ขอแสดงความยินดีกับ ก็อดแลนด์ (Gawdland) หรือ ธราเทพ ทวีผล ตัวแทนประเทศไทยที่สามารถคว้ามงโลก จากการแข่งขันในรายการ RuPaul’s Drag Race UK vs The World ซีซัน 3 ซึ่งชัยชนะครั้งนี้ถือเป็นชัยชนะแห่งประวัติศาสตร์ของทั้งสังคมไทยและสังคมโลก เพราะในการแข่งขันนี้ ถือเป็น ‘โอลิมปิกแห่งศาสตร์การแต่งหญิง’ หรือ The Olympic of Drag

ทำไมชัยชนะของ ‘ก็อดแลนด์’ ถึงเป็นชัยชนะแห่งประวัติศาสตร์ ของสังคมไทย?

เธอเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ จากการแข่งขัน RuPaul’s Drag Race UK vs The World หลังจาก แพนไจน่า ฮีลส์ (Pangina Heals) หรือ ปันปัน นาคประเสริฐ ได้เข้าแข่งขันในซีซัน 1 รวมถึง ชัย ที แกรนเด (Chai T Grande) ลูกครึ่งชาวไทย-อังกฤษ ที่เข้าร่วมการแข่งขัน RuPaul’s Drag Race UK ซีซัน 7 ก็อดแลนด์ยังเป็นชาวเอเชียคนที่ 3 ที่ได้รับชัยชนะจากแฟรนไชส์หลักทั้งหมดหรือรายการในประเทศอื่นๆ ที่มีเจ้าของรายการอย่าง ‘รูพอล’ (RuPaul) เป็นผู้ชี้ขาดคำตัดสิน

Gawdland = Global Phenomenon

ชัยชนะของก็อดแลนด์ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความภาคภูมิใจของคนไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นความภาคภูมิใจให้กับชาวเอเชีย โดยเฉพาะชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะนอกจากประเทศไทยแล้ว ก็ยังมีผู้เข้าแข่งขันจากเพื่อนบ้านของเรา อย่างประเทศฟิลิปปินส์เข้าร่วมด้วย แต่พวกเธอไม่สามารถผ่านเข้าไปยังรอบไฟนอลได้ ดังนั้นก็อดแลนด์จึงเป็นศูนย์รวมใจของชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีกทั้งยังเป็นเหมือนยาสมานแผลของความขัดแย้งระหว่างตัวแทนการประกวดสาวงาม ‘ไทย-ปินส์’ เนื่องจากกิจกรรมรับชมการถ่ายทอดสดก็มีผู้เข้าร่วมประกวดจากฟิลิปปินส์อย่าง มินต์ตี้ เฟรช (Minty Fresh) มาร่วมให้กำลังใจด้วย

ชัยชนะในครั้งนี้ยังเป็นเหมือนการล้างแค้นให้กับชาวเอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะชาวฟิลิปปินส์ เพราะในซีซันก่อนหน้านี้มีตัวแทนชาวฟิลิปปินส์ ที่เป็นเหมือนความหวังให้กับชาวเอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่าง มารีน่า ซัมเมอร์ (Marina Summers) ที่พลาดการเข้ารอบ 2 คนสุดท้าย โดยที่ทั่วโลกเห็นพ้องว่า เป็นสิ่งที่ผิดพลาดที่สุดในซีซันนั้น

นอกจากนี้ก็อดแลนด์ยังถือเป็น ‘Non Ru-Girls’ หรือผู้เข้าแข่งขันที่ไม่เคยถูกตัดสินโดยรูพอล เธอยังเป็นชาวต่างชาติและคนที่ไม่ได้พูดภาษาอังกฤษโดยกำเนิดคนแรกที่ชนะในแฟรนไชส์ (Franchise) ที่จัดการแข่งขันในสหราชอาณาจักร ทั้ง RuPaul’s Drag Race UK vs The World และ RuPaul’s Drag Race UK ซึ่งทำให้เธอกลายเป็นความหวังให้กับผู้เข้าแข่งขันและชุมชนแดร็ก (Drag Community) ในรุ่นต่อไปว่า ‘ภาษา’ จะไม่ใช่ข้อจำกัดอีกต่อไป ขอแค่คุณมี Charisma, Uniqueness, Nerves และ Talent ตามที่รูพอลตามหา ก็อดแลนด์ไม่ได้เพียงแค่คว้ามงกุฎให้กับตัวเธอเองและสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทยเท่านั้น แต่เธอกำลังเขียนประวัติศาสตร์บทใหม่ให้กับชุมชนแดร็กทั้งในไทยและเอเชีย ซึ่งเหมือนเป็นการเปิดประตูให้คนรุ่นต่อไปได้กล้าฝันและลงมือทำ

ก้าวต่อไปของ Gawdland และ Drag Culture ในประเทศไทย

อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือ ‘อนาคต’ ของวัฒนธรรมแดร็ก (Drag Culture) ที่จะกำลังจะตามมา เพราะวัฒนธรรมดังกล่าวไม่ได้จบหรือหยุดอยู่ในรายการโทรทัศน์หรือบาร์เท่านั้น แต่วัฒนธรรมดังกล่าวยังเป็นวัฒนธรรมป๊อป เนื่องจากรูพอลผู้เป็นเจ้าของรายการและได้รับสมญานามว่า ‘The Queen of Drag’ หรือราชินีแห่งแดร็ก ได้ผลักดันให้วัฒนธรรมของชาวเควียร์ ซึ่งเป็นวัฒนธรรมรองเข้าสู่สังคมกระแสหลัก จนสร้างแรงกระเพื่อมในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์มากมาย ตามการแบ่งอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมสื่อสิ่งพิมพ์ เช่น Vogue, Attitude, Dazed และอื่นๆ อุตสาหกรรมความงาม เช่น Superdrug, Anastasia Beverly Hills และอื่นๆ อุตสาหกรรมเสื้อผ้าและสิ่งทอ เช่น Savage X Fenty และอื่นๆ ไปจนถึงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เช่น นิทรรศการแดร็กคอน (Drag Con) ที่จัดขึ้นในเมืองต่างๆ และ RuPaul’s Drag Race Live! ที่ใช้เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยว ให้มาพักที่โรงแรมและเล่นคาสิโนที่ลาสเวกัส

