“ผมเป็นแพะรับบาป และคงจบชีวิตตัวเอง ด้วยการเป็นแบบนี้”

1

ช่วงเย็นของวันที่ 26 มกราคม 1945 เป็นเวลาเลิกงานแล้วของบริษัทเอกชนหลายแห่ง ฝนตกลงมาปรอยๆ ท่ามกลางซากปรักหักพัง ชีวิตผู้คนในญี่ปุ่น ณ เวลาดังกล่าว เต็มไปด้วยความยากลำบาก 

ไม่มีใครรู้เลยว่า ไม่กี่นาทีต่อมา สิ่งเลวร้ายกำลังจะเกิดขึ้น

ที่มหานครโตเกียว ทางพนักงานธนาคารไตโกกุ (Teikoku Bank) เก็บข้าวของ ประตูธนาคารปิดเรียบร้อยแล้ว ทุกคนเตรียมตัวกลับบ้าน

แต่กลับมีเสียงเคาะประตูดังขึ้น ดึงความสนใจเพ่งมองไปที่ด้านนอกของธนาคาร

“ผมเป็นเจ้าหน้าที่สาธารณสุขของรัฐบาล” คำแนะนำตัวเอ่ยขึ้น ตามด้วยคำพูดบางอย่างที่ดึงความสนใจให้กับพนักงานทั้ง 15 คน รวมถึงเด็กน้อย ซึ่งเป็นบุตรของเจ้าหน้าที่ และกำลังรอกลับบ้าน ร่วมฟังด้วย

“เกิดโรคบิดระบาดในพื้นที่ และทุกคนต้องกินยาป้องกันโดยด่วน”

ข้อมูลนี้สร้างความหวาดกลัวอย่างมาก ช่วงเวลานั้นญี่ปุ่นเพิ่งแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 บ้านเมืองแหลกสลาย ตึกเละ ชีวิตทุกคนลำเค็ญ ไม่เพียงเท่านั้น เพราะถูกทิ้งระเบิดจากสหรัฐอเมริกา ทำให้ระบบสาธารณสุขล้มเหลว ประชาชนป่วยด้วยโรคบิด ท้องร่วง เพราะน้ำปนเปื้อนสิ่งสกปรก

เจ้าหน้าที่รายนี้ยื่นนามบัตรให้ดู เพื่อแสดงความยืนยันว่าตัวเองคือคนของทางการจริง เขาเน้นย้ำว่า พนักงานทั้ง 15 คน รวมเด็กอีกราย จะต้องกินยาป้องกันโรคระบาดจำนวน 2 หลอดด้วยกัน

“นี่คือ First Drug กินไปแล้ว ก็ต้องกิน Second Drug ตามมา”

เขาชูตัวยาให้ทุกคนเห็น แล้วพูดยาตัวแรก กับยาตัวที่สองเป็นภาษาอังกฤษ พยานยืนยันว่าได้ยินแบบนั้น

เพราะความกลัวโรคระบาด และการเชื่อฟังเจ้าหน้าที่รัฐ พนักงานแบงก์กับเด็กน้อยรับยาไปกินทันที

ไม่ถึงนาที ทุกคนร่วงลงไปนอนกับพื้น ชักเกร็ง มีอาการทุรนทุราย

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขยืนมองโศกนาฏกรรมนี้ แล้วเดินไปหยิบเงินสดจำนวน 1.6 แสนเยนออกไป แต่กลับไม่แตะเงินอีก 1.8 แสนเยนที่วางทิ้งไว้

ไม่มีใครรู้คำตอบว่า ทำไมเขาถึงทำแบบนี้

ตำรวจรุดมาจุดเกิดเหตุทันที พวกเขาพบว่ามีผู้เสียชีวิตจากการกินยาตัวนี้ทันที 10 ราย โดยหนึ่งในนั้นเป็นเพียงเด็กน้อย ส่วนอีก 2 รายตายที่โรงพยาบาล

มีเพียง 4 คนเท่านั้นที่ดวงแข็ง ไม่ถูกมัจจุราชพรากวิญญาณไป

เหยื่อตายจากสารที่ถูกทำให้เชื่อว่าเป็นยาป้องกันโรคบิด ทว่าแท้จริงแล้วมันคือไซยาไนด์ กินแค่ตัวเดียวก็ถึงแก่ชีวิตได้ แต่ฆาตกรต้องการสร้างความน่าเชื่อถือ ทำทีให้กิน 2 ตัวด้วยกัน เพื่อลวงให้คนในธนาคารเห็นว่า นี่คือเรื่องจริง

