***บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของซีรีส์***

เด็กใหม่ Girl From Nowhere: The Reset ซีรีส์ที่พยายามเล่าเรื่องปัญหาในรั้ว ‘โรงเรียน’ ที่ดูจะผิดฝาผิดตัวไปเสียหมด ตั้งแต่การจับคู่ ‘การยินยอมและสิทธิในเรือนร่าง-เด็กและเยาวชน’ ที่อาจนำไปสู่การทำให้เกิดความชอบธรรมในกรณีของอาชญากรรมใคร่เด็ก หรือแม้แต่ ‘My Body My Choice-จุดจบโศกนาฏกรรม’ ที่อาจนำไปสู่การโทษเหยื่อ (Victim Blaming) หรือแม้แต่การลดทอนคุณค่าของสิทธิในเรือนร่างของผู้หญิงและสิทธิสตรี

เด็กใหม่ Girl From Nowhere: The Reset เป็นซีรีส์ภาคต่อ ไม่สิ ต้องเรียกว่าภาคใหม่ จากซีรีส์เด็กใหม่ Girl From Nowhere ซึ่งเป็นเหมือนอีกหนึ่งจักรวาลเลยก็ว่าได้ จากการที่นำแนนโน๊ะมาเล่าเรื่องราวในโรงเรียน เพื่อตั้งคำถามกับสังคมอีกครั้ง

ทำไมถึงใช้คำว่า ‘จักรวาลใหม่’ เพราะในครั้งนี้เปลี่ยนตัวละครหลัก ที่หลายคนชื่นชมอย่างแนนโน๊ะ เนื่องจากทางทีมผู้สร้างเห็นว่า แนนโน๊ะไม่ใช่แค่ตัวละคร ที่ยึดรูปลักษณ์ภายนอก แต่เป็นเหมือนห้วงอารมณ์ ที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมสามารถตีความว่า แนนโน๊ะคือใคร

เด็กใหม่ Girl From Nowhere: The Reset จึงเป็นเหมือนการเริ่มใหม่อีกครั้ง และยังเป็นการเปิดพื้นที่ให้ซีรีส์สามารถตีความตัวละคร หรือประเด็นทางสังคมให้กว้างขึ้นกว่าเดิม จากเดิมที่มักหยิบยกปัญหาของสังคมไทยหรือสิ่งที่เกิดขึ้นในโรงเรียนไทย ก็ปรับเป็นการนำประเด็นทางสังคมระดับโลกมาพูดและตีความใหม่มากขึ้น

อย่างไรก็ตามปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ‘การตีความใหม่’ ก็นำมาซึ่งความไม่เห็นด้วย ทั้งต่อตัวนักแสดงหลักอย่าง เบ็คกี้-รีเบคก้า แพทรีเซีย อาร์มสตรอง ซึ่งในบทความนี้จะไม่วิพากษ์ถึงตัวนักแสดง แต่จะวิพากษ์ตัวบทหรือเนื้อหาการเล่าเรื่องของ เด็กใหม่ Girl From Nowhere: The Reset โดยเฉพาะตอนที่ 2 และตอนที่ 4 ที่เล่าเรื่องราวปัญหาของ ‘ผู้หญิง’ ได้อย่างผิดฝาผิดตัว

ผิดฝาผิดตัว คือสำนวนไทยที่หมายถึงการจับคู่ของสิ่งที่ไม่เหมาะสมกัน หรือไม่เข้าคู่กันอย่างที่ควรจะเป็น

นอกเหนือจากความผิดหวังของผู้ชม (รวมถึงผู้เขียน) จากการเล่าเรื่องราวในตอนที่ 1 ก็ส่งผลมาถึงความคาดหวังในตอนที่ 2 ซึ่งหวังว่าจะเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่กลับต้องผิดหวังอีกครั้งหนึ่ง ที่ในตอนดังกล่าวได้เล่าเรื่องราวของเด็กผู้หญิงในรั้วโรงเรียน ที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศจากการแอบถ่ายใต้กระโปรง

