เคยสงสัยหรือไม่ว่า ทำไมเราถึงสามารถทิ้งตัวลงบนโซฟา แล้วพินิจพิจารณาเอาใจช่วยตัวละครที่ดิ้นรนกระเสือกกระสนเอาชีวิตรอด บนดาวทะลทรายที่แห้งแล้งอย่างอาร์ราคิสในภาพยนตร์เรื่อง DUNE (2564) ได้อย่างไม่รู้เบื่อ

หรือแม้กระทั่งการที่เรายอมจ่ายเงินซื้อตั๋วหนังเพื่อดูอุกกาบาตพุ่งชนโลกในเรื่อง Armageddon (2541) ดูอารยธรรมมนุษย์ล่มสลายจากซอมบี้ใน The Last of Us (2566) หรือการมองดูชีวิตอันแสนลำเค็ญของอัศวินยุคกลางที่ต้องต่อสู้กับโชคชะตาใน Berserk (2540) แต่ในทางกลับกันเมื่อหันมามองชีวิตจริง แค่เห็นแจ้งเตือนข่าวตัวเลขเศรษฐกิจถดถอย โรคระบาดระลอกใหม่ หรือความโกลาหลของสงครามรายวัน เรากลับรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องและเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น 

คำถามที่น่าสนใจต่อมาคือ ทำไมในยุคที่โลกแห่งความเป็นจริงดูจะบิดเบี้ยวและชวนให้ปวดหัวไม่ต่างจากดิสโทเปีย (Dystopia) เราถึงยังโหยหาที่จะเอาตัวเองลงไปดำดิ่งอยู่ในโลกสมมติที่แตกสลายยิ่งกว่า ภายในจักรวาลภาพยนตร์และวรรณกรรมอย่างถอนตัวไม่ขึ้น คำตอบของเรื่องนี้อาจไม่ได้อยู่ที่ความซาดิสม์หรือการชอบซ้ำเติมตัวเอง เพราะในมุมมองทางจิตวิทยาและสังคมซากปรักหักพังในโลกสมมติ เปรียบเสมือน ‘หลุมหลบภัย’ ในโลกแห่งความเป็นจริง ที่ช่วยเยียวยาจิตใจเราได้ดีที่สุด 

ในงานวิจัย Pandemic practice: Horror fans and morbidly curious individuals are more psychologically resilient during the COVID-19 pandemic ที่ตีพิมพ์เมื่อปี 2020 ได้สำรวจปรากฏการณ์ช่วงล็อกดาวน์โควิด-19 ที่ผู้คนหันมาให้ความสนใจภาพยนตร์แนวสยองขวัญเอาชีวิตรอดมากขึ้น พบว่า ผู้ที่ชอบเสพคอนเทนต์แนวดังกล่าวมีแนวโน้มจัดการและรับมือกับปัญหาในแง่ลบได้ดี รวมถึงมีความยืดหยุ่นทางอารมณ์ค่อนข้างสูง นอกจากนี้ยังระบุอีกว่า ผู้ที่ชอบชมภาพยนตร์แนววันสิ้นโลก มักเตรียมพร้อมกับการเผชิญหน้ากับภัยคุกคามหรือภัยพิบัติได้ดี ทั้งในแง่ของการดูแลร่างกาย (มีรายงานว่า คนกลุ่มนี้เริ่มกักตุนของใช้ที่จำเป็นตั้งแต่ช่วงที่การระบาดของโควิด-19 ยังไม่รุนแรง) และในแง่ของการดูแลสภาพจิตใจ 

การชมภาพยนตร์วันสิ้นโลกหรือซีรีส์ไซไฟสยองขวัญไม่ได้ทำให้เรา ‘ชาชิน’ กับสถานการณ์เลวร้าย แต่ทำให้เรา ‘เรียนรู้’ ที่จะรับมือกับเหตุการณ์ตึงเครียดโดยที่ไม่ต้องเล่นจริงเจ็บจริง ซึ่งในทางจิตวิทยาเรียกสิ่งนี้ว่า ‘ภัยจำลองคุกคาม’ (Threat Simulation Theory) ที่บอกว่า ฝันร้ายของเราในบางครั้ง เกิดจากการที่สมองฝึกให้เรารับมือกับภัยคุกคามที่อาจจะเกิดขึ้น

