ผ่านมาครึ่งทางแล้วสำหรับรายการเรียลลิตีเฟ้นหาสุดยอดนายแบบอย่าง The Face Men ซีซัน 4 ความพิเศษของการกลับมาครั้งนี้ถือเป็นการฉลองครบรอบซีซันที่ 10 ของรายการตระกูล The Face ในประเทศไทย

โดยในซีซัน 4 ของ The Face Men นี้เอง นำโดย แพนเค้ก-เขมนิจ จามิกรณ์ เมนเทอร์แชมป์เก่าที่แพ็กคู่มากับ อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม นักแสดงชื่อดังของเมืองไทย พร้อมกันนั้นรายการยังพา 2 นักแสดงซีรีส์วายอย่าง ออฟ-จุมพล อดุลกิตติพร และมาย-ภาคภูมิ ร่มไทรทอง มารับบทบาทเป็นเมนเทอร์น้องใหม่ และยังมี หม่อมราชวงศ์เฉลิมชาตรี ยุคล มาเป็นมาสเตอร์เมนเทอร์

การกลับมาครั้งนี้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ทาง กันตนา (ผู้จัดรายการ) ได้นำฟีดแบ็กที่เกิดขึ้นจากซีซันก่อนหน้ามาปรับกับรายการมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนกับ ‘แคมเปญ’ (บททดสอบของผู้เข้าแข่งขัน) ที่เป็นการแข่งขันนอกสตูดิโอมากขึ้น มีความท้าทายมากขึ้น ตลอดจนกฎในการคัดผู้เข้าแข่งขันออกจากรายการที่กลับมาใช้กฎ ‘ตัดออก 1 คน’ ทำให้ผู้ชมต้องมานั่งลุ้นกันว่า ผู้เข้าแข่งขันทางทีมใดจะต้องออกจากรายการหลังจากแพ้แคมเปญ 

อย่างไรก็ดี ภายหลัง Episode ที่ 4 ของรายการได้กลับมาให้เมนเทอร์ผู้ชนะมีสิทธิคัดผู้เข้าแข่งขันออกได้มากกว่า 1 คนอีกครั้ง

ในส่วนของแคมเปญที่มีความท้าทายมากขึ้นนั้น อย่างใน Episode ที่ 2 ของรายการที่เป็นการแข่งขัน Fashion Show บนบันไดสูงของ Cloud 11 ในแคมเปญที่ชื่อว่า ‘The Creative Cloud Canvas’ ซึ่งมีความท้าทายอยู่ที่ความกว้างของสถานที่ เปิดโอกาสให้เหล่าเมนเทอร์ได้คิดและแสดงความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบให้ Fashion Show มีความน่าสนใจและดึงดูดสายตาจากกรรมการ

หรือแคมเปญ ‘Spirit of Unity’ ใน Episode ที่ 3 การแข่งขันแฟชั่นวิดีโอใต้น้ำ ซึ่งท้าทายความสามารถและการก้าวข้ามความกลัวของผู้เข้าแข่งขันได้เป็นอย่างดี โดยมีการวัดผลงานของผู้ชนะจากการจัดวางร่างกายและ Mood & Tone ของแฟชั่นวิดีโอ อย่างไรก็ตามแคมเปญครั้งนี้กลับมีข้อวิพากษ์วิจารณ์อยู่พอสมควร เพราะในรายการมีผู้เข้าแข่งขันที่มีอายุเพียง 16-17 ปี จึงอาจไม่เหมาะสมที่จะต้องมาทำแคมเปญเลิฟซีนใต้น้ำกับผู้เข้าแข่งขันคนอื่น

และในกรณีล่าสุดของ Episode ที่ 4 เจคอบ เฟอร์ไรโอลี (Jacob Ferraioli) ลูกทีมของเมนเทอร์มายที่เพิ่งถูกเมนเทอร์ออฟคัดออกจากรายการไปหมาดๆ ได้ออกมาไลฟ์เปิดเผยว่า ในช่วงซ้อมก่อนการทำแคมเปญ ‘The Iconic Dining Presented by AXE’ ที่ผู้เข้าแข่งขันจะต้องเดินแบบบนโต๊ะอาหารที่มีแก้ว จาน และเชิงเทียนเป็นอุปสรรค โดยทีมงานบอกกับเจคอบทำนองว่า ห้ามทำอุปสรรคบนโต๊ะอาหารแตก มิเช่นนั้นจะหักคะแนนในการทำแคมเปญ 