แนนโน๊ะ ตอนกางเกงใน

ใน EP ที่ 2 ซีรีส์นำเสนอเรื่องของกลุ่มนักเรียนชาย ที่แอบถ่ายใต้กระโปรงนักเรียนหญิงในรั้วโรงเรียน เพื่อนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ หรือค้าขายในกลุ่มนักเรียน ตลอดจนใช้เพื่อสำเร็จความใคร่ ซึ่งไม่ว่าจะทำเพื่ออะไร ก็ล้วนเป็นความผิด

สิ่งหนึ่งที่ซีรีส์ตอนนี้อาจเล่าได้ดีคือ ภาพตัวแทนของคุณครูหรือผู้ใหญ่ในเรื่อง ที่เมื่อเกิดเหตุอาชญากรรมทางเพศต่อผู้หญิงหรือเด็กหญิง ก็มักจะเริ่มต้นจากการกล่าวโทษเหยื่อ ซึ่งแน่นอนว่าทำให้เป็นการนับรวม ‘คุณครู’ เป็นผู้สมรู้ร่วมคิด หรือเป็นผู้ปล่อยให้เกิดอาชญากรรมทางเพศ จากเหตุแห่งการแอบถ่าย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า นอกจากอาชญากรผู้ทำผิดแล้ว ผู้มีอำนาจที่ปล่อยให้เกิดเหตุอาชญากรรมก็มีความผิดเช่นกัน

แต่เมื่อดำเนินเรื่องไปจนถึงตอนจบ ก็ต้องพบกับความผิดหวังครั้งยิ่งใหญ่ จากการที่ซีรีส์พยายามจะพูดเรื่องสิทธิในเรือนร่างและการยินยอม ซึ่งถือเป็นความพยายามที่ดี อย่างไรก็ตาม ‘การยินยอมต่อสิทธิในเรือนร่าง’ ต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อม เนื่องด้วยซีรีส์เรื่องนี้เล่าเรื่องราวผ่านสังคมในโรงเรียน ซึ่งแน่นอนว่าตัวละครหลักต้องเป็น ‘เด็กและเยาวชน’ (แม้ว่านักแสดงจะบรรลุนิติภาวะแล้วก็ตาม)

การที่กล่าวถึงการยินยอมต่อสิทธิในเรือนร่างเด็กและเยาวชน ถือเป็นเรื่องอันตรายมาก หากเป็นไปตามในซีรีส์ เนื่องด้วยเหตุการณ์ล่วงละเมิดเด็ก โดยเฉพาะในสังคมไทย ก็มักหยิบยกการตั้งคำถามในเชิงของการโทษเด็กหรือการสมยอม ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดมหันต์ เนื่องด้วยการยินยอมต้องอยู่บนฐานของบุคคลที่มีอำนาจต่อรองที่เท่ากัน และสามารถวิเคราะห์ผลลัพธ์ในระยะยาวได้

อย่างไรก็ตามปัญหา (อาจ) ไม่ได้อยู่ที่การที่ซีรีส์พยายามหยิบยกประเด็นอย่าง ‘สิทธิในเรือนร่าง’ หรือการยินยอมมาพูด หากแต่อยู่ที่วิธีการเล่าเรื่องที่ละเลยบริบทเชิงอำนาจของตัวละคร โดยเฉพาะเมื่อเรื่องราวเกิดขึ้นในพื้นที่ของ ‘โรงเรียน’ ซึ่งเต็มไปด้วยความไม่เท่าเทียมเชิงโครงสร้างระหว่างเด็ก เยาวชน และผู้มีอำนาจ การนำเสนอ ‘การยินยอม’ โดยไม่ตั้งอยู่บนฐานของอำนาจต่อรองที่เท่าเทียม จึงไม่เพียงบิดเบือนความหมายของแนวคิดดังกล่าว แต่ยังเสี่ยงต่อการทำให้ความรุนแรงทางเพศถูกทำให้ดูเป็นเรื่องที่อธิบายได้ หรือเลวร้ายกว่านั้น คือถูกทำให้ดูเหมือนเป็นความสมัครใจของเหยื่อเอง

มิหนำซ้ำในตอนจบ ‘ตัวต้นเรื่อง’ หรือตัวละครหลัก ที่เป็นเหมือนผู้นำกลุ่มนักเรียนชายที่แอบถ่ายใต้กระโปรงนักเรียนหญิง ยังถูกลงโทษอย่างไม่สมเหตุสมผล เพียงแค่การใส่เครื่องถ่างตา แล้วให้แนนโน๊ะเปิดกระโปรง (เพื่อขายกางเกงในคอลเลกชันใหม่?) เพื่อทำตามเทคนิคลูโดวิโก (Ludovico Technique) หรือความพยายามในการเปลี่ยนพฤติกรรม จากการบังคับดูภาพที่โหดร้าย(?)

