หัวจิตหัวใจเราแหลกสลายกันไปตั้งแต่ตอนไหน ตอนที่ฟีดเต็มไปด้วยข่าวของสงคราม ราคาทองที่พุ่งสูงจนน่าตกใจ ไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่ไร้วัคซีน หรือตอนที่อุณภูมิโลกหลอมละลายร่างกายและธรรมชาติจนไม่เหลือเค้าเดิม สำหรับยุคนี้ ‘วันสิ้นโลก’ ไม่ใช่แค่พล็อตภาพยนตร์ไซไฟที่ไกลตัวอีกต่อไป แต่คือความปกติรูปแบบใหม่ที่พวกเราเผชิญกันจนชินชา ในวันที่โลกไม่ได้ใจดีกับเราพอที่จะส่งวิกฤตมาให้แก้ทีละเรื่อง แต่สาดทุกอย่างเข้ามาพร้อมกันจนเกิดเป็นปรากฏการณ์ที่นักวิชาการเรียกว่า ‘Polycrisis’ หรือวิกฤตซ้อนวิกฤต

ดังนั้นหากคุณรู้สึกเหนื่อยล้าอย่างหาสาเหตุไม่ได้ ความฝันที่เคยเชื่อมั่นกลับสั่นคลอนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หรือไม่สามารถจิตนาการถึงชีวิตที่ดีกว่าเดิมในวันข้างหน้า ก็ไม่แปลกที่จะรู้สึกแบบนั้น เพราะร่างกายและสมองของเราไม่ได้ถูกออกแบบมาให้แบกรับความเครียดและความสิ้นหวังรอบด้านมากขนาดนี้ 

สมองที่ไม่ได้วิวัฒนาการมาให้แบกรับความเครียดยุคปัจจุบัน

สิ่งที่น่าเศร้ารองลงมาจากวิกฤตการณ์โลกคือ สมองของเราไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ดำรงชีวิตอยู่ในโลกแบบนี้ 

สมองของมนุษย์มีวิวัฒนาการมาเพื่อตอบสนองต่อภัยคุกคามระยะสั้นที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า เช่น เมื่อสัตว์นักล่าปรากฏตัวสมองส่วนอะมิกดาลา (Amygdala) จะส่งสัญญาณหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกมา เพื่อกระตุ้นให้เราต่อสู้หรือหลบหนี (Fight or flee) และเมื่อภัยคุกคามนั้นผ่านพ้นไป ร่างกายก็จะเข้าสู่โหมดการฟื้นฟูอัตโนมัติ 

ทว่าพฤติกรรมการเสพข่าวในปัจจุบัน กระตุ้นวิธีการตอบสนองต่อภัยคุกคามในแบบที่ต่างออกไป สมองตกอยู่ในสภาวะเครียดนานขึ้น จากการเสพข่าวจำนวนมหาศาลผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย ที่สำคัญคือต้นตอของปัญหาในข่าวเหล่านั้น

ส่วนใหญ่แล้วไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยตนเอง เพราะเป็นเรื่องไกลตัวมากเกินไป จึงจะเห็นได้ว่า ภัยคุกคามในยุคปัจจุบันแตกต่างจากเมื่อก่อนมาก มันเปลี่ยนจากการเผชิญหน้ากับเสือเขี้ยวดาบ มาเป็นความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมัน เมื่อก่อนเราอาจจบปัญหาได้ด้วยการแทงหอกหรือยิงธนูไฟ แต่ตอนนี้มันคงยากที่เราจะทำให้อุปทานน้ำมันโลกกลับมาสมดุลในเวลาอันสั้น

ในงานวิจัย Media’s role in broadcasting acute stress following the Boston Marathon bombings ในปี 2013 ที่ศึกษาผลกระทบต่อสุขภาพจิตที่มีต่อการเสพข่าว จากการสำรวจอาสาสมัครจำนวน 4,675 คน พบว่า การได้รับข่าวสารจากเหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆ สามารถทำให้ร่างกายเกิดความเครียดเฉียบพลัน ได้เทียบเท่ากับการเผชิญสถานการณ์จริงด้วยตนเอง เท่ากับว่าทุกครั้งที่เราเสพข่าวสารต่างๆ ร่างกายจะตอบสนองราวกับว่า เรื่องราวเหล่านั้นส่งผลกระทบกับเราโดยตรง

การเผชิญหน้ากับความเครียดเรื้อรังนี้ ทำให้สมองและร่างกายของเราทำงานหนักขึ้น บรูซ แมกอีเวน (Bruce McEwen) นักประสาทวิทยาต่อมไร้ท่อ อธิบายผลลัพธ์ของภาวะนี้ว่า คือ ‘ภาวะความเครียดสะสม’ (Allostatic load) หมายถึง ความสึกหรอและเสื่อมโทรมสะสมของร่างกาย ที่เกิดจากกลไกการตอบสนองต่อความเครียดถูกกระตุ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่มีจุดคลี่คลาย 