โชคยังดีที่มีผู้รอดจากโศกนาฏกรรมนี้ พอพวกเขาอาการดีขึ้น เจ้าหน้าที่รีบรุดสอบปากคำทั้งหมด ขณะที่อีกชุดก็ตรวจสอบจุดเกิดเหตุแบบละเอียด จนพบนามบัตรของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขคนนี้ที่โชว์ให้เหยื่อเห็น ถูกทิ้งไว้ในธนาคาร มันมีลายมือเขียนไว้ พร้อมชื่อปรากฏว่า นายแพทย์จิโร ยามากูชิ (Jiro Yamaguchi)

นักสืบไม่รอช้า พลิกแผ่นดินล่า พวกเขาพบตัวหมอผู้นี้ แต่เมื่อสอบปากคำพบว่า อีกฝ่ายมีพยานยืนยันว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในธนาคารวันนั้น

มีคนแอบอ้างเป็นหมอ ลอบวางยาพิษฆ่าคนตาย 12 ราย

นักสืบลงมืออย่างละเอียด พวกเขาสอบถามหมอจิโรตัวจริง ถามว่าแลกนามบัตรกับใครบ้าง ปรากฏหมอบอกว่าทำไปทั้งหมด 593 ครั้ง

นั่นหมายความว่ามีผู้ต้องสงสัยเฉียด 600 รายเลยทีเดียว 

แม้จะเป็นงานหิน แต่ทางการญี่ปุ่นไม่ยอมแพ้ พวกเขาไล่ตรวจสอบที่มาที่ไปของคนที่เคยแลกบัตรกับนายแพทย์จิโร 593 คน เอามาเช็กอย่างละเอียด เพราะมั่นใจว่า ฆาตกรที่วางยาพิษ คือบุคคลเหล่านี้แน่นอน

กินเวลานานกว่า 7 เดือน ในที่สุดวันที่ 21 สิงหาคม เจ้าหน้าที่ก็ปิดคดีได้สำเร็จ

พวกเขาจับกุมตัว ซาดามิชิ ฮิราซาวา (Sadamichi Hirasawa) ศิลปินภาพวาดวัย 56 ปี

ทางการให้ข้อมูลกับสื่อว่า ชายคนนี้เคยแลกนามบัตรกับหมอจิโร ซึ่งการ์ดที่ปรากฏในจุดเกิดเหตุวางยาพิษนั้น มีลายมือระบุไว้ เมื่อเอาให้ผู้เชี่ยวชาญดู ก็ยืนยันว่า ตรงกับลายมือฮิราซาวา โดยเทียบกับเอกสารถอนเงินที่ผู้ต้องหาเขียนขึ้น

เมื่อตรวจสอบทรัพย์สินในบ้าน พวกเขาเจอเงินสดจำนวนมหาศาล ซึ่งแจกแจงที่มาไม่ได้ เพียงแต่ระบุว่า เป็นเงินที่ได้จากการวาดภาพโป๊ส่งขายในตลาดมืด เพื่อหารายได้มาจุนเจือตัวเอง เพราะนี่คือยุคสมัยหลังสิ้นสุดสงคราม ทุกคนลำบากและต้องดิ้นรนกันหมด

ตำรวจคุมตัวไปสอบสวนอย่างเข้มข้น ไม่นาน ฮิราซาวาก็รับสารภาพว่าตัวเองคือ ฆาตกรวางยาพิษฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์และเด็กน้อยเอง สร้างความตกตะลึงไปทั่วทั้งญี่ปุ่น

ภรรยาถึงกับช็อกจนต้องขอหย่า ลูกๆ ทั้ง 5 คนของศิลปินที่เป็นปีศาจสุดวิปลาส ต่างพูดอะไรไม่ออก และรีบตัดขาดจากพ่อทันที

เมื่อขึ้นศาล พยานผู้รอดชีวิตจากการวางยาพิษในวันนั้น 2 คน ชี้ตัวชายวัย 56 ปีว่าคือผู้วางยาพิษ กระบวนการยุติธรรมจึงดำเนินไปอย่างว่องไว และมีคำตัดสินให้ประหารชีวิตทันที

ทว่าขณะรอเวลาถูกแขวนคอ กลับไม่มีรัฐมนตรียุติธรรมญี่ปุ่นคนใด กล้าเซ็นอนุญาตให้ลงมือปลิดชีพชายคนนี้