และจากการเปิดเผยของเจคอบนั้นเองทำให้โลกออนไลน์ต่างออกมาตั้งคำถามถึงการทำงานของรายการว่า เหตุใดถึงมีการสื่อสารกับผู้เข้าแข่งขันเช่นนั้น เพราะผู้สนับสนุนรายการได้บอกกับเมนเทอร์มายเรียบร้อยแล้วว่า กรรมการให้คะแนนตัดสินจะประกอบไปด้วย 5 คน ได้แก่ ผู้แทนจาก AXE ซึ่งเป็นสปอนเซอร์ของรายการ, ซินดี้-สิรินยา บิชอพ, หม่อมราชวงศ์เฉลิมชาตรี มาสเตอร์เมนเทอร์, อภิวัฒน์ ยศประพันธ์ สไตลิสต์ชื่อดังของประเทศ และม้า-อรนภา กฤษฎี คอมเมนเทเตอร์ชื่อดังของไทย

ขณะเดียวกันอีกข้อดีของการแข่งขันในซีซันนี้ ผู้เขียนยังเห็นพัฒนาการของการแข่งขันรอบมาสเตอร์คลาส (Master Class) ที่มีความท้าทายและจริงจังมากขึ้น เพื่อผู้ให้เข้าแข่งขันมีทักษะในวงการบันเทิงอย่างหลากหลาย 

และในช่วงมาสเตอร์คลาสนี้เองทำให้ผู้ชมรายการมองเห็นทักษะของผู้เข้าแข่งขันที่มีพัฒนาการดีขึ้นเรื่อยๆ หลายคน เช่น คิมหันต์-รณกร คำชู จากทีมแพนเค้ก-อนันดา หรือปอม-กมลภพ แก้วเดียว จากทีมออฟ ที่สามารถคว้าชัยชนะในรอบมาสเตอร์คลาสมาได้ถึง 2 ครั้งใน Episode ที่ 3 และ 4 ติดต่อกัน

ขณะที่ตัวผู้เข้าแข่งขัน หนึ่งสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนในซีซันล่าสุดของ The Face Men ครั้งนี้คือ ‘ความหลากหลาย’ ของผู้เข้าแข่งขันทั้ง 15 คน จาก 3 ทีม ไม่ว่าจะเป็นทักษะ อาชีพ ลุค และสไตล์ ตลอดจนสัญชาติของผู้เข้าแข่งขันที่มีทั้งไทย อังกฤษ เวียดนาม แคนาดา-แคเมอรูน และเกาหลีใต้ มาร่วมรายการ ทำให้การชมรายการครั้งนี้มีความสนุกในการตามเชียร์และให้กำลังใจผู้เข้าแข่งขัน

ทั้งนี้ในสายตาของผู้เขียน ณ เวลานี้ ที่รายการผ่านมาครึ่งทางแล้ว ผู้เข้าแข่งขันที่เข้าตาและสามารถเป็นไฟนอลวอล์ก (Final Walk) จากทั้ง 3 ทีมที่รู้สึกว่า มีพัฒนาการที่ดีจากการทำมาสเตอร์คลาสและแคมเปญ ไม่ว่าจะเป็น คิมหันต์ (ทีมแพนเค้ก-อนันดา), ปอม (ทีมออฟ), โรม-ศิวพงศ์ พันธุมจินดา (ทีมออฟ), และ ลีโอ-ลี ฮีซอง (Lee Heesung) (ทีมมาย)

เริ่มกันที่ ‘คิมหันต์’ หนุ่มวัย 23 ปีจากทีมแพนเค้ก-อนันดา ฉายภาพความสามารถในฐานะตัวเต็งของทีมได้ตั้งแต่แคมเปญแรก ด้วยลุคความเป็นโมเดล ทักษะ ความกล้า ความคิดสร้างสรรค์ สามารถรับมือกับสถานการณ์เฉพาะได้อย่างดีเยี่ยม อีกทั้งยังเคยพาทีมแพนเค้ก-อนันดา คว้าชันชนะแคมเปญ ‘Spirit of Unity’ ได้มาแล้ว

