วันนี้ (10 มีนาคม 2569) บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) (BCPG) บริษัทประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ออกหนังสือชี้แจงผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยถึงกรณีที่เมื่อวานนี้ (9 มีนาคม 2569) หุ้นของบริษัทฯ ดิ่งลงกว่า 25.35% หลังจากเหตุการณ์ที่กองกำลังตำรวจสิงคโปร์ (Singapore Police Force: SPF) ร่วมกับธนาคารกลางสิงคโปร์ (Monetary Authority of Singapore: MAS) เข้าจับกุม 2 ผู้อำนวยการของ Capital Asia Investments (CAI) พร้อมอายัดทรัพย์ผู้บริหารในบัญชีธนาคารและบัญชีหลักทรัพย์ของบริษัทมูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาท โดย CAI ถือเป็นหนึ่งในบริษัทจัดการลงทุนที่ถือหุ้นใน BCPG

ทั้งนี้ BCPG เป็นบริษัทประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด โดยมีผู้ถือหุ้นใหญ่คือบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นกว่า 57.81% หรือราว 1.73 ล้านหุ้น

ในเอกสารชี้แจงของ BCPG ระบุว่า ตามที่ราคาหุ้นของ BCPG มีการปรับตัวลดลงในช่วงก่อนปิดตลาด เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 นั้น บริษัทฯ ขอชี้แจงว่า บริษัทไม่พบปัจจัยพื้นฐานหรือเหตุการณ์สำคัญใดๆ ที่มีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจหรือฐานะทางการเงินของบริษัทฯ

“การดำเนินธุรกิจ การบริหารจัดการ และความคืบหน้าของโครงการต่างๆ ยังคงดำเนินไปตามปกติอย่างต่อเนื่องบนพื้นฐานของความมั่นคงและเสถียรภาพขององค์กร โดยบริษัทฯ ยังคงเดินหน้าพันธกิจหลักในการพัฒนาและลงทุนด้านพลังงานสะอาด พร้อมต่อยอดสู่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานแห่งอนาคต เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานที่ยั่งยืนในระดับประเทศและระดับภูมิภาค

“โดยมีเป้าหมายสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนให้แก่สังคม สิ่งแวดล้อม ผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน ทั้งยังยึดมั่นในหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Good Corporate Governance) และมาตรฐานความโปร่งใสในทุกกระบวนการดำเนินงาน”

ทั้งนี้ราคาหุ้นของ BCPG ในช่วงก่อนปิดตลาดในช่วงเช้าของวันที่ 10 มีนาคม 2569 ราคาหุ้นกลับมาบวกที่ 1.45 จุด หรือคิดเป็น 27.36% โดยบริษัทหลักทรัพย์ InnovestX มองว่า เหตุผลที่หุ้น BCPG ตกลงในช่วงก่อนปิดตลาดเมื่อวานนี้ เป็นผลระยะสั้นจากกรณีหน่วยงานกำกับดูแลของสิงคโปร์ที่กวาดล้างเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ โดย CAI ถูกตรวจสอบกรณีเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน ส่งผลให้มีการจับกุมผู้อำนวยการจำนวน 2 ราย

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยของ InnovestX มองว่า ผลกระทบดังกล่าวเป็นผลกระทบระยะสั้นเท่านั้น เนื่องจาก CAI เคยเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ลำดับที่ 2 ของ BCPG ก่อนที่จะทยอยลดสัดส่วนการถือหุ้นลงมาเหลือเพียง 21.2 ล้านหุ้น คิดเป็น 0.71% ของสัดส่วนผู้ถือหุ้นทั้งหมด

สำหรับปฏิบัติการเมื่อวานนี้ สำนักงานรายงานธุรกรรมที่น่าสงสัย (Suspicious Transaction Reporting Office) ของสิงคโปร์ ยื่นข้อมูลทางการเงินระบุว่า บริษัทฯ หลักทรัพย์ CAI มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการฟอกเงินข้ามชาติ

และหลังจากนี้กองกำลังตำรวจสิงคโปร์จะดำเนินการสืบสวนและประสานงานกับหน่วยงานต่างประเทศ เพื่อขอข้อมูลและความช่วยเหลือ ทั้งนี้เชื่อว่า เงินที่ได้มานั้นมาจากกิจกรรมขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งรวมถึงสแกมเมอร์ด้วย

ทั้งนี้ในส่วนของหน่วยงานกำกับดูแลของไทย โดย เอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการและโฆษกของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ระบุว่า ตามที่ปรากฏข้อมูลว่า ธนาคารกลางสิงคโปร์ได้ขอข้อมูลธุรกรรมต้องสงสัยของ CAI จาก ก.ล.ต.ยัง ‘ไม่ปรากฏ’ ว่าเคยมีการประสานขอข้อมูลแต่อย่ายังใด

เอนกกล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา ก.ล.ต.ประสานงานขอข้อมูลจากหน่วยงานกำกับดูแลภาคการเงินของต่างประเทศ ตั้งแต่เดือนตุลาคมของปีที่ผ่านมา และนำข้อมูลมาประกอบการพิจารณาบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งมีความคืบหน้าไปมากแล้ว

Tags: , , ,