ความวัวยังไม่ทันหาย ความควายก็เข้ามาแทรกองค์กรอิสระอย่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อีกครั้ง คราวนี้เป็นเรื่องใหม่ที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นในการเลือกตั้งครั้งไหน คือข้อสันนิษฐานว่า บัตรลงคะแนนเสียงแต่ละใบอาจจะสามารถสืบย้อนกลับไปยังตัวผู้ลงคะแนนว่าเป็นใคร และลงคะแนนให้กับพรรคหรือผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขตคนใดได้
The Momentum พาไล่เรียงจากข้อสงสัยสู่ข้อเท็จจริงว่า การเลือกตั้ง 2569 นี้ อาจไม่ใช่การเลือกตั้งที่เป็น ‘ความลับ’ ที่คนจะไม่รู้และไม่ควรรู้ว่า คุณปักใจเลือกลงคะแนนเสียงให้กับพรรคใดในคูหาเลือกตั้ง และอาจทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้เดินหน้าสู่การ ‘โมฆะ’ ได้
1. ตั้งต้นมาจากความหวังดีของ ธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการดีโหวต มหาวิทยาลัยศรีปทุม ที่เห็นว่าปัจจุบันมีปัญหาบัตรเขย่งจึงตั้งคำถามว่า เหตุใดจึงไม่ใช้ QR Code บนบัตรลงคะแนนในการเช็กว่า บัตรไหนปลอม แต่ในโพสต์ของเขามีการโพสต์ภาพบัตรลงคะแนนเสียงจึงมีคนจับสังเกตได้ว่า มี ‘บาร์โค้ด’ อยู่ด้านล่างบัตรลงคะแนน สส.แบบบัญชีรายชื่อ ด้วย
2. ผู้ที่รับลูกต่อจากธรรม์ธีร์ คือผู้เชี่ยวชาญสายเทคอย่าง ธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ โดยนำบาร์โค้ดจากบัตรเลือกตั้งสีชมพูไปสแกน ปรากฏว่าได้ตัวอักษรภาษาอังกฤษพิมพ์ใหญ่ 1 ตัว ตามด้วยเลข 8 ตัว ซึ่งมีหน้าตาคล้ายกับรหัสที่อยู่บนต้นขั้วที่กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) เก็บเอาไว้
3. เมื่อผลลัพธ์เป็นแบบนี้ ผู้เชี่ยวชาญสายเทคแสดงความกังวลทันทีว่า รหัสดังกล่าวอาจจะเชื่อมโยงไปถึงตัวของผู้ลงคะแนนแต่ละคน เพราะก่อนลงคะแนนเสียงในคูหา ประชาชนต้องใส่ลำดับผู้มาใช้สิทธิตามเอกสารของ กกต.ซึ่งในเอกสารปรากฏทั้งชื่อ ที่อยู่ ตามเลขบัตรประชาชนของผู้มาใช้สิทธินอกจากนี้ประชาชนต้องลงลายมือชื่อบนบัตรต้นขั้วก่อนที่ กปน.จะฉีกบัตรลงคะแนนให้ผู้มาใช้สิทธิเข้าคูหา ฉะนั้นจึงเป็นไปได้ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้อาจไม่เป็นความลับ และอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ จนทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็น ‘โมฆะ’
4. ท้ายที่สุด ความกังวลก็เริ่มเข้าใกล้ข้อเท็จจริงมากขึ้น หลังจากที่ ประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ อดีต สส.ปทุมธานี พรรคประชาชน นำผลลัพธ์จากการสแกนบาร์โค้ดบัตรลงคะแนนสีชมพูแล้วพบว่า ตัวเลขตรงกับต้นขั้วจริง และไปตรงกับรหัสของ ‘เลขที่’ ไม่ใช่ ‘เล่มที่’ จึงสันนิษฐานได้ว่า บัตรลงคะแนนแต่ละใบอาจจะได้รับเลขที่ไม่เหมือนกัน มีลักษณะเป็นบัตร 1 ใบ = 1 รหัส จึงตั้งข้อสังเกตต่อไปว่า เลขที่บนบัตรต้นขั้วแต่ละใบมีความเหมือนกันหรือไม่ หากเหมือนกันก็จะไม่เป็นปัญหา แต่หากไม่เหมือนกันสักใบแสดงว่า รหัสบนบาร์โค้ดเป็นรหัสเฉพาะของผู้ลงคะแนนเสียงแต่ละคนที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
5. ปรารถนา พรมพิทักษ์ ผู้สื่อข่าว PPTV นำภาพจากช่างภาพข่าวของ PPTV ซึ่งบันทึกภาพระหว่างการนับคะแนนของบัตรเลือกตั้งสีชมพูจากหน่วยเดียวกัน ในระยะเวลาไล่เลี่ยกันมาเทียบกันว่า บาร์โค้ดบนบัตรที่บันทึกภาพได้มีรหัสที่เหมือนหรือแตกต่างกัน ผลปรากฏว่า รหัสแตกต่างกันทั้งหมด ทั้งที่มีโอกาสว่า บัตรเลือกตั้งแต่ละใบอาจจะมาจากเล่มเดียวกัน ซึ่งแต่ละเล่มจะมีบัตรเลือกตั้ง 20 ใบเท่านั้น
6. เพื่อให้เข้าใจง่าย ในกรณีที่ใครสักคนมีบัตรลงคะแนนเสียงที่ใช้แล้ว และมีใบต้นขั้วในมือ การจะตรวจสอบว่า บัตรลงคะแนนเสียงนั้นเป็นของใคร เพียงทำตามขั้นตอนนี้
– สแกนบาร์โค้ด ซึ่งอยู่ด้านล่างสุดของบัตรลงคะแนนเลือกตั้งแบบ สส.เขต