หรือแม้แต่จุดจบของผู้มีอำนาจหรือผู้ปล่อยให้เกิดเหตุอาชญากรรม ซึ่งเป็นแม่ของตัวละครหลัก คือการถูกแอบถ่ายและถูกเผยแพร่เสียเอง อันเป็นเหมือนการสะท้อนให้เห็นว่า ในการเรียกร้องสิทธิของผู้หญิงกลุ่มหนึ่ง ก็จะต้องมีผู้หญิงกลุ่มหนึ่งสูญเสียหรือถูกทำให้อับอาย ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วอาจไม่จำเป็นเลยเสียด้วยซ้ำ

แนนโน๊ะ ตอน ONLY NANNO

ใน EP ที่ 4 เป็นเรื่องราวของนักเรียนหญิง ที่พยายามผลักดันเรื่องสิทธิในเรือนร่าง ผ่านสโลแกน ‘My Body, My Choice’ ควบคู่ไปกับการใช้เพื่อหาแสงและเงิน ด้วยการขายความเซ็กซี่ผ่านเรือนร่างของตนเอง

สิ่งหนึ่งที่ซีรีส์ตอนนี้อาจเล่าได้ดีคือ คือภาพตัวแทนของคุณครู หรือผู้ใหญ่ในเรื่อง ที่ยืนอยู่บนฐานความคิดเชิงอนุรักษนิยม และมักต่อต้านแนวคิดเสรีนิยม อย่างสิทธิในเรือนร่างของผู้หญิง อย่างไรก็ตามแนวทางดังกล่าวอาจยอมรับได้ เมื่อซีรีส์ยังคงใช้สภาพแวดล้อมของโรงเรียน (ตามบทพูด ที่แม้ว่าชุดจะเหมือนชุดนักศึกษาก็ตาม) ซึ่งจากที่ได้วิพากษ์ไปก่อนหน้านี้ถึง ‘สิทธิในเรือนร่าง ในเด็กและเยาวชน’

แต่สิ่งที่เป็นเหมือน ‘การตบหน้า’ ต่อกลุ่มนักสิทธิสตรีเนื่องด้วยสโลแกน My Body, My Choice หนึ่งในการเคลื่อนไหวสิทธิสตรี ซึ่งเป็นความพยายามในการคืนอำนาจและสิทธิในเรือนร่างของผู้หญิง แต่สิ่งที่ปรากฏกลับเป็นเหมือน ‘วาทกรรมที่ลดทอนคุณค่า’ สู่การเป็นเพียงการสั่งสอนหรือแข่งขันกันเองของผู้หญิง

ทั้งนี้ยังสร้างมุมมองแง่ลบต่อกลุ่มผู้ผลิตเนื้อหาสื่อสำหรับผู้ใหญ่หรือสื่อทางเพศ อย่างไรก็ตามต่อให้สร้างมุมมองเชิงบวกก็อาจไม่เหมาะสม เพราะบริบทของซีรีส์ที่ตั้งอยู่บน ‘โรงเรียน’ อันหมายถึงความเป็นผู้เยาว์ ที่อาจไม่สมควรจะประกอบอาชีพดังกล่าว ตลอดจนการตอกย้ำผ่านตัวละครผู้อำนวยการโรงเรียนที่ซื้อบริการนักเรียนหญิง โดยอ้างความชอบธรรมผ่านการยินยอมและการตกลงซื้อขาย อันเป็นการทำให้เรื่องเพศเป็นสินค้า โดยอยู่บนฐานที่ไม่เท่าเทียมกัน

มิหนำซ้ำในตอนจบยังย้อนกลับไปว่า แม้ผู้หญิงจะเรียกร้องสิทธิในเรือนร่างของผู้หญิง หรือจะฉวยโอกาสความไม่เป็นระบบ ของการซื้อขายบริการทางเพศ แต่ในท้ายที่สุดแล้วอำนาจก็จะตกไปเป็นของผู้ชาย และลดทอนคุณค่าของผู้หญิงให้กลายเป็นแค่สิ่งของจากการรุมฉีกทึ้งร่างกายของผู้หญิงได้ ซึ่งอาจไม่ได้ต่างจากการทำให้วัฒนธรรมการข่มขืนเป็นเรื่องปกติ พร้อมทั้งโยนความผิดไปที่เหยื่อให้รู้สึกผิด(?)

