชแท็ก (Hashtag: #) นี้ มาใช้ในการโพสต์คลิปวิดีโออื่นๆ เช่นกัน
‘การ (ดึงไป) จูบบนรันเวย์’ FINAL WALK ของ THE FACE MEN SEASON 4 ระหว่างคิมกับปอม จึงดูเหมือนเป็นการเควียร์เบต มากกว่าการพยายามจะทำการแสดง
เควียร์เบต (Queerbait) หรือ ‘เควียร์ให้คลิก’ คือแนวปฏิบัติในวงการบันเทิงและเนื้อหาสื่อ ที่มักใส่ตัวละครหรือความสัมพันธ์ให้ดูมีโอกาสว่าจะเป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQIA+) เพื่อดึงดูด เอาใจ ตลอดจนทำกำไรจากผู้ชมที่มีความหลากหลายทางเพศเช่นกัน แต่มักจะทำโดยไม่บอกชัดเจนถึงรสนิยมทางเพศ หรือตัวตนของตัวละครเหล่านั้น เพื่อไม่ให้สูญเสียกลุ่มเป้าหมายที่เป็นกลุ่มอนุรักษนิยมไป
แล้วทำไมในกรณีของคิมหันต์และปอมจึงเข้าข่ายเควียร์เบต เพราะแน่นอนว่าทั้งรายการและผู้เข้าแข่งขัน ต่างพยายามนำเสนอความสัมพันธ์และโมเมนต์ เพื่อสร้างกระแสให้รายการและตนเอง หรือกล่าวง่ายๆ ว่า ‘เป็นการนำเอาอัตลักษณ์ทางเพศมาแสวงหาประโยชน์อย่างไม่สมควร’
แม้ว่าทั้งสองจะไม่เคยพูดถึงรสนิยม อัตลักษณ์ และการแสดงออกทางเพศ ซึ่งเป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่ท้ายที่สุดแล้ว การกระทำต่างๆ ตั้งแต่การจูบอย่างไม่มีต้นสายปลายเหตุ และการขายจิ้นในชีวิตประจำวัน ก็ยังถือเป็นการ ‘เควียร์ให้คลิก’ อยู่ดี
เหตุการณ์นี้ ยังสะท้อนให้เห็นการทำงานของเพศสภาวะ ในฐานะสิ่งที่ถูกสร้างและแสดงออก (Performed) มากกว่าการเป็นสิ่งที่ตายตัว กล่าวคือ ร่างกายของผู้เข้าแข่งขันไม่ได้เป็นเพียงร่างกายของบุคคล แต่ถูกทำให้กลายเป็น ‘พื้นที่การแสดง’ ที่ถูกออกแบบ ควบคุม และผลิตซ้ำผ่านสายตาของผู้ชมและอุตสาหกรรมบันเทิง
การจูบบนรันเวย์ในครั้งนี้ จึงเป็นเหมือนการกระทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนบุคคลที่พึ่งพากรอบความเป็นชายแบบเดิม จากการไม่ยืนยันอัตลักษณ์ทางเพศอย่างชัดเจน และคงไว้ซึ่งความกำกวม เพื่อให้ผู้ชมทุกกลุ่มสามารถบริโภคได้ ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้น จึงไม่ใช่การเปิดพื้นที่ให้กับความหลากหลายทางเพศ แต่เป็นการจัดวางและควบคุมความหลากหลายทางเพศ ให้อยู่ในรูปแบบที่อุตสาหกรรมสามารถใช้ประโยชน์ได้
มิหนำซ้ำ การกระทำเช่นนี้ หรือการเอาความหลากหลายทางเพศ หรือความลื่นไหลทางเพศ (Queer) มาใช้ประโยชน์ที่สร้างภาพลักษณ์เชิงลบเช่นนี้ อาจเป็นการสร้างภาพจำ หรือภาพตัวแทนของผู้มีความหลากหลายทางเพศ โดยเฉพาะกลุ่มชายรักชาย หรือเกย์ ว่าเป็นกลุ่มคนที่ชอบฉวยโอกาสทางเพศ จากการจูบโดยไม่ได้ขออนุญาตและไม่ได้เตรียมพร้อม
เพราะการจูบโดยไม่ได้ขออนุญาตและไม่ได้เตรียมพร้อม ถือเป็นการละเมิดสิทธิบนเรือนร่างของผู้อื่น ที่แม้ว่าเจ้าตัว หรือผู้ถูกกระทำ (อาจ) ไม่ได้เดือดร้อน หวาดกลัว หรือเสียใจ