อย่างไรก็ตามจุดเริ่มต้น RuPaul’s Drag Race จัดอยู่ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ วิทยุและโทรทัศน์ โดยได้นำ ‘ทุนทางวัฒนธรรม’ มาผลักดันสู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เพราะวัฒนธรรมแดร็กเปรียบเสมือนต้นทุน สู่การสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ซึ่งในอดีตก็เริ่มจากศิลปะการแสดง โดยที่โดดเด่นในสหรัฐฯ คืออุตสาหกรรมบรอดเวย์ (Broadway Industry) อันสะท้อนให้เห็นถึงความเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในตัวเอง นอกจาก ‘ทุนทางวัฒนธรรม’ ที่โดดเด่นแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ ‘ความหลากหลาย’

‘Tolerance’ หรือความอดทนต่อความหลากหลายในด้านต่างๆ ทั้งความหลากหลายทางเพศ ความหลากหลายทางวัฒนธรรม ซึ่งอยู่ภายใต้แนวคิด 3Ts ของ ริชาร์ด ฟลอริด้า (Richard Florida) ที่ใช้ในการอธิบายชนชั้นสร้างสรรค์ที่ประกอบไปด้วย ‘Talent’ หรือกลุ่มคนผู้มีทักษะ ‘Technology’ หรือเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ส่งเสริม และ ‘Tolerance’ หรือความอดทนต่อความหลากหลายต่างๆ ที่สามารถใช้คนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ ภาพตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนมากที่สุดคือ เมืองซานฟรานซิสโกและแคลิฟอร์เนียในสหรัฐฯ ที่เรียกว่า เป็นเมืองที่ทั้งพื้นที่และผู้คนเปิดรับความหลากหลายทางเพศ ส่งผลให้มีผู้คนที่มีความหลากหลายทางเพศอยู่ในพื้นที่จำนวนมาก และมีจำนวนของโชว์แดร็กและบาร์เกย์จำนวนมาก เปิดโอกาสในการสร้างสรรค์ของผลงานการแสดงของผู้คนทุกเพศอย่างเท่าเทียม

ดังนั้นการผลักดัน ‘ซอฟต์พาวเวอร์’ อาจไม่ใช่การพึ่งหวังเพียงแค่ทุนทางวัฒนธรรมหรือบุคคลผู้มีชื่อเสียง แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศสร้างสรรค์ (Creative Ecosystem) ที่เหมาะสมกับบริบททางสังคม และผลักดันศักยภาพของคนในชุมชนต่างๆ ให้สามารถผลิตงานออกมาได้ โดยตอบสนองกับความต้องการของผู้บริโภค แม้ว่า ‘วัฒนธรรมแดร็ก’ จะมีผู้บริโภคในไทย แบบตลาดเฉพาะกลุ่ม แต่จากปรากฏการณ์ ‘ชัยชนะของก็อดแลนด์’ ก็ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า วัฒนธรรมแดร็กในไทยก็สามารถอยู่ในกระแสนิยมของโลกได้

แล้วถึงเวลาหรือยังที่วัฒนธรรมแดร็กจะเข้าสู่สังคมกระแสหลักของไทย เพราะสังคมไทยก็อยู่กับวัฒนธรรมนี้มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ละครในที่ใช้ผู้ชายเล่นตัวนาง หรือแม้แต่ทิฟฟานี โชว์ ไปจนถึงละครดังอย่าง ‘มาตาลดา’ (2566) แต่รายการ Drag Race Thailand ที่อยู่ในแฟรนไชส์เดียวกัน กลับยังไม่เป็นที่นิยมในสังคมกระแสหลัก… อาจเป็นเพราะ ‘รัฐและสังคม’ ที่อาจยังไม่สนับสนุนและเปิดรับมากพอ ทำให้โครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ยังไม่แข็งแรง เพราะจากชัยชนะของก็อดแลนด์ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า ศักยภาพของศิลปินไทย และแรงงานสร้างสรรค์ในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทย ไม่เคยเป็นข้อจำกัด แต่เป็นกลุ่มคนที่รอให้ถูกค้นพบจากโครงสร้างที่แข็งแรงและสังคมที่เปิดกว้างอย่างเข้าใจ เพื่อให้พวกเขาได้พัฒนางานสร้างสรรค์และเติบโต ซึ่งจะทำให้วัฒนธรรมไทย ไม่เป็นเพียงแค่วัฒนธรรมเฉพาะกลุ่ม แต่อาจกลายเป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่โลกไม่อาจมองข้ามได้ เช่นเดียวกับก็อดแลนด์ในวันนี้

ที่มา:

– พิชชากานต์ ช่วงชัย. (2566). Creative Class. [PowerPoint slides]. สาขาการจัดการมรดกวัฒนธรรมและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

– Florida R. J. (2005). Cities and the Creative Class. Routledge.

– https://www.fastcompany.com/90721977/world-of-wonder-rupauls-drag-race-production-company

Tags: , , , , , ,