ผ่านมาแล้ว 8 วัน หลังการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า พรรคภูมิใจไทยคว้าชัยชนะมาได้ด้วยจำนวน สส.รวม 193 ที่นั่ง ตามมาด้วยพรรคประชาชนที่ 118 ที่นั่ง พรรคเพื่อไทย 74 ที่นั่ง พรรคกล้าธรรมและพรรคประชาธิปัตย์ที่ 58 และ 22 ที่นั่งตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม ผลการเลือกตั้งดังกล่าวยังเป็นเพียงข้อมูลอย่างไม่เป็นทางการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ตัวเลขผลการนับคะแนนยังอยู่ที่ 94%
ทั้งนี้หากย้อนกลับไป 2 การเลือกตั้งทั่วไปที่ผ่านมา พบว่าการทำงานของ กกต.สามารถประกาศการนับคะแนนได้ภายในไม่กี่วัน เช่น การเลือกตั้งทั่วไปปี 2562 ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 กกต.สามารถประกาศผลการนับคะแนนได้ในวันที่ 28 มีนาคม 2562 หรือคิดเป็นเวลาเพียง 4 วันเท่านั้น
ขณะที่การเลือกตั้งทั่วไปปี 2566 จัดการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 แต่ประกาศผลการเลือกตั้งได้ภายในวันที่ 25 พฤษภาคม 2566 หรือคิดเป็น 11 วัน
นอกจากผลการชนะการเลือกตั้งแล้ว อีกหนึ่งข้อมูลที่มีความสำคัญไม่น้อยคือ จำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ที่ในการเลือกตั้งปีนี้ กกต.ไม่ได้มาตั้งโต๊ะแถลงว่า วันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งทั้งหมดกี่คน คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ มีเพียงตัวเลขคร่าวๆ ที่น่าตกใจว่า รอบนี้มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งเพียง 65% ซึ่งน้อยที่สุดในรอบ 30 ปี รวมถึงไม่ได้ระบุว่า แต่ละพรรคการเมืองได้จำนวน สส.ทั้งหมดเท่าไร มีแต่เพียงการรายงานผ่านเว็บไซต์ https://ectreport69.ect.go.th/overview ซึ่งในเวลาต่อมา กกต.ก็ประกาศว่า ไม่ให้ใช้ตัวเลขจากเว็บไซต์ดังกล่าวไปอ้างอิงต่อเท่านั้น
แม้การเลือกตั้งครั้งนี้ การทำงานของ กกต.จะยังไม่ได้ทำลายสถิติตัวเองที่ใช้เวลามากกว่า 11 วันในการประกาศผลการนับคะแนน 100% แต่เราสามารถพอเห็นถึงเค้าลางอยู่ได้บ้างว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ กกต.อาจใช้เวลามากกว่า 11 วันเพื่อประกาศผลการเลือกตั้งครบ 100% อย่างแน่นอน
หนึ่งเลย คงหนีไม่พ้นเรื่องของ ‘ข้อร้องเรียน’ การนับคะแนนที่เกิดขึ้นในหลายจุดทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดชลบุรี เขต 1, จังหวัดปทุมธานี เขต 7 หรือจังหวัดมหาสารคาม เขต 1 ที่มีประเด็นการทักท้วงขอให้ กกต.นับคะแนนการเลือกตั้งใหม่
หรือจะเป็นประเด็น ‘บัตรลงคะแนนเสียง’ ที่มีบาร์โค้ด แม้ว่าทาง กกต.จะออกมาให้เหตุผลในเชิงที่ว่า การมีบาร์โค้ดในบัตรลงคะแนนเสียงนั้นเป็นไปเพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ว่า บัตรลงคะแนนเสียงใบนั้นเป็นบัตรจริง ไม่ได้ถูกปลอมแปลง รวมถึงนำไปใช้เพื่อควบคุมไม่ให้เกิดกรณี ‘บัตรเขย่ง’
ทว่าจุดนี้เองกลับเป็นเรื่องที่ทำให้ กกต.ต้องมาปวดหัวเสียเอง เพราะภาคประชาชนออกมาตั้งข้อสังเกตว่า หากบัตรลงคะแนนเสียงมีบาร์โค้ดจะนำไปสู่การตรวจสอบย้อนหลังได้หรือไม่ว่า ผู้ลงคะแนนเสียงคนนั้นๆ เลือกผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขตคนใด หรือเลือกพรรคการเมืองใด ซึ่งไม่สอดคล้องต่อหลักการของการเลือกตั้งที่จะต้อง ‘เป็นความลับ’ ‘เสรี’ และ ‘เป็นธรรม’
ทั้งนี้ไม่ว่าจะมีเหตุผลอะไรก็ตามที่อาจทำให้การทำงานของ กกต.ประกาศผลการเลือกตั้ง 100% ล่าช้า ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มีการระบุไว้ชัดเจนในมาตรา 127 และมาตรา 129 ว่า กกต.จะต้องประกาศผลการเลือกตั้ง สส.ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว และต้องไม่เกินภายใน ‘60 วัน’ นับตั้งแต่วันเลือกตั้ง
สุดท้ายในฐานะประชาชนตาดำๆ ที่หลังกากบาทเลือกผู้สมัคร เลือกพรรคการเมืองไปแล้ว ก็ได้แต่นั่งคอย นั่งจ้องจับผิดว่า กกต.จะประกาศผลเมื่อไร มีปัญหาอะไรติดขัดที่จะมาชี้แจงให้ประชาชนทราบบ้างหรือไม่ หรือท้ายที่สุด กกต.ก็จะปล่อยให้ประชาชนงงและรอผลต่อไป
Tags: เกมพลิกอำนาจ, กกต., คณะกรรมการการเลือกตั้ง, ผลการเลือกตั้ง, เลือกตั้ง69, House of Cards