เนื่องจากพอตรวจสอบทุกอย่างแบบละเอียด รัฐบาลไม่แน่ใจและหวั่นเกรงอย่างยิ่ง

เพราะที่สุดแล้ว ฮิราซาวาอาจไม่ใช่คนที่ก่อเหตุตัวจริง

เขาอาจเป็นเพียงแพะรับบาปในคดีนี้เท่านั้น

นั่นทำให้บุรุษคนนี้ กลายเป็นนักโทษที่รอการประหารชีวิตยาวนานที่สุดในโลก 

รอถึง 38 ปีด้วยกัน

2

เมื่อเช็กอย่างละเอียด ทนายของฮิราซาวาพบว่า หลักฐานในคดีนี้มีช่องโหว่และข้อสงสัยมากมาย อย่างแรกคือ คำรับสารภาพของศิลปินวัยเฉียด 60 ผู้นี้ เกิดขึ้นจากการถูกสอบปากคำแบบต่อเนื่องทั้งวันทั้งคืน ตำรวจญี่ปุ่นกดดันอย่างหนัก จนสุดท้ายชายชราหมดความอดทน ยอมเปิดปากรับไปก่อน เพื่อหวังให้นักสืบหยุดพูดเสียที

ต่อมา เขาขอศาลเปลี่ยนจากรับสารภาพเป็นปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ทว่ากฎหมายญี่ปุ่นในตอนนั้นยึดมั่นว่า หากผู้ต้องหารับสารภาพในความผิดที่ก่อ ก็เพียงพอจะพิจารณาคดีลงโทษได้เลย โดยไม่ต้องสนหลักฐานชิ้นอื่น และไม่ต้องไปสนว่าอีกฝ่ายจะกลับคำให้การหรือไม่ ให้ยึดเอาคำสารภาพทีแรก ก็เพียงพอตัดสินคดีได้แล้ว

ทนายของฮิราซาวาเริ่มเปิดข้อมูลให้สังคมได้รับทราบ เริ่มจากวันเกิดเหตุ ลูกเขยของศิลปินผู้นี้ยืนยันว่า พ่อตาไม่ได้ไปธนาคารเกิดเหตุ แต่อยู่กับเขาที่บ้าน แต่ข้อมูลตรงนี้ตำรวจไม่สนใจ เห็นว่ารับสารภาพแล้วก็จบ ไม่คำนึงถึงหลักฐานใดอีก

ข้อสงสัยประการต่อมา คือยาพิษที่ใช้ก่อเหตุ แม้จะเป็นสารไซยาไนด์ แต่เป็นชนิดที่อันตรายและหาไม่ได้ทั่วไป ต้องผ่านการปรุงโดยผู้เชี่ยวชาญ อีกทั้งการพูดถึงยาตัวแรกและยาตัวที่ 2 เป็นภาษาอังกฤษ แถมคนก่อเหตุพูดจาฉะฉานมั่นใจ โชว์หลอดยาให้เหยื่อดูก่อน พยานย้ำว่า ฆาตกรดูทะมัดทะแมง ลักษณะแบบนี้ขัดกับบุคลิกทุกอย่างของฮิราซาวา ซึ่งเป็นเพียงศิลปิน ไม่ได้มีท่าทางเหมือนเจ้าหน้าที่สาธารณสุขตัวปลอมเลยแม้แต่นิด

อีกทั้งพยานที่จำหน้าได้ ก็กลับคำให้การในเวลาต่อมา แถมผู้รอดชีวิตคนอื่นๆ ก็ยืนยันว่า ฮิราซาวาไม่เหมือนชายวัยกลางคนที่เข้ามาในธนาคารเลย

ข้อสงสัยเหล่านี้ทำให้สังคมญี่ปุ่นเริ่มคลางแคลงใจคำพิพากษา แล้วเริ่มมีทฤษฎีสมคบคิดว่า ฆาตกรที่ก่อเหตุไม่น่าจะเป็นคนทั่วไป แต่จะต้องเป็นผู้มีความชำนาญเรื่องการใช้สารพิษอย่างมาก

และช่วงเวลานั้น กลุ่มบุคคลที่เก่งเรื่องนี้ ล้วนสังกัดอยู่ในหน่วยทหารช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่าง ‘หน่วย 731’ ซึ่งมีปฏิบัติการ ณ ดินแดนยึดครองของญี่ปุ่นในจีน โดยฐานของพวกเขาได้รับฉายาว่า ‘ค่ายกักกันเอาช์วิทซ์แห่งเอเชีย’

