วาระที่ควรจะ ‘ลับ’ มากที่สุด ณ ตอนนี้อาจจะพูดแบบนั้นได้ไม่เต็มปาก หลังเห็นการจัดการเลือกตั้ง 2569 ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หน่วยงานที่กำลังเผชิญกับวิกฤตศรัทธา หลังเจอปัญหามากมายที่ทำให้เกิดคำถามทั้งเรื่องความโปร่งใสและเรื่องความลับ
การแถลงข่าวครั้งล่าสุดของ กกต.คือเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 ชี้แจงทุกข้อครหาทั้งเรื่องการนับคะแนนที่ยังไม่แล้วเสร็จสักทีแม้จะผ่านมา 1 สัปดาห์แล้ว ความโปร่งใสในการจัดการเลือกตั้ง การกระทำที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าผิดระเบียบของ กกต.เอง รวมถึงปัญหาใหญ่ที่อาจจะทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็น ‘โมฆะ’ คือความลับในการลงคะแนนเสียงของประชาชน
เมื่อ กกต.ตอบคำถามแล้ว The Momentum ขอนำคำตอบที่ได้รับจากหน่วยงานมาสอบทานกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง รวมถึงกฎหมายและระเบียบ กกต.เพื่อดูว่า มีตรงไหนที่ดูแล้ว ‘โป๊ะ’ สวนทางกับข้อเท็จจริงบ้าง
-
อ้างเก็บต้นขั้ว บัตรลงคะแนนแยกสถานที่ แต่ในความเป็นจริงเก็บที่เดียวกัน
ในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 ว่าที่ร้อยตรี ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต. แถลงข่าวตอนหนึ่งถึงกรณีการเก็บรวบรวมบัตรลงคะแนนเสียง ต้นขั้วบัตร และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยชี้แจงว่า หลังเสร็จสิ้นการนับคะแนนในวันเลือกตั้ง บัตรลงคะแนนเสียง รายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และต้นขั้วบัตร จะแยกไปเก็บรักษาคนละที่ กกต.จะเป็นผู้เก็บรักษาบัตรลงคะแนนเสียง นายทะเบียนอำเภอและนายทะเบียนท้องถิ่นเป็นผู้เก็บรักษาบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ส่วนต้นขั้วบัตรจะเก็บแยกไปอีกสถานที่หนึ่ง ซึ่ง กกต.ไม่ได้ชี้แจงว่าเป็นที่ไหน
ข้อมูลทั้ง 3 อย่างที่เก็บแยกกัน ว่าที่ร้อยตรีภาสกรยืนยันว่า เป็นกระบวนการรักษาความปลอดภัยที่จะทำให้การลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งครั้งนี้ยังคงเป็นไปโดยตรงและลับ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 เพราะไม่สามารถรู้ได้ว่า ใครลงคะแนนให้พรรคการเมืองใด
แต่ปรากฏว่า ในระเบียบเลือกตั้ง สส.ข้อ 181 กำหนดว่า บัตรลงคะแนนเสียงที่เหลือและ ‘ต้นขั้วบัตร’ ให้ส่งไปที่ กกต.เขต และเมื่อติดตามไปดูว่า กกต.เขตจะแยกเก็บต้นขั้วบัตรกับบัตรลงคะแนนเสียงหรือไม่นั้น ในระเบียบเดียวกัน ข้อ 184 ระบุว่า ให้บุคคลหรือคณะบุคคลที่ กกต.ประจำเขตแต่งตั้ง ดำเนินการยุบรวมและใส่บัตรลงคะแนนเสียงที่เหลือไม่เต็มเล่มและต้นขั้วบัตรลงคะแนนเสียงไปบรรจุรวมไว้ในหีบบัตรลงคะแนนเสียง
จึงแปลได้ว่า การเก็บรักษาต้นขั้วและบัตรลงคะแนนเสียง แม้จะไม่ได้เก็บไว้ในหีบบัตรเดียวกัน แต่ยังคงเก็บไว้ในสถานที่เดียวกัน สวนทางกับคำแถลงของรองเลขาธิการ กกต.ที่อธิบายว่า มีการเก็บต้นขั้วบัตร และบัตรลงคะแนนเสียงแยกสถานที่กันอย่างชัดเจน