ส่วน ‘ปอม’ ผู้เข้าแข่งขันจากทีมออฟที่มาสเตอร์เมนเทอร์เป็นผู้คัดเลือกเข้ามา ถือว่าเป็น ‘ม้ามืด’ ที่น่ากลัวของรายการ The Face Men ซีซันล่าสุด กราฟพัฒนาการของปอมดีมากขึ้นเรื่อยๆ พาตัวเองคว้าชัยชนะในบททดสอบรอบมาสเตอร์คลาสมาได้ถึง 2 ครั้งจากการแข่งขันทั้งหมด 3 ครั้ง

อีกหนึ่งคนจากทีมออฟที่มีผลงานเข้าตาใครหลายคน จนสามารถคว้าอันดับ 1 จากการโหวตของผู้ชมรายการได้ในหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา นั่นก็คือ ‘โรม’ ด้วยภาพลักษณ์ความเป็นโมเดล ส่วนสูง และทักษะที่โดดเด่นตั้งแต่การแข่งขันแรกๆ ที่สามารถคว้าชัยชนะมาสเตอร์คลาสครั้งที่ 1 มาได้ แต่อย่างไรก็ตามในแคมเปญ The Iconic Dining Presented by AXE เขากลับยังไม่สามารถทำผลงานได้อย่างโดดเด่นเท่ากับ 2 แคมเปญก่อนหน้า จึงอาจทำให้เขาต้องเร่งทำผลงานให้อยู่ในสายตาของเมนเทอร์ออฟมากขึ้นในอีก 3 แคมเปญที่เหลือ

ขณะที่ทีมของเมนเทอร์มาย ผู้เข้าแข่งขันที่เข้าตาผู้เขียนมากที่สุด คงจะเป็นหนุ่มเกาหลีใต้อย่าง ‘ลีโอ’ ที่สามารถทำผลงานการถ่ายแบบได้อย่างโดดเด่น ด้วยลุคความเป็นโมเดล และในแคมเปญ ‘Spirit of Unity’ ที่ต้องมีการถ่ายแฟชั่นวิดีโอใต้น้ำ ลีโอสามารถก้าวข้ามความกลัวทำผลงานออกมาได้อย่างดี

อย่างไรก็ตาม รายการ The Face Men ยังเหลืออีก 4 แคมเปญที่รอทดสอบผู้เข้าแข่งขันให้มีความเข้มข้นมากกว่าเดิม ซึ่งคาดว่า จะเป็นแคมเปญโฟโต้ชู้ตและแคมเปญการแสดง ซึ่งต้องรอดูกันต่อว่า ผู้เข้าแข่งขันคนใดจะทำผลงานเข้าตากรรมการและเข้าตาเมนเทอร์ประจำทีมมากที่สุดจนกลายเป็นไฟนอลวอล์กได้

เมื่อพูดถึงรายการ The Face แล้ว สิ่งหนึ่งที่จะไม่พูดไม่ได้ คือเคมีของเมนเทอร์ทั้ง 3 ทีม ที่มาในครั้งนี้ยังไม่ค่อยปรากฏ ‘การปะทะ’ ที่ดุเดือดระหว่างเมนเทอร์มากขนาดนั้น เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าหนึ่งสิ่งที่ทำให้รายการสนุก คือการได้ดูการปะทะฝีปากของเมนเทอร์ อาจเป็นเพราะคาแรกเตอร์ของเมนเทอร์แต่ละคนที่ไม่ใช่คนดุดันเป็นทุนเดิม 

