วันนี้ (23 มีนาคม 2569) 14 องค์กรประชาสังคม ประกอบด้วย กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย, กลุ่มนนทรีก้าวหน้า, กลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์, กลุ่ม FemTonsai, เครือข่ายรามคำแหงเพื่อประชาธิปไตย, สภานักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง, สหภาพคนทำงาน, สภาพคนทำงานแพลตฟอร์มไรเดอร์ รังสิต, สหภาพไรเดอร์, สหพันธ์คนทำงานแพลตฟอร์มประเทศไทย (สพพท.), สมาคมไรเดอร์ภาคใต้, พรรคศรัทธาธรรม มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ไรเดอร์ ไทยเข้มแข็ง และ MYHR รวมตัวกันที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินมาตรการเร่งด่วนเพื่อลด ‘ค่าน้ำมัน’ ภายหลังเกิดวิกฤตพลังงาน จากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง
ในข้อเรียกร้องของ 14 องค์กรประชาสังคมระบุว่า วิกฤตพลังงานจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคให้พุ่งสูงขึ้น จนเกินขีดความสามารถที่รายได้ของภาคครัวเรือนจะแบกรับไหว รวมถึงความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล กับอิหร่านยังคงยืดเยื้อส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยานขึ้น

ในข้อเรียกร้องยังระบุต่อว่า วิกฤตครั้งนี้ตอกย้ำความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยและโครงสร้างราคาพลังงานที่ไม่เป็นธรรม ในขณะที่ราคาสินค้าและบริการดีดตัวสูงขึ้น แต่ค่าแรงและรายได้ของประชาชนส่วนใหญ่กลับขึ้นอย่างล่าช้า ส่งผลให้ประชาชนมีรายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก เผชิญกับภาวะหนี้สินและขาดความมั่นคงในชีวิต
14 องค์กรประชาสังคมจึงมีข้อเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินมาตรการเร่งด่วน 3 มาตรการ ดังนี้
1. ยกเลิกการเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ปรับลดค่าการกลั่นน้ำมัน และตรึงราคาแก๊สหุงต้ม (LPG) สำหรับภาคครัวเรือน น้ำมันราคาแพงเนื่องจากมีโครงสร้างภาษีที่ซับซ้อน ประกอบด้วยภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภาษีกองทุนน้ำมัน ภาษีท้องถิ่น ภาษีอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ค่าการกลั่น และค่าการตลาด
ดังนั้นควรยกเลิกภาษีสรรพสามิตซึ่งจะทำให้น้ำมันลดลงอีกลิตรละ 7 บาท และลดค่าการกลั่นที่โรงกลั่นเพิ่มขึ้นลิตรละ 6 บาทให้เหลือลิตรละ 2 บาท ซึ่งจะทำให้ค่าน้ำมันลดลงลิตรละ 11 บาท พร้อมตรึงราคาค่าแก๊สหุงต้มสำหรับภาคครัวเรือนเป็นเวลา 1 ปี
2. ลดค่าไฟฟ้าจากหน่วยละ 4.18 บาทให้เหลือหน่วยละ 3 บาท ตามที่พรรคร่วมรัฐบาลเคยหาเสียงไว้
3. กำหนดมาตรการควบคุมราคาสินค้าอุปโภคและบริโภค ควบคุมสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ ไม่ให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคา จัดทำสินค้าราคาถูกออกจำหน่ายในทุกชุมชน และอุดหนุนคูปองน้ำมันให้กับไรเดอร์
ขณะเดียวกัน สมยศ พฤกษาเกษมสุข นักกิจกรรมทางการเมือง ซึ่งเข้าร่วมกิจกรรมในวันนี้ด้วย วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล โดยกล่าวว่า สาเหตุที่ต้องเข้าร่วมกิจกรรมเพราะรัฐบาลอนุทินแสดงให้เห็นถึงความล้มเหลว ละเทะ และความไม่เอาไหน