เพราะหน้าที่ของพวกเขา คือการทดลองยาพิษในตัวมนุษย์ มีเหยื่อเสียชีวิตจากหน่วยนี้ถึง 2 แสนรายด้วยกัน

3

หน่วย 731 มักจะเอาคนจีนไปทดลองใส่ยาพิษ ผ่าตัดเอาอวัยวะหนูไปเชื่อมกับตัวคน ทดลองอาวุธชีวภาพ ดูว่าเหยื่อจะทนต่อเชื้อโรคได้นานมากแค่ไหน หากหายป่วยก็ลองเชื้อโรคตัวอื่น ถ้ายังรอดก็จะดำเนินการต่อ แต่ถ้าเริ่มสุขภาพแย่ หมดสภาพเมื่อไร ก็จะเอาไปยิงทิ้ง

ไม่เพียงเหยื่อชาวจีน หน่วยดังกล่าวยังใช้นักโทษอเมริกา อังกฤษ และออสเตรเลียมาเป็นหนูทดลองด้วย

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุด มีความพยายามจะดำเนินคดีกับหน่วยนี้ ทว่าการเมืองในช่วงสงครามเย็นระอุขึ้นมาอย่างร้อนแรง สหภาพโซเวียตและสหรัฐฯ ต่างต้องการคนของหน่วย 731 จึงควานหา และคุ้มครองไม่เอาผิด พร้อมพาตัวกลับประเทศเพื่อให้ทดลองอาวุธชีวภาพด้วย

ในช่วงเกิดเหตุ ญี่ปุ่นอยู่ใต้การปกครองของพญาอินทรี พวกเขาดูแลและส่งคนในหน่วย 731 กลับไปทำงานที่สหรัฐฯ เป็นจำนวนมาก

พวกเขาเหล่านี้ต่างชำนาญด้านยาพิษ และดูมีความเป็นไปได้ที่จะปรุงสารไซยาไนด์สุดอันตรายไปให้คนในแบงก์กิน มากกว่าศิลปินวัยชรา

อีกทั้งตอนนั้น นักสืบที่ทำคดีก็จ้องคนในหน่วยนี้ว่า น่าจะเป็นผู้ต้องสงสัยในการก่อเหตุ โดยพบว่านายพันรายหนึ่งซึ่งเป็นหมอ อาจคือฆาตกรฆ่าคนในธนาคารตัวจริง 

ทว่าเวลาต่อมา ชายคนนี้กลับเสียชีวิตปริศนาด้วยการจมน้ำตาย ทำให้การสืบสวนจบสิ้นไป

สังคมญี่ปุ่นเริ่มเชื่อว่า คนลงมือฆ่าอยู่ในหน่วยนี้มากกว่าฮิราซาวา และที่ทางการจับไม่ได้เพราะสหรัฐฯ ปิดบังและคุ้มกันไว้ เพราะเห็นความอัจฉริยะสุดวิปลาสในการสร้างอาวุธชีวภาพ จึงยอมเก็บฆาตกรสุดสยองนี้ไว้กับตัว ดีกว่าปล่อยให้ถูกลงโทษฐานฆ่าคน

ศิลปินชราจึงต้องเป็นแพะรับบาปในเรื่องนี้ไป

แม้จะดูเป็นทฤษฎีสมคบคิด แต่ตลอดหลายสิบปี รัฐมนตรียุติธรรมญี่ปุ่นหลายรายที่มีแนวคิดขวาจัด ต้องการจัดการนักโทษอุกฉกรรจ์ด้วยการประหารชีวิต บางคนเซ็นอนุญาตให้แขวนคออาชญากรแสบๆ นับสิบราย

แต่ไม่มีแม้แต่คนเดียวจะกล้าอนุมัติให้ฮิราซาวาต้องตาย พวกเขาได้แต่ประวิงเวลาไว้เนิ่นนาน แต่กลับไม่กล้าปล่อยตัวบุรุษผู้นี้

“พวกเขาต้องการให้ชายคนนี้ตายไปเอง เพื่อที่ตัวเองจะได้ไม่ต้องมือเปื้อนเลือด”