ในทำนองเดียวกันการเอาใจช่วยตัวละครที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์เลวร้ายสุดขีดคือ การอนุญาตให้ตัวเองได้สัมผัสกับความหวาดกลัว ความสิ้นหวัง และความวิตกกังวล โดยที่เรายังนั่งปลอดภัยอยู่บนโซฟานุ่มๆ พร้อมกินป็อปคอร์น เปรียบเสมือน ‘Sand Box’ ที่สมองเอาไว้ใช้ซ้อมรบ

และเมื่อถึงคราวที่โลกความเป็นจริงเกิดวิกฤต เราก็จะมีความพร้อมทางจิตใจที่จะตั้งสติ ไม่ตื่นตระหนกจนเกินเหตุ และมองหาทางเอาชีวิตรอดได้เร็วกว่า ราวกับว่าเราได้ผ่านการซ้อมหนีตายและจำลองสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดเอาไว้ในหัวนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว

แต่เสน่ห์ของโลกดิสโทเปียไม่ได้หยุดอยู่แค่การจำลองความกลัว เพราะมันยังทำหน้าที่เป็น ‘กระจกสะท้อน’ ที่ช่วยระบายความรู้สึกคับข้องใจลึกๆ ที่เรามีต่อโครงสร้างสังคมในโลกจริงที่แสนซับซ้อน เนื่องจากภัยคุกคามในโลกความเป็นจริงมักมาในรูปแบบของนามธรรมที่มองไม่เห็นตัว เช่น อัตราเงินเฟ้อ การกดทับของระบบทุนนิยม หรือการเมืองเรื่องอำนาจที่ซ่อนเร้น ที่ในโลกแห่งความเป็นจริงเราควบคุมสิ่งนี้ได้ยาก การได้เห็นตัวละครที่รักเอาชนะระบบหรือระบอบกลโกงได้ ก็เปรียบเสมือนการได้เติมเต็มในสิ่งที่เราไม่สามารถทำได้ในโลกแห่งความเป็นจริง 

แต่ถึงกระนั้นก็มีหลายกรณีที่ความชื่นชอบในการเสพคอนเทนต์โลกดิสโทเปีย ไม่ใช่แค่ช่วยจัดการกับความคิดของ ‘เรา’ แต่ยังช่วย ‘โลก’ แห่งความจริงด้วย ยกตัวอย่างเช่น ภาพยนตร์เรื่อง The Hunger Games (2555) ได้สร้างแรงบันดาลใจให้กลุ่มแฟนๆ วัยรุ่นเข้าร่วมในแคมเปญสนับสนุนเพื่อความยุติธรรมในสังคม หรือการที่ม็อบเยาวชนในหลายพื้นที่ทั่วโลกต่างชูธง ‘วันพีซ’ (One Piece) เพื่อสะท้อนถึงการที่รัฐบาลของตนกดขี่คนรุ่นใหม่ ซึ่งสะท้อนว่าสื่อที่บอกเล่าถึงโลกดิสโทเปียค่อนข้างทำงานกับระบบความคิดของผู้ชมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อเรื่องราวเหล่านั้นสอดคล้องกับสถานการณ์จริงที่ตนกำลังเผชิญอยู่

สรุปคือการที่เราโหยหาและดำดิ่งลงไปในโลกดิสโทเปียที่ล่มสลาย เปรียบเสมือนการเยียวยาจิตใจในวันที่โลกแห่งความเป็นจริงนั้นสิ้นหวัง นอกจากนี้การหมกตัวอยู่ในโลกดาร์กแฟนตาซีไม่ได้แปลว่า เรายอมจำนนต่อความโกลาหลในโลกความเป็นจริง แต่มันคือการเรียนรู้ที่จะโอบรับความเปราะบางของชีวิต และตั้งคำถามว่ามนุษย์จะยังคงรักษาความหวังเอาไว้ได้อย่างไร ในวันที่โครงสร้างทุกอย่างพังทลาย โลกสมมติเหล่านี้จึงเป็นกระจกสะท้อนที่คอยย้ำเตือนเราให้ลุกขึ้นยืนหยัดและต่อสู้ท่ามกลางซากปรักหักพัง 

ที่มา:

https://www.psychologytoday.com/us/blog/in-love-and-war/202103/why-people-are-drawn-to-horror-movies-during-the-pandemic

https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC7492010/

https://www.bbc.com/culture/article/20200508-why-depressing-dystopia-stories-are-popular-during-covid-19

Tags: , , , , , , , , , ,