ในช่วงแรกของการสู้รบระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน มีการพูดภายในกระทรวงพลังงานบอกว่า ประเทศไทยมีน้ำมันสำรอง 38 วัน ต่อมาบอกว่า มี 60 วัน, 90 วัน และสุดท้ายอนุทินระบุว่า 100 วัน สมยศมองว่า สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของข้อมูลข่าวสารที่ไม่ชัดเจน ซึ่งในเวลาต่อมาทำให้เกิดปัญหาใหญ่อย่าง ‘กักตุนน้ำมัน’ เก็งกำไร
“ที่อนุทินพูดเหลวไหลหมด อันดับแรกผิดมากในการกำหนดวันว่าเราเหลือสต๊อกเท่าไร รัฐบาลไม่พูดความจริงทั้งหมดเพื่อให้เกิดผลการกักตุนน้ำมันเก็งกำไร เราจะเห็นว่าหลังจากที่มีสงคราม โรงกลั่นน้ำมันประกาศขึ้นราคาทันที จากลิตรละ 2 บาทเป็น 6 บาท ทั้งๆ ที่เราบอกว่ามีสต๊อกน้ำมัน 2-3 เดือน แต่มีการฉวยโอกาส ภาคีเครือข่ายพลังงานก็เอาตัวเลขออกมาแฉแล้วว่า 18 วัน ของสงครามมีการได้กำไรไปแล้ว 2.16 หมื่นล้านบาทจากการขึ้นค่าการกลั่น” สมยศกล่าว
ทั้งนี้โครงสร้างราคาน้ำมันของไทย สมยศมองว่าจะต้องมีการรื้อโครงสร้างใหม่ เนื่องจากไทยมีการอิงราคาน้ำมันจากสิงคโปร์ จึงทำให้เกิดต้นทุนเทียม ไม่ว่าจะเป็นค่าขนส่ง ค่าประกันภัย ซึ่งภายในรัฐบาลก็ทราบดีว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้นจึงเป็นข้อเรียกร้องให้รัฐบาลรื้อโครงสร้างใหม่
สมยศกล่าวต่อว่า ภายหลังที่อนุทินให้ข้อมูลที่ไม่เป็นจริงและเกิดกระบวนการกักตุนน้ำมัน แม้ว่า พิพัฒน์ รัชกิจประการ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ระบุว่า มีไอ้โม่งกักตุนจริง ทว่าอนุทินกลับบอกว่าไม่มี แต่น้ำมันที่ขาดแคลนกว่า 17 ล้านลิตรนั้นเป็นเพราะประชาชนตื่นตระหนกจึงนำไปกักตุนเสียเอง
“คุณอนุทินไม่มีความรับผิดชอบทางคำพูด ไม่มีความรับผิดชอบในฐานะผู้บริหารสูงสุด และจะแก้ไขปัญหาไม่ได้ต่อไป” สมยศระบุ
ในประเด็นโครงสร้างภาษีน้ำมัน สมยศระบุว่า รัฐบาลมีการเก็บภาษีมากจนเกินไป เนื่องจากรัฐบาลเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มตอนขายส่งแล้ว 7% ยังมาเก็บตอนขายปลีกอีก 7% นอกจากนั้นยังมีการเก็บภาษีท้องถิ่น ซึ่งไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเทศบาลใดได้ประโยชน์จากภาษีดังกล่าว
“เราขอยื่นคำขาดให้จัดการภาษีสรรพสามิตก่อน เพราะภาษีประเภทนี้ต้องใช้กับสินค้าบาป เช่น เหล้า บุหรี่ แต่เหตุใดถึงมาใช้กับน้ำมัน ตรงนี้ไม่เป็นธรรมมานานแล้ว ถึงเวลาที่อนุทินต้องทำทันที”
สมยศยังตั้งคำถามต่อว่า ในอดีตที่เคยเกิดวิกฤตน้ำมัน รัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เคยยกเว้นการเก็บภาษีนี้มาแล้ว รวมถึงรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็มีการลดอัตราภาษีดังกล่าว แต่เหตุใดรัฐบาลอนุทินที่มีทีมเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งถึงไม่ดำเนินการยกเลิกภาษีสรรพสามิต
“รัฐปล้นสะดม รีดนาทาเร้นพวกเรามากเกินไปแล้ว ผมบอกได้เลยว่า ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน มันจะลดลงอีก 7 บาท ค่าโรงกลั่นที่แอบขึ้นไปเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ให้ลดลงอีก 4 บาทให้เหลือที่ 2 บาท ยังไงก็ไม่ขาดทุนเพราะเรายังใช้สต๊อกน้ำมันเดิมอยู่ ใช้ราคาเดิม
“เพราะฉะนั้นรัฐจะต้องจัดการว่า โรงกลั่นแอบขึ้นราคา จะทำอย่างไร เราเสนอเรียกร้องให้ลดลงไปอีก 4 บาท รวมแล้วเรามีความสามารถที่จะลดน้ำมันลิตรละ 11 บาท” สมยศระบุ