แล้วเราจะใช้ชีวิตในวันที่ไม่สามารถจินตนาการถึงวันที่ดีอย่างไร

ดร.แดเนียล ไนท์ (Daniel Knight) นักมานุษยวิทยาจาก University of St Andrews ศึกษาเกี่ยวกับการรับมือวิกฤตยืดเยื้อของมนุษย์ ผ่านการสังเกตการณ์ภาคสนามที่ประเทศกรีซในช่วงปี 2008-2010 ที่ในตอนนั้นกำลังเผชิญวิกฤตการอพยพ วิกฤตพลังงาน และวิกฤตเศรษฐกิจอย่างหนักหน่วง รัฐบาลของกรีซได้ออกมาตรการรัดเข็มขัด ด้วยการลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนและเพิ่มการจัดเก็บภาษี แม้ว่าต้องผ่านวันคืนอันแสนยากลำบาก 

ทว่าในตอนนั้นเริ่มมีคนพยายามมองหา ‘แสงสว่าง’ ในค่ำคืนอันมืดมิด ด้วยการเสนอแนวคิดว่า ทุกครั้งที่มนุษย์เผชิญวิกฤตความลำบากและการสูญเสียครั้งใหญ่ เมื่อไฟแห่งความโกลาหลจบลง มันมักจะนำมาซึ่งยุคสมัยที่สดใสกลับมาอีกครั้ง 

ดร.แดเนียลกล่าวว่า ในช่วงนั้นหลายคนเริ่ม ‘ดำรงอยู่กับปัจจุบัน’ ด้วยการมองหาความสุขง่ายๆ ในกรอบระยะเวลาสั้นๆ เพื่อรองรับต่อความผันผวนและไม่แน่นอนของโลกใบนี้ พวกเขาหันมาให้ความสำคัญกับตัวเอง ครอบครัว และเพื่อนสนิทมากขึ้น 

ดร.แดเนียลสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงทีละเล็กทีละน้อย ผู้คนเชื่อมโยงและเอื้ออาทรกันมากขึ้น มีชมรมปั่นจักรยานผุดขึ้นมากมาย พร้อมๆ กับกิจกรรมทางสังคมอื่นๆ คล้ายกับการสร้างโลกยูโทเปียขนาดเล็กท่ามกลางวิกฤตการณ์ทางสังคม คล้ายกับตอนที่โลกเผชิญกับโรคโควิด-19 ท่ามกลางการล็อกดาวน์ที่กดดันและเปลี่ยวเหงา ผู้คนในโลกออนไลน์สร้างพื้นที่การพูดคุยใหม่ๆ ขึ้น เช่น Club House, Discord และแพลตฟอร์มโซเชียลฯ อื่นๆ ที่ทำให้พวกเรามีปฏิสัมพันธ์ในรูปแบบที่ต่างจากเดิม เพื่อรอวันให้สถานการณ์โลกกลับมาสงบสุขอีกครั้ง 

กล่าวคือการโฟกัสอยู่กับปัจจุบัน ตั้งเป้าหมายระยะสั้นที่ทำได้ง่ายๆ ใช้เวลาอยู่กับคนใกล้ตัวให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และมีปฏิสัมพันธ์กับสังคมเยอะๆ อาจทำให้เราพอที่จะเอาตัวเองหลีกหนีจากปัญหาระดับโลก ที่เราดูเป็นคนตัวเล็กจ้อยไร้ข้อต่อรองได้มากขึ้น ถึงแม้มันอาจไม่มีวิธีใดที่ลบล้างความเครียดได้อย่างถาวร แต่การพยายามมองโลกในแง่ดีเพื่อสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และก้าวเดินต่อไป อาจเป็นลู่ทางที่ดีที่สุดสำหรับการดำรงชีวิตในยุคสมัย ที่เต็มไปด้วยสงครามและความขัดแย้งที่เอาแน่เอานอนไม่ได้

สุดท้ายแล้วไม่ว่าชีวิตจะเหนื่อยล้า สิ้นหวังหวัง หรือพังทลายมากขนาดไหน แต่เราก็ต้องใช้ชีวิตกันต่อไป เปลี่ยนความกังวลเป็นแรงผลักดันให้ตัวเองได้ลองทำสิ่งใหม่ๆ หรือค้นหาความสุขที่ง่ายขึ้น จำกัดโควตาการเสพข่าวแบบไม่เพิกเฉยแต่ไม่หมกหมุ้น กินอาหารที่หลากหลาย และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายฟื้นฟูจากความเครียด ดำรงอยู่กับปัจจุบัน มีสติกับสิ่งที่ทำอยู่ และใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ เพื่อวันที่ดีกว่าในอนาคต 

 

ที่มา:

https://www.psychologytoday.com/us/blog/rebuild-your-life/202602/the-mental-toll-of-a-world-in-crisis

https://www.pnas.org/doi/10.1073/pnas.1316265110

https://www.theguardian.com/wellness/2026/jan/14/new-year-polycrisis-psychology-feeling-trapped#:~:text=Some%20coping%20mechanisms%20for%20polycrises%20include:%20*,about%20values%20that%20are%20important%20to%20you

Tags: , , , ,