แต่ถึงอย่างนั้น รายการกลับมอบอารมณ์ที่แปลกใหม่ไปอีกแบบ ผ่านการนำเสนอความสัมพันธ์ของเมนเทอร์ที่ต่างคนต่างมองว่าเป็น ‘คู่แข่ง’ มากกว่า ‘ศัตรู’ จึงทำให้เกิดภาพชวนจดจำหลายช่วง ไปม่ว่าจะเป็นการนั่งสัมภาษณ์ VoxPop ร่วมกันของเมนเทอร์อนันดา เมนเทอร์ออฟ และเมนเทอร์มาย หรือโมเมนต์ชวนขำที่เมนเทอร์ออฟขอดมกลิ่นผู้ชนะจากเมนเทอร์อนันดาหลังจากออกมาจากห้องดำ (Elimination Room) ก็นับเป็นความแปลกใหม่ เพราะโดยปกติแล้วผู้ชมคาดหวังการปะทะฝีปากระหว่างเมนเทอร์กันมากกว่า

นอกเหนือจากนั้นในระหว่างการชมรายการก็ยังปรากฏ ‘กฎแปลกๆ’ ที่เกิดขึ้นระหว่างทางมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการที่เปลี่ยนกฎให้เมนเทอร์ผู้ชนะแคมเปญสามารถคัดผู้เข้าแข่งขันออกได้เพียง 1 คน มาเป็นคัดออกได้มากกว่า 1 คนใน Episode ที่ 4 โดยผู้เขียนเชื่อว่า เหตุผลที่ต้องเปลี่ยนแปลงกฎครั้งนี้เป็นไปเพื่อกระตุ้นให้ผู้เข้าแข่งขันในแต่ละทีมตั้งใจทำแคมเปญเพื่อคว้าชัยชนะมากขึ้น

แต่เหรียญมันมีสองด้านเสมอ จากการเปลี่ยนกฎนั้นเองก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ได้ทำลายเสน่ห์อย่างหนึ่งของรายการไป นั่นคือ ‘ความลุ้นระทึก’ ของผู้ชมรายการว่า เมนเทอร์ผู้ชนะจะคัดเลือกผู้เข้าแข่งขันคนใดให้ออกจากรายการ

หรืออีกสิ่งที่ผู้เขียนเชื่อว่า ‘ขัดใจ’ และกับผู้ชมรายการอยู่ไม่น้อย กับการที่ กลัฟ-ธนพงศ์ ประภาศิริสุลี จากทีมมาย ‘ไม่สามารถเป็นไฟนอลวอล์ก’ ได้ เนื่องจากไม่ได้ร่วมทำแคมเปญ ‘Spirit of Unity’ ใน Episode ที่ 3 ของรายการ เพราะป่วยเป็นโรคอีสุกอีใส ทำให้ทีมงานต้องตัดสินใจให้กลัฟพักฟื้นอยู่บ้าน

ทั้งนี้ผู้เขียนเชื่อว่า อาการป่วยนั้นเป็นสิ่งที่กำหนดไม่ได้ ดังนั้นอำนาจในการเลือกไฟนอลวอล์กประจำทีม ควรจะเป็นอำนาจสูงสุดของเมนเทอร์ เพราะเมนเทอร์เป็นคนที่เห็นพัฒนาการของผู้เข้าแข่งขันได้ดีที่สุด และทีมงานก็ไม่ควรมีสิทธิที่จะกำหนดอนาคตของผู้เข้าแข่งขันมากขนาดนั้น

และถึงแม้ว่ารายการจะมีจุดน่าชื่นชมและข้อถกเถียงอยู่ไม่น้อย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า The Face Men ซีซัน 4 ยังคงเป็นรายการที่น่าชวนติดตาม ทั้งจากความสามารถของผู้เข้าแข่งขันที่มีทักษะที่ยอดเยี่ยม รูปแบบของรายการที่ยังคงทันสมัย มีการปรับเปลี่ยนตามเทรนด์แฟชั่นของโลก

และสุดท้ายนี้ผู้เขียนในฐานะผู้ติดตามรายการ The Face มาโดยตลอด ยังคงคาดหวังกับบททดสอบทั้งในรอบมาสเตอร์คลาสและแคมเปญที่เข้มข้น เปิดโอกาสให้เมนเทอร์และผู้เข้าแข่งขันแสดงศักยภาพที่มี เพื่อพิสูจน์ตัวเองว่า เหมาะสมที่สุดที่จะเป็น The Face คนที่ 10 ของเมืองไทย

Tags: , , , , ,