4

แม้สังคมญี่ปุ่นเรียกร้องให้รื้อฟื้นการพิจารณาคดีนี้อีกครั้ง แต่รัฐบาลกลับเพิกเฉย กระนั้นก็ไม่กล้าตัดสินเดินหน้าประหารชีวิตฮิราซาวา มันเป็นความอิหลักอิเหลื่อที่หาทางออกไม่ลงตัวเป็นอย่างมาก

ยิ่งไปกว่านั้น การเรียกร้องให้ตรวจสอบว่าหน่วย 731 เกี่ยวข้องหรือไม่ ก็เงียบหายไม่ได้รับการตอบรับจากตำรวจ นั่นทำให้คดีวางยาพิษที่ธนาคารในปี 1948 กลายเป็นเหตุการณ์ปริศนา ที่แม้ทางการจะบอกว่าจับคนร้ายได้ แต่ไม่มีใครเชื่อถือ และทุกวันนี้ก็ไม่รู้ว่าคนที่ก่อเหตุตัวจริงคือใคร

รู้เพียงว่าต้องทั้งเหี้ยมและอันตรายอย่างมาก ถึงลงมือกับคนที่ไม่รู้เรื่อง ด้วยสารพิษที่สร้างขึ้นมา

ทางฮิราซาวานั้นถูกขังในคุก และถูกปฏิเสธการให้สื่อเข้าสัมภาษณ์ เขาทำได้เพียงพูดผ่านทนายว่า “ผมเป็นแพะรับบาป และคงจบชีวิตตัวเอง ด้วยการเป็นแบบนี้”

แม้จะมีการเดินขบวนประท้วง ยื่นเรื่องอุทธรณ์ แต่ศาลก็ไม่สนพลิกฟื้นคำพิพากษาหรือปัดฝุ่นคดีนี้ ชายคนนี้จึงถูกขังในเรือนจำเรื่อยมา

จนกระทั่งในวันที่ 10 มกราคม 1987 ชายชราที่สูญเสียอิสรภาพ ครอบครัว และทุกสิ่งอย่าง ก็ตายจากโลกเพราะโรคปอดบวม หลังป่วยตามสุขภาพที่เสื่อมถอยมาหลายปี ด้วยวัย 93 ปี

พร้อมชื่อเสียงสุดอื้อฉาว ในฐานะผู้ต้องหาคดีวางยาพิษจนมีคนตาย 12 รายด้วยกัน

ผ่านไปเกือบ 40 ปี ความจริงในเรื่องนี้ยังไม่ได้รับการไขให้กระจ่าง ข้อสงสัยมากมายยังคงอยู่ แต่โศกนาฏกรรมที่ฮิราซาวาได้รับ ยังคงแจ่มแจ้งเจ็บปวด นี่คือความล้มเหลวของความยุติธรรมหรือไม่ นี่คือหายนะของกระบวนการกฎหมายของญี่ปุ่นหรือเปล่า

ทางการไม่ให้คำตอบ มีเพียงเสียงจากประชาชนเท่านั้นที่พูดออกมาว่า ใช่ แต่ก็ไม่อาจนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงอะไรได้เลย

ช่างเป็นเรื่องน่าเศร้ายิ่งนัก

ลูกหลานของแพะรับบาปผู้นี้พูดกับสื่อเคียงข้างทนายความ ด้วยความหวังว่าสักวัน คำพิพากษาจะแปรผัน แล้วชายผู้นี้จะได้รับการประกาศว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ทุกคนหวังว่าความต้องการนี้จะเป็นจริงเสียที…ในอนาคต

กระนั้นเรื่องราวที่เกิดขึ้น ก็ไม่อาจลบความอื้อฉาวของคดีนี้ไปได้ ดังคำที่ทนายผู้อยู่เคียงข้างฮิราซาวาบอกกับสื่อ หลังความตายของแพะรับบาปผู้นี้ว่า

“สิ่งที่น่าเสียใจที่สุดคือ เขาต้องมาตายในคุก ทั้งที่ควรจะได้รับการปล่อยตัวออกมาตั้งนานแล้ว”

ข้อมูลอ้างอิง

https://web.archive.org/web/20080817114631/http://www.time.com/time/magazine/article/0,9171,829904,00.html

https://www.nytimes.com/1985/05/08/world/for-man-on-tokyo-death-row-time-is-hangman.html

https://www.latimes.com/archives/la-xpm-1986-04-06-mn-25050-story.html

https://www.upi.com/Archives/1987/05/10/Sadamichi-Hirasawa-Japans-oldest-death-row-inmate-who-has/2684547617600/

Tags: , , ,