แม้จะพยายามหยิบยกประเด็นสิทธิในเรือนร่างของผู้หญิงผ่านสโลแกน My Body, My Choice มาตั้งคำถามและเล่าเรื่องราว แต่ด้วยความเข้าใจอย่างผิวเผิน จึงกลายเป็นการเล่าเรื่องอย่างบิดเบี้ยว จากการวางตัวละครในบริบทโรงเรียน ที่ตัวละครยังไม่บรรลุนิติภาวะ และมีอำนาจที่ไม่เท่าเทียม จนอาจไม่สามารถให้ความยินยอมอย่างแท้จริงได้ ตลอดจนการทำให้การใช้เรือนร่างถูกผูกกับการแสวงหาผลประโยชน์ ซึ่งเป็นเสมือนการลดทอนความหมายของการเคลื่อนไหวสิทธิสตรี พร้อมตอกย้ำโครงสร้างชายเป็นใหญ่หรือปิตาธิปไตย ผ่านการทำให้ผู้หญิงถูกทำให้เป็นวัตถุ และจบลงด้วยการส่งต่ออำนาจกลับคืนสู่ผู้ชาย พร้อมทั้งทิ้งภาระความผิดไว้ที่เหยื่ออย่างโจ่งแจ้ง

จากตอนที่ 2 สู่ตอนที่ 4 ทำให้ ซีรีส์เรื่องเด็กใหม่ Girl From Nowhere: The Reset กลายเป็นเพียงความพยายาม ‘ที่จะก้าวหน้า’ แต่เหมือนจะถอยหลัง

จากการหยิบประเด็นสิทธิในเรือนร่าง การยินยอม และวาทกรรมสตรีนิยมมาขยายความผ่านตัวละครหญิง แต่ยังคงติดอยู่ในกรอบของการจ้องมองของผู้ชาย ที่มองเรือนร่างผู้หญิงเป็นวัตถุให้ตนสามารถบริโภคและฉกฉวยโอกาสได้เสมอ มากกว่าที่จะเป็นพื้นที่ของอำนาจและสิทธิของเจ้าของร่าง หรือผู้หญิงเอง

ความผิดพลาดสำคัญจึงไม่ใช่แค่ ‘ความเข้าใจ (ผิด) แบบผิวเผิน’ แต่อาจจะผิดตั้งแต่การจับคู่ต้นเหตุและผลลัพธ์อย่างผิดฝาผิดตัว โดยละเลยสิ่งสำคัญอย่างบริบทเชิงอำนาจใน ‘พื้นที่โรงเรียน’ จนทำให้แนวคิดเรื่องสิทธิในเรือนร่าง และการยินยอมถูกบิดเบือน จนกลายเป็นเครื่องมือรองรับการโทษเหยื่อ และการทำให้ความรุนแรงทางเพศดูสมเหตุสมผล หรือการอ้างถึงการกระทำที่ขัดต่อเจตจำนงของผู้อื่นว่ามีเหตุผลที่อธิบายได้

ยิ่งไปกว่านั้น ‘ผลแห่งกรรม’ ที่เคยเป็นลายเซ็นอันเจ็บแสบของแนนโน๊ะ กลับถูกลดทอนเหลือเพียงภาพสะท้อนที่ตื้นเขิน ไร้พลังในการท้าทายโครงสร้าง และทิ้งไว้เพียงห้วงอารมณ์แห่งความรู้สึกเสียดาย

ที่มา:

https://artofth.com/girl-from-nowhere-the-reset-interview/

https://www.facebook.com/share/p/1DeZbJ5koq

Tags: , , , , , ,