ในขณะเดียวกัน ก็อาจมีผู้ที่เห็นโอกาสว่าสามารถทำได้ และนำไปทำตาม โดยใช้ข้ออ้างในลักษณะเดียวกัน หรือการอ้างหน้าที่การงานมาใช้ในการล่วงละเมิดทางเพศเพื่อนร่วมงาน โดยเฉพาะในวงการสื่อและแฟชั่น ที่จำเป็นต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ระหว่างที่กำลังทำการแสดง หรือโชว์ต่างๆ อยู่เสมอ
การยืนยันเรื่องความยินยอมจึงไม่ใช่เพียงการปกป้องปัจเจกบุคคล แต่เป็นการตั้งคำถามต่อสังคม ที่หากยังคงยอมรับเงื่อนไขเช่นนี้ต่อไป ก็อาจนำไปสู่การทำให้เส้นแบ่งของสิทธิในร่างกายเลือนรางลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะต่อผู้ที่มีอำนาจต่อรองน้อยกว่าในระบบการทำงาน
เหตุการณ์นี้ ไม่ได้เป็นเพียงดราม่าชั่วคราวของรายการเรียลลิตี้ หรือเซอร์ไวเวิล แต่ยังเป็นภาพสะท้อนของความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ระหว่างวัฒนธรรมร่วมสมัย หรือสื่อ กับบรรทัดฐานทางเพศ ที่ยังคงยอมให้ ‘ความบันเทิง’ มีสถานะเหนือ ‘สิทธิบนเรือนร่าง’ อย่างแนบเนียน
ภายใต้ตรรกะที่ทำให้การล่วงละเมิด สามารถถูกทำให้เบาบางลงได้ด้วยคำว่า ‘โชว์’ หรือ ‘การแสดง’ ภายใต้ฐานของ ‘ความเป็นมืออาชีพ’ ขณะเดียวกัน ความหลากหลายและลื่นไหลทางเพศ ที่ถูกทำให้ดูเหมือนว่าเป็นความก้าวหน้าและการเปิดกว้าง แท้จริงแล้วเป็นเพียงเครื่องมือเชิงสุนทรียะ ที่เกื้อหนุนให้อุตสาหกรรมบันเทิง สามารถหยิบใช้ได้ตามความเหมาะสม โดยไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบต่อความหมายหรือผลกระทบที่ตามมา
สิ่งที่น่ากลัวอาจไม่ใช่เพียงสิ่งที่เกิดขึ้น หรือตัวเหตุการณ์นี้ แต่เป็นปฏิกิริยาของสังคม ที่สามารถมองข้ามและมองผ่านไปได้อย่างรวดเร็ว ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น บ้างก็ยังเห็นชอบ หรือฟินกับเหตุการณ์ดังกล่าว ทั้งที่ในความเป็นจริง สิ่งที่ถูกทำให้เงียบ ไม่ใช่แค่เสียงของผู้ถูกกระทำ แต่คือหลักการพื้นฐานของการเคารพในร่างกายและศักดิ์ศรีของมนุษย์ ที่ไม่ควรถูกต่อรองด้วย ‘เรตติง’ หรือ ‘ไวรัล’
ที่มา:
– https://themomentum.co/screenandsound-the-face-men-season-4/
– https://themomentum.co/gender-consent-is-not-a-freepass/
– https://thestandard.co/pom-kamolpop-wins-the-face-men/
– https://www.facebook.com/share/p/1BBXCxsdBk/
– https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1430266715795914&set=a.571947078294553&type=3
– https://www.facebook.com/watch/?v=1744219663232844
Tags: จูบ, ปอม กมลภพ, คิมหันต์ รณกร, คิมปอม, Gender, The Face, Queerbait, The Face Men, THE FACE MEN SEASON 4




