“เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนครับ บัตรเลือกตั้งการมีบาร์โค้ดมันคือมาตรการการ รปภ. อยากให้ทุกท่านเข้าใจนะ เพื่อสามารถให้รู้ได้ว่าเป็นบัตรล็อตไหน ของหน่วยไหน เพื่อเป็นมาตรการในการควบคุมของ รปภ.
“ซึ่งบาร์โค้ดคือมาตรการการ รปภ.ชั้นดี จะได้รู้เลยว่าที่มาที่ไปอยู่ไหนอย่างไร ไม่ใช่มาบอกว่าของพรรคการเมืองไหน ไม่ใช่แน่นอนครับ” คือการตอบคำถามของ ว่าที่ร้อยตรี ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
เมื่อช่วงเย็นวานนี้ มีผู้ตั้งข้อสังเกตถึงบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อหรือบัตรสีชมพู ในการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ว่ามีปัญหา อาจระบุตัวตนผู้ที่กาบัตรลงคะแนนได้
อย่างไรก็ตาม ในตอนแรกยังไม่มีใครรู้ว่าเลขที่อยู่ที่บาร์โค้ดเป็นเลขเฉพาะหรือไม่ หรือเป็นเพียงเลขล็อตที่ผลิต เลขจังหวัดที่ส่งต่อ หรือเป็นเลขหน่วยเลือกตั้ง และยังไม่รู้ว่าวิธี ‘แกะ’ รหัสที่รันนั้นแกะอย่างไร ยังไม่มีใครรู้ว่าตรงกับต้นขั้วหรือไม่ กกต.จึงตอบเพียงว่าเป็นเรื่องของการรักษาความปลอดภัย
ทว่าเมื่อค้นลึกลงไปเรื่อยๆ ปรารถนา พรมพิทักษ์ ผู้สื่อข่าว PPTV นำเลขบาร์โค้ดที่อยู่ใต้บัตรผ่านการซูมจากบัตรเลือกตั้งที่กรรมการประจำหน่วยโชว์บัตร ก็พบว่าบัตรเลือกตั้งแต่ละบัตรมีบาร์โค้ดเฉพาะของตัวเองที่แตกต่างกันออกไป
ฉะนั้นไม่ใช่การรันล็อตอย่างแน่นอน หากแต่เป็นการรันเลขบัตรอย่างแท้จริง และในเวลาเดียวกันยังมีผู้นำบัตรเลือกตั้งนอกเขตที่มี ‘ต้นขั้ว’ ปรากฏอยู่ด้านบน ผลปรากฏว่า เลขบาร์โค้ดด้านล่างกับเลขด้านบนต้นขั้วบัตรเป็นเลขเดียวกัน
นั่นแปลว่าผู้ที่มีต้นขั้วและปลายขั้วอยู่ด้วยกันอย่าง กกต.สามารถสืบทราบได้อย่างแน่นอนว่าใครกาเลือกพรรคอะไร
กล่าวสำหรับบัตรสีเขียว มีการตั้งข้อสังเกตเช่นกัน ผ่านภาพบัตรที่กรรมการประจำหน่วย (กปน.) เผลอฉีกไปตรงกลางบัตรที่หน่วยเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดน่าน ก็ค้นพบว่า QR Code ที่ปรากฏตรงมุมซ้ายล่าง สามารถโยงไปถึงเลขต้นขั้วบัตรที่อยู่ด้านบน
และหากย้อนกลับไปเทียบกับการเลือกตั้งปี 2566 ก็ไม่มีบาร์โค้ดในลักษณะนี้ และในบัตรสีเหลืองสำหรับลงประชามติ ก็ไม่มีบาร์โค้ดในลักษณะนี้
ด้วยเหตุนี้จึงมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า กกต.อาจทำผิดกฎหมายของตัวเองหรือไม่
ทั้งนี้ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มาตรา 92 ระบุว่า “การออกเสียงลงคะแนนต้องเป็นไปโดยตรงและลับ” มาตรา 93 “บังคับให้พับบัตรเพื่อไม่ให้ผู้อื่นทราบว่าลงคะแนนอย่างไร” และ มาตรา 96 “ห้ามทำเครื่องหมายอันเป็นที่สังเกตไว้ที่บัตรเลือกตั้ง”
ขณะเดียวกัน รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 85 ยังระบุด้วยว่า ให้การเลือกตั้ง สส.เป็นการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ
ด้วยเหตุนี้จึงเปิดช่องให้ประชาชนผู้ลงคะแนนเสียงสามารถยื่นไปยังศาลรัฐธรรมนูญขอให้ตรวจสอบว่า บัตรเลือกตั้งของ กกต.นั้น ผิดรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยมีการเทียบเคียงกับการเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้เป็นโมฆะเพราะหันคูหาออกด้านนอก ขัดกับรัฐธรรมนูญเพราะไม่เป็นการออกเสียงโดยลับ
แล้วจะมีบาร์โค้ดไปเพื่ออะไร?