– รหัสที่ได้สามารถนำไปเทียบกับ ‘เลขที่’ บนต้นขั้ว ซึ่งมีลำดับที่ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งเขียนเอาไว้
– สามารถนำลำดับที่ไปเช็กกับเอกสารผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ ทั้ง ชื่อ-สกุล เลขบัตรประชาชน ไปจนถึงเลขหมายประจำบ้านของผู้มีสิทธิเลือกตั้งลำดับนั้นๆ
– หากจับคู่บัตรต้นขั้วกับบัตรลงคะแนนเสียงเลือกตั้งได้ ก็จะดูได้ว่าผู้มีสิทธิคนนั้นเลือกพรรคการเมืองใด
-
การเลือกตั้งที่ไม่เป็นความลับนั้นถือเป็นความเสี่ยงที่ข้อมูลจะถูกใช้ไปในทางมิชอบ เพราะผู้ถือทั้งต้นขั้วบัตรและบัตรลงคะแนนเสียงคือ กกต. และหาก กกต.เกิดมีความสัมพันธ์กับนักการเมืองหรือพรรคการเมืองใด ก็อาจส่งข้อมูลดังกล่าวไปทำให้การ ‘ยิงกระสุน’ เพื่อให้คนเลือกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งในหน่วยเลือกตั้งนั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมไปถึงนักการเมืองหรือพรรคการเมือง ยังอาจใช้ข้อมูลนี้กำกับการทำงานของหัวคะแนนและผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ ‘ขายเสียง’ เพื่อตรวจสอบว่า เมื่อรับเงินไปแล้ว ได้เลือกพรรคการเมืองตามที่รับเงินมาหรือไม่
-
แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. และว่าที่ร้อยตรี ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต. แถลงยืนยันว่า บาร์โค้ดและ QR Code บนบัตรลงคะแนนมีเพื่อให้ทราบว่า จัดพิมพ์ล็อตไหน พิมพ์เมื่อไร และกระจายไปยังหน่วยเลือกตั้งใด และเพื่อป้องกันบัตรปลอม โดยปฏิเสธว่า รหัสดังกล่าวสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปดูผลการลงคะแนนรายบุคคลได้
เลือกตั้ง 69 อาจ ‘โมฆะ’ เพราะบาร์โค้ด
ต้องย้อนกลับมาที่เงื่อนไขของความ ‘อิสระ’ ในการเลือกตั้ง ที่โดยหลักการ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคนจะต้องมีอำนาจในการตัดสินใจลงคะแนนด้วยความอิสระ ไม่เกรงกลัวต่ออิทธิพลใด และต้องไม่มีใครรู้ว่าลงคะแนนให้กับใคร แต่เมื่อบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่า เจ้าของบัตรลงคะแนนเสียงให้กับใคร ก็เท่ากับว่าความลับถูกเปิดเผย
ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 85 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ โดยใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ แปลว่า หากกระบวนการใดที่ทำให้การลงคะแนนไม่เป็นความลับ ย่อมขัดต่อรัฐธรรมนูญ
นอกจากบทบัญญัติข้างต้นของรัฐธรรมนูญแล้ว ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 82 กำหนดให้ กกต.ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งเป็นไปด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรม ฉะนั้นการมีระบบที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ก็อาจเอื้อให้เกิดการทุจริต เช่น การซื้อสิทธิขายเสียงที่ทำให้หัวคะแนนย้อนกลับมาดูได้ว่า ผู้รับเงินกาให้ตามความต้องการของหัวคะแนนจริงหรือไม่ หรืออาจถูกนำไปใช้เพื่อการข่มขู่ โดยระบุว่า สามารถใช้บาร์โค้ดตรวจสอบย้อนกลับได้ว่า ใครที่ไม่เลือกพรรคการเมืองที่หัวคะแนนต้องการ ซึ่งจะทำให้การเลือกตั้งครั้งนั้นเกิดความไม่เที่ยงธรรม
ในการเลือกตั้งวันที่ 2 เมษายน 2549 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้การเลือกตั้งครั้งนั้นเป็นโมฆะ ด้วยเหตุผลว่า มีหน่วยเลือกตั้งแห่งหนึ่งหันคูหาออกทำให้การลงคะแนนไม่เป็นความลับ
อย่างไรก็ตาม กรณีของบาร์โค้ดที่สามารถย้อนกลับไปยังต้นขั้วบัตรได้ดูจะมีน้ำหนักมากกว่ากรณีปี 2549 เพราะเป็นหลักฐานที่อาจยืนยันตัวตนได้ และหากมีการยื่นร้องเรียนต่อศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาว่า การเลือกตั้งปี 2569 ขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ ก็มีโอกาสที่ศาลจะวินิจฉัยให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็น ‘โมฆะ’ ได้