ด้าน ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แชร์ภาพกองหีบบัตรลงคะแนนเสียงหน่วยที่ 4-6 ตำบลทับช้าง ที่เก็บรวมไว้ ณ สถานที่แห่งหนึ่งในจังหวัดจันทบุรี โดยพบว่า บัตรลงคะแนนเสียงและต้นขั้วบัตรของหน่วยเลือกตั้งในเขตเดียวกันเก็บไว้ในสถานที่เดียวกัน ที่สำคัญ หีบบัตรลงคะแนนเสียงยังอยู่ในสภาพที่ไม่ปลอดภัย โดยพบว่าบางหีบไม่ได้ปิดด้วยเคเบิลไทร์หรือสายรัดให้เรียบร้อยตามระเบียบ กกต.แต่อย่างใด
-
ช่วงยุบรวมหีบไม่ต้องคล้องสายรัดปิดหีบ แต่ระเบียบ กกต.กำหนดให้ใช้สายรัดปิดหีบ
สืบเนื่องจากกรณีที่ประชาชนในพื้นที่ชลบุรี เขต 1 พบว่า หีบเลือกตั้งบางใบไม่ได้ปิดผนึกด้วยสายรัดหรือเคเบิลไทร์พร้อมลงลายมือชื่อกรรมการประจำหน่วย มีเพียงการซีลเทปกาวรอบหีบเท่านั้น นำมาสู่คำถามว่าเจ้าหน้าที่รัฐดำเนินการไม่เป็นไปตามระเบียบ กกต.หรือไม่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ กกต.ชลบุรีชี้แจงเบื้องต้นว่า สายรัดหมด แต่ในภายหลังกลับพบว่า ภายในโดมสนามแบดมินตันยังคงมีสายรัดเหลืออยู่
กกต.ให้เหตุผลว่า เนื่องจากตอนนั้นอยู่ในช่วงยุบรวมหีบและกำลังจะมีการเคลื่อนย้ายหีบบัตรจากโรงยิมไปยังศูนย์รวมคะแนนที่ศาลาประชาคม ซึ่งอยู่ห่างราว 500 เมตร แต่ในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 กกต.ให้เหตุผลเพิ่มเติมว่า หีบบัตรที่ไม่ได้ปิดผนึกด้วยสายรัดหรือเคเบิลไทร์พร้อมลงลายมือชื่อเป็นเพียงหีบบัตรที่เก็บวัสดุและอุปกรณ์ตัดทำลาย
เมื่อดูตามระเบียบ กกต.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปี 2566 ข้อ 183 ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า เจ้าหน้าที่สามารถยุบรวมหีบด้วยสายรัดหรืออุปกรณ์อื่นแทนสายรัดพร้อมลงลายมือชื่อไว้ แต่กรณีหีบบัตรลงคะแนนเสียงของชลบุรี เขต 1 จำนวนหนึ่งถูกผนึกด้วยเทปกาวและไม่มีสายรัดที่ลงลายมือชื่อ
เหตุผลของ กกต.ยิ่งมีน้ำหนักน้อยลงไปอีก เมื่อมีการเปิดเผยภาพจุดรวมหีบบัตรลงคะแนนเสียงของเขตเลือกตั้งแห่งหนึ่งในจังหวัดจันทบุรี เพราะแม้จะเป็นหีบที่บรรจุบัตรดีหรือบัตรเสีย ไม่ใช่หีบเก็บวัสดุอุปกรณ์ กลับไม่มีการผนึกหีบด้วยสายรัดหรือเคเบิลไทร์ที่ลงลายมือชื่อแต่อย่างใด
-
การเลือกตั้งเป็นความลับ แต่มีข้อมูลผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งหลุด
ธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านไอที ชี้ให้เห็นว่า ขณะนี้มีข้อมูลของผู้มีสิทธิเลือกตั้งรั่วไหลจากระบบตรวจสอบรายละเอียดผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็น เลขบัตรประชาชน ชื่อจริง (ไม่มีนามสกุล) ลำดับบัญชีในบัญชีทั้ง สส.และประชามติ จังหวัดที่มีสิทธิ เขตที่มีสิทธิ รวมทั้งหน่วยเลือกตั้ง
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน แชร์ข้อความธนารัตน์ พร้อมกับแคปชันว่า ข้อมูล 2 ใน 3 ส่วน คือภาพถ่ายบัตรสีชมพูตอนนับคะแนน และข้อมูลลำดับผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศนั้นหลุดออกมาแล้ว เหลือเพียงส่วนสุดท้ายคือ ‘ต้นขั้ว’ บัตรเลือกตั้ง หากมีคลิปหรือภาพถ่ายใดที่เห็นต้นขั้วในบัตรสีชมพูเพียง 1 ใบ ที่ตรงกับภาพตอนนับคะแนนก็อาจจะทำให้รู้ข้อมูลว่า เจ้าของบัตรลงคะแนนเสียงเลือกใคร