หากตั้งแนวคิดแบบทฤษฎีสมคบคิด-การระบุตัวตนว่า ใครเลือกพรรคอะไร ถือเป็น Big Data ที่ทำให้ กกต.สามารถรู้ได้ว่า ใครเลือกพรรคอะไร ทำให้ กกต.ยิ่งมีอำนาจ ยิ่งทรงพลังมากขึ้นไปอีก
และหาก กกต.ที่เลือกมาโดยสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่สนิทสนมกับพรรคการเมืองบางพรรค ก็อาจทำให้พรรคการเมือง ‘พุ่งเป้า’ ไปได้มากขึ้น ว่าควรจะ ‘ยิงกระสุน’ ที่ไหน เพื่อให้คนเลือกในหน่วยเลือกตั้งนั้น ในเขตเลือกตั้งนั้นมากขึ้น
ขณะเดียวกัน หากเป็นสายมืด สายดาร์ก ก็สามารถจัดการกับหัวคะแนนได้ ว่าเพราะเหตุใด จ่ายให้หัวคะแนนแล้ว คะแนนยังไม่เข้าเป้า หรือจ่ายเงินซื้อเสียงผู้มีสิทธิเลือกตั้งแล้ว เพราะเหตุใดถึงไม่เลือกพรรคนั้น
แต่เรื่องทั้งหมดอาจไม่มีอะไร กกต.เพียงแค่ผิดพลาดโดยสุจริต ต้องการรันบาร์โค้ดเพื่อความปลอดภัยเท่านั้น
แล้วฝั่ง กกต.ชี้แจงอะไรได้บ้าง
กกต.อาจบอกว่า การลงคะแนนเสียงยังคงเป็นความลับ เพราะมีเพียง กกต.ที่มีต้นขั้วเก็บไว้ และในการนับคะแนน แม้จะปรากฏบาร์โค้ดให้เห็น แต่ก็ไม่มีใครล่วงรู้ได้นอกจาก กกต.
กกต.อาจบอกว่า ทำตามกฎหมายทุกประการ เพราะพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นให้อำนาจ กกต.ในการออกแบบ-จัดทำบัตรเลือกตั้ง
และถึงที่สุด กกต.อาจบอกว่า บัตรส่วนใหญ่ ไม่สามารถแทร็กได้อย่างที่ ‘ชาวเน็ต’ หรือ ‘โปรแกรมเมอร์’ ตั้งข้อสังเกต หากแต่เป็นเลขเพื่อความปลอดภัย
ถึงตอนนี้ ภาคประชาชน พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน เตรียมยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ผิดรัฐธรรมนูญจากการกระทำของ กกต.หรือไม่
ขณะที่ กกต.เตรียมแถลงข่าว 14.00 น. โดยมาครบทั้งรองเลขาธิการ 2 คน รวมถึง กิตติพล พยัคฆเดชาพัน ผู้อำนวยการสำนักเทคโนโลยีสารสนเทศ และวรพงศ์ อนันต์เจริญกิจ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการเลือกตั้ง
ในเวลาเดียวกัน #เลือกตั้งโมฆะ เริ่มขึ้นเทรนด์ในทวิตเตอร์ บรรดาภาคประชาชนอยู่ระหว่างรวบรวมโปรแกรมเมอร์เพื่อตรวจสอบบาร์โค้ด และบรรดานักกฎหมายต่างก็เตรียมเขียนคำร้อง คำฟ้อง ไปยังทุกช่องทางที่จะเอาผิด กกต.ได้
แน่นอนว่าเรื่องนี้น่าจะไม่จบง่ายๆ และอาจเป็นอีกปมที่อยู่กับการเลือกตั้งครั้งนี้ไปอีกยาว
Tags: เลือกตั้ง, กกต., เลือกตั้ง 69