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) โพสต์ข้อความโต้แย้งว่า การตรวจสอบต้นขั้วได้คือ ‘ข้อดี’ เพราะป้องกันการทุจริต โดยมองว่า ต้นขั้วยังถูกเก็บรักษาโดย กกต.ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐ จึงยังมีความปลอดภัยและยังเป็นความลับ ด้านแสวงยังกล่าวไปในทิศทางเดียวกันว่า บาร์โค้ดมีไว้เพื่อความปลอดภัยและกำกับยอดบัตร ซึ่งข้อมูลต้นขั้วอยู่ที่ กกต.ประชาชนทั่วไปไม่สามารถตรวจสอบได้ จึงไม่ถือเป็นการละเมิดความลับแต่อย่างใด
ขณะที่ว่าที่ร้อยตรีภาสกรกล่าวถึงกรณี QR Code และบาร์โค้ด บนบัตรลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในวันนี้ (13 กุมภาพันธ์ 2569) โดยระบุว่า แม้บาร์โค้ดจะสแกนได้ แต่กระบวนการจัดการทำให้ไม่สามารถเชื่อมโยงกลับไปหาตัวบุคคลได้ เพราะองค์ประกอบแยกออกจากกันคือ บัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อผู้ใช้สิทธิ ซึ่งแต่ละองค์ประกอบถูกส่งไปเก็บไว้ตามที่ต่างๆ และหากมีการเปิดหีบบัตรเท่ากับผิดกฎหมาย เนื่องจากสามารถเปิดได้เฉพาะเมื่อมีคำสั่งนับคะแนนใหม่เท่านั้น
รองเลขาธิการ กกต.ยังชี้แจงว่า การมี QR Code และบาร์โค้ดจึงไม่ถือเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 ที่การเลือกตั้งต้องเป็นไปโดยตรงและลับ เพราะประชาชนลงคะแนนในคูหาและนำบัตรลงคะแนนหย่อนลงหีบด้วยตัวเอง ทั้งนี้แม้ว่าบาร์โค้ดจะสแกนได้จริง ก็เป็นไปเพื่อความปลอดภัยและการปลอมแปลงบัตร การทำเครื่องหมายจึงไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ประชาชนทราบก่อน
ส่วนกรณีบัตรประชามติที่ไม่มี QR Code และบาร์โค้ดเหมือนกับบัตรลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง วรพงศ์ อนันต์เจริญกิจ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการเลือกตั้ง กกต. อธิบายว่า เนื่องจากการเลือกตั้ง 2569 มีการพิมพ์บัตร 3 ประเภท โดยแต่ละประเภทตีพิมพ์คนละโรงพิมพ์ ซึ่งมีเทคโนโลยีและเครื่องมือแตกต่างกัน การพิมพ์เครื่องหมายรักษาความปลอดภัยจึงแตกต่างกัน ซึ่งบัตรประชามติมีเครื่องหมาย แต่ไม่ขอแจ้งให้ทราบ เนื่องจากเป็นระบบรักษาความปลอดภัย
หลังจากนี้ต้องติดตามความเคลื่อนไหวจากบรรดาพรรคการเมืองและภาคประชาชน โดยวันนี้ ชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ว่า พรรคเพื่อไทยอยู่ระหว่างให้ฝ่ายกฎหมายตรวจสอบกรณี QR Code และบาร์โค้ดที่อยู่บนบัตรลงคะแนน เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน หากพบหลักฐานที่ชัดเจนก็จะยื่นเรื่องผ่านสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อไป
ขณะที่ ประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ผู้สมัคร สส.ปทุมธานี พรรคประชาชน ได้ยื่นหนังสือต่อ กกต.ขอให้ชี้แจงกรณีบัตรเลือกตั้งมี QR Code และบาร์โค้ด เพื่อให้ กกต.บอกเหตุผลและความจำเป็น หากคำชี้แจงไม่สมเหตุสมผลจะมีการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อพิจารณาว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ส่อ ‘โมฆะ’ หรือไม่
กระนั้นเอง เรื่องนี้ยังคงเป็นหนังม้วนยาวที่จะใช้เวลาอีกสักระยะในการตรวจสอบ เพราะต้องผ่านขั้นตอนตามองค์กรอิสระที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ล็อกไว้
และท้ายที่สุด ไม่ว่าเรื่องนี้จะชัดว่าผิดปกติเพียงไหน แต่ด้วยอิทธิฤทธิ์ขององค์กรอิสระภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ที่มักปกป้องกันเอง คุ้มครองกันเอง ปลายทางอาจไม่มีอะไรเกิดขึ้น และอาจไม่มีอะไรชัดเจนเลยก็เป็นไปได้
Tags: QR Code, กกต., เลือกตั้ง 69, Barcode