“เพียงแค่ 1 เคส ก็เพียงพอแล้วในการพิสูจน์ ว่าที่ กกต.พยายามออกมาแถลงว่า เป็นการเลือกตั้งที่ตรงและลับด้วยกระบวนการนั้น เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ ที่เราเดินมาถึงจุดนี้ เพราะคุณผิดพลาด ไม่ว่าด้วยความประมาท หรือด้วยความทุจริตก็ตาม ในการใส่สัญลักษณ์ เช่น บาร์โค้ด ที่ระบุไปถึงบัตรแต่ละใบได้แบบ 1:1” ณัฐพงษ์กล่าว
ทั้งนี้เนื่องจากว่า ผู้ไม่หวังดีสามารถสแกน QR Code แล้วได้เลขที่ซึ่งปรากฏอยู่บนต้นขั้วบัตรลงคะแนนเสียง และสามารถนำเลขที่ที่ได้ไปตามหาเจ้าของบัตรลงคะแนนเสียงจากข้อมูลที่รั่วไหล ดังนั้นจึงเป็นความเสี่ยงต่อเจ้าของบัตรลงคะแนนเสียง สส.แบบแบ่งเขต ที่เผยแพร่อยู่บนโซเชียลฯ ณ เวลานี้ และอาจทำให้การลงคะแนนเสียงของพวกเขาที่ควรจะเป็นความลับ กลายเป็น ‘ข้อมูลสาธารณะ’ ไปโดยปริยาย
สวนทางกับคำยืนยันของ กกต.ก่อนหน้านี้ที่พยายามจะสร้างความเชื่อมั่นว่า ตนมีระบบรักษาความปลอดภัยแน่นหนา ซึ่งสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญที่การเลือกตั้งต้องเป็นไปโดยตรงและลับ โดยการทำเครื่องหมาย QR Code และบาร์โค้ดบนบัตรลงคะแนนเสียงเลือกตั้งก็เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งในการรักษาความปลอดภัย
-
การเลือกตั้งเป็นความลับ แต่บาร์โค้ดตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าเลือกอะไร
ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 กำหนดให้การออกเสียงเลือกตั้งต้องเป็นไปโดยตรงและลับ แสดงว่าไม่มีผู้ใดล่วงรู้ได้ว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้ใครหรือเลือกพรรคการเมืองใด
แต่หลังการเลือกตั้งผ่านไปไม่กี่วัน มีประชาชนสังเกตเห็นบาร์โค้ดและ QR Code ที่ติดมากับบัตรลงคะแนนเสียง ซึ่งเมื่อสแกนแล้วพบว่า บาร์โค้ดแปลงเป็นตัวเลขที่ตรงกับ ‘เลขที่’ ที่อยู่บน ‘ต้นขั้วบัตร’ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งแต่ละคนได้รับไม่ซ้ำกัน
เมื่อตัวเลขบนบาร์โค้ดบอกได้ว่า บัตรลงคะแนนเสียงใบนี้ถูกฉีกมาจากต้นขั้วบัตรใบไหน หากเกิดการจับคู่กันได้ระหว่างบัตรลงคะแนนเสียงกับต้นขั้วบัตร แปลว่าผู้ที่ทำเช่นนั้นจะรู้ข้อมูลลำดับเลขที่ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และสามารถตามไปหารายละเอียดข้อมูลบุคคลในเอกสารบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ที่ประกอบไปด้วยข้อมูลไม่ว่าจะเป็น ชื่อ-สกุล เลขบัตรประชาชน และที่อยู่
ทั้งนี้ วรพงศ์ อนันต์เจริญกิจ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ กล่าวในแถลงการณ์ของ กกต. และว่าที่ร้อยตรีภาสกร รองเลขาธิการ กกต. พูดถึงประเด็นนี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะมีผู้ไม่หวังดีไปค้นหาต้นขั้วบัตรเพื่อนำมาจับคู่กับบัตรลงคะแนนเสียง และไม่มีทางที่จะเปิดหีบบัตรลงคะแนนเสียงเพื่อค้นหาต้นขั้วได้ เพราะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย การเปิดหีบทำได้เฉพาะมีคำสั่งให้นับคะแนนใหม่
ว่าที่ร้อยตรีภาสกรยังเพิ่มเติมว่า บัตรลงคะแนนเสียง ต้นขั้วบัตร และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งถูกเก็บแยกกันคนละที่ บัตรลงคะแนนเสียงอยู่ในความดูแลของ กกต. บัญชีรายชื่ออยู่ที่สำนักทะเบียน ส่วนต้นขั้วบัตรไม่บอกว่าเก็บไว้ที่ใด
-
กฎหมายห้ามทิ้งใบขีดคะแนน แต่เจอใบขีดคะแนนในกองขยะ
อันที่จริงตามระเบียบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2566 ใบขีดคะแนนจะต้องบรรจุไว้ในถุงใสชั้นนอกแล้วมัดรวมด้วยสายรัด ก่อนนำไปใส่ไว้ในหีบบัตรลงคะแนนเสียง หลังจากนั้น กปน.จะนำหีบบัตรลงคะแนนเสียงที่บรรจุบัตรลงคะแนนเสียงส่งมอบให้กับ กกต.ประจำเขต ซึ่งจะต้องทำหน้าที่ตรวจรับหีบบัตรลงคะแนนเสียง คูหา สิ่งของและวัสดุอุปกรณ์เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ก่อนนำไปเก็บรักษาในที่ปลอดภัยตาม กกต.เขตกำหนดต่อไป
แม้ข้อกำหนดในระเบียบจะเป็นเช่นนั้น แต่กลับพบกรณีที่มีประชาชนพบใบขีดคะแนนในกองขยะที่จังหวัดสมุทรปราการ นอกจากนี้ยังพบเอกสารอื่นๆ เช่น วัสดุและอุปกรณ์ที่ใช้ในการจัดการเลือกตั้ง รวมไปถึงรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งของจังหวัดบุรีรัมย์
ตลอดระยะเวลา 4 ปี วันที่ประชาชนมีอำนาจมากที่สุดมีเพียงวันเดียวคือ ‘วันเลือกตั้ง’ พวกเขาเลือกด้วยศรัทธาว่า ปลายปากกาของพวกเขาจะสามารถเปลี่ยนแปลงอนาคตของประเทศได้
ทว่านอกจากการเลือกตั้งในปี 2569 นี้ จะยังไม่มีผลลัพธ์ออกมาอย่างเป็นทางการหลังล่วงเลยวันเลือกตั้งมานานนับสัปดาห์ กลับยังสร้างปัญหากับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง หลายคนกำลังร้อนๆ หนาวๆ ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะถึงทีที่ข้อมูลของตนรั่วไหล หลายคนกำลังกังวลว่าจะมี ‘หัวคะแนน’ มาตามเช็กบิลถึงที่บ้านหรือไม่
ในฐานะหน่วยงานหลักในการจัดการเลือกตั้ง กกต.อาจจะต้องสำรวจดูตัวเองว่า ตนทำได้ดีแค่ไหนในการทำหน้าที่นี้ และหากคิดว่าตนทำได้ดี ก็ต้องตอบคำถามให้ได้ว่า ปัญหาร้อยแปดพันเรื่องที่กัดกร่อนศรัทธาที่มีต่อการเลือกตั้งเช่นนี้ เกิดขึ้นจากสาเหตุใด หากไม่ใช่เพราะจากการทำหน้าที่ของ กกต.เอง
ทั้งนี้ศรัทธาของประชาชนต่อการเลือกตั้งจะกลับมาได้ก็อยู่ที่การจัดการของ กกต. หากว่าจัดการได้ดี โปร่งใส จนประชาชนสิ้นข้อครหา ศรัทธาก็อาจกู้กลับมาได้
แต่หากว่า กกต.จัดการไม่ดี หรือไม่คิดแม้แต่จะลงมือทำอะไรสักอย่างเพื่อแก้ไข อีก 4 ปีข้างหน้า ในวันที่การเลือกตั้งวนกลับมาอีกครั้ง ไม่แน่ว่า เราอาจได้เห็นปรากฏการณ์คนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ก็เป็นได้
อ้างอิง:
https://www.facebook.com/share/p/187pq6ePVh/
https://www.ect.go.th/web-upload/migrate/download/article/article_20191224111455-copy73.pdf
https://www.facebook.com/reel/1291654846130115
https://www.ilaw.or.th/articles/57167
Tags: แสวง บุญมี, เลือกตั้ง 2569, บัตรลงคะแนน, การเมือง, Feature, เลือกตั้ง, กกต., คณะกรรมการการเลือกตั้ง, ความโปร